25/01/2026
ย้อนกลับไปในปี 2022
ได้เปิดตัว Chat GPT-3.5 สู่สาธารณะ ทุกคนต่างพากันตกตะลึงในความสามารถของ ตัวนี้ ทั้งการตอบโต้ที่แทบไม่ต่างจากการคุยกับมนุษย์ และพัฒนาสู่ความสามารถมากมายที่ที่เรียกว่าพลิกวิธ๊การทำงานของพวกเราจากหน้ามือเป็นหลังมือในช่วงเวลาไม่กี่เดือน และฟีเจอร์อย่าง MyGPT สำหรับสร้างคู่หูส่วนตัวไว้พูดคุยหรือทำงานเฉพาะด้านของตัวเอง รวมถึงการแชร์ให้คนอื่นใช้
ด้วยพัฒนาการที่รวดเร็ว และความสามารถอันน่าประทับใจ บวกกับการที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง ที่เข็นผลิตภัณฑ์ของตัวเองออกมาได้ช้าจนคนถึงกับว่า OpenAI จะขึ้นแท่นเป็นบริษัท AI อันดับหนึ่งแซงทุก Big Tech ไปอย่างแน่นอน
ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้ผู้คน ไม่ว่าจะผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย นักลงทน หรือคนทั่วไปอย่างเราๆ ก็ละสายตาไม่ได้ นำมาสู่การแข่งขันของบริษัทที่ทุ่มเงินเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองมาออกมาแข่งเพื่อไม่ให้พลาดตลาด AI ในรอบใหม่นี้ หรือที่ในวงการเรียกกันว่า AI Race เพื่อที่จะไปถึงจุดหมายที่เรียกว่า Artificial General Intelligence หรือ AGI ที่ทาง OpenAI เคลมไว้ว่าใกล้จะทำสำเร็จในปี 2025
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผ่านปี 2025 มาโดยที่เรายังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน รวมถึงบริษัทต่างๆ ที่เคยเกทับกันนว่าจะสามารถพัฒนา AGI ออกมาได้ ก็ปรับเปลี่ยนการคาดการณ์ออกไปอีก ณ เวลานี้หลายๆ เจ้าคาดว่าคงไม่เร็วไปกว่าปี 2030 ซึ่งสำหรับพวกเรามอง ก็อาจจะรู้สึกว่าก็ยังดูไม่ได้ช้าขนาดนั้นสำหรับเทคโนโลยี
แต่ปี 2030 ก็อาจจะนับว่าช้าไปสำหรับ OpenAI เพราะแม้ว่า OpenAI จะมีรายได้ที่เติบโตต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่มีเม็ดเงินมากพอที่จะรันบริษัทเอง และยังพึ่งพิงเงินจากนักลงทุนเป็นหลัก เลยมีการคาดการณ์ว่าด้วยอัตราการเผาเงิน (Cash Burn) ที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามขนาดของโมเดลที่พัฒนา ที่มีสาเหตุมาจากค่าเซิฟเวอร์ ค่าเช่าคลาวด์ และการสั่งซื้อชิปประมวลผลจาก NVIDIA จะทำให้ OpenAI มีเงินเหลือไม่เกินกลางปี 2027
ตัดภาพมาที่ Google ซึ่งหลายคนเคยมองว่าขยับตัวช้า แต่ Google กลับมีอาวุธที่ OpenAI ไม่มี นั่นคือโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างเองมานับสิบปี มีชิป TPU สำหรับ AI โดยเฉพาะที่ทำให้ลดค่าใช้จ่ายด้าน Hardware มีทีมนักวิจัย AI ชั้นยอดในทีม Google DeepMind และที่สำคัญคือมีธุรกิจอื่นที่ทำกำไรมหาศาลคอยเติมเสบียงให้อยู่ตลอด ทั้ง Cloud ของตัวเองและเม็ดเงินจากธุรกิจโฆษณาที่ใครๆ ก็ต้องพึ่งพา
เราเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมา Google ก็เร่งเครื่องจนเกิดผลิตภัณฑ์จำนวนมาก และเชื่อมต่อเข้าไปกับฐานผู้ใช้งานที่ตัวเองมีอยู่แล้วได้อย่างแนบเนียนขึ้นเรื่อยๆ ใครที่ใช้มือถือ Android ก็ได้ใช้งาน Gemini ทันที หรือบริษัทที่ใช้งาน Google Workspace ภายในองค์กร ก็ได้ Gemini และความสามารถเชื่อมต่อไปยังแอปอื่นๆ ได้ครบถ้วน แล้วจะมีเหตุผลอะไรให้ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องใช้ ChatGPT
จะเห็นได้ว่า Google มีทั้งเงินทุน และระบบนิเวศ (ecosystem) ที่ได้เปรียบกว่าอย่างมาก
จนทำให้น่าจับตาว่า หากภายในปีสองปีนี้ OpenAI ยังไม่สามารถสร้างหาช่องทางที่ทำเงินได้จริงจัง หรือเกิด Killer Product ใหม่จนเลี้ยงตัวเองได้ ชัยชนะในสมรภูมินี้อาจตกเป็นของ Google
ด้วยเหตุผลที่ว่า Google มี “สายป่าน” ที่ยาวกว่า
และ Google มี “ระบบนิเวศ” ที่พร้อมกว่านั่นเอง
ทำให้ผมมองว่า AI Race “ครั้งนี้” Google คงเป็นผู้ชนะครับ
…
แต่ไม่แน่ว่า AI Race “ครั้งหน้า” อาจจะมาเร็วกว่าที่ทุกคนคิดก็เป็นได้
Technology Review by Bub, Technology Specialist, Orange Cap Innovative