WIS ATECH - บริการให้คำปรึกษาดูแลระบบไอที และ เน็ตเวิร์ก
- บริการซ่อมคอมพิวเตอร์

VPN คืออะไร? ทำงานอย่างไร?🤔 VPN ย่อมาจาก Virtual Private Network (เครือข่ายส่วนตัวเสมือน) เป็นเทคโนโลยีที่สร้าง "อุโมงค์...
01/07/2026

VPN คืออะไร? ทำงานอย่างไร?🤔

VPN ย่อมาจาก Virtual Private Network (เครือข่ายส่วนตัวเสมือน) เป็นเทคโนโลยีที่สร้าง "อุโมงค์ที่ปลอดภัย" และเข้ารหัสข้อมูลของคุณขณะใช้งานอินเทอร์เน็ต เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว ซ่อนตัวตน (IP Address) และช่วยให้คุณเข้าถึงเว็บไซต์ที่ถูกบล็อกในพื้นที่นั้นๆ ได้อย่างปลอดภัยค่ะ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองดูไดอะแกรมการทำงานของ VPN ด้านล่างนี้ค่ะ (รูปแนบ)

VPN ทำงานอย่างไร?
เมื่อคุณเปิดใช้งาน VPN ลำดับการรับส่งข้อมูลจะเปลี่ยนไปจากปกติ โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้ค่ะ

1. สร้างอุโมงค์เชื่อมต่อ (Tunnel)
ขั้นตอนที่ 1 แอปพลิเคชัน VPN บนอุปกรณ์ของคุณจะสร้างการเชื่อมต่อส่วนตัวแบบพิเศษที่เรียกว่า Tunnel วิ่งผ่านอินเทอร์เน็ตปกติไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ VPN
2. เข้ารหัสข้อมูล (Encryption)
ขั้นตอนที่ 2 ข้อมูลทั้งหมดที่คุณส่งออกไป (เช่น เว็บที่เข้า รหัสผ่านที่พิมพ์) จะถูกแปลงเป็นรหัสลับที่คนภายนอก เจ้าของเครือข่าย Wi-Fi สาธารณะ หรือแม้แต่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ก็ไม่สามารถอ่านได้
3. ส่งผ่านเซิร์ฟเวอร์ VPN
ขั้นตอนที่ 3 ข้อมูลที่เข้ารหัสจะวิ่งผ่านอุโมงค์ไปถึงเซิร์ฟเวอร์ VPN จากนั้นเซิร์ฟเวอร์จะถอดรหัสแล้วส่งต่อไปยังเว็บไซต์หรือบริการปลายทางที่คุณต้องการเข้าถึง
4. สวมรอยตัวตนใหม่
ขั้นตอนที่ 4 เว็บไซต์ปลายทางจะเห็นว่าข้อมูลนี้มาจากเซิร์ฟเวอร์ VPN (รวมถึงเห็นเป็น IP Address และตำแหน่งของเซิร์ฟเวอร์นั้นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น) แทนที่จะเห็นตำแหน่งและ IP Address ที่แท้จริงของคุณ

ประโยชน์หลักๆ ของการใช้ VPN
👉🏻ความปลอดภัยบน Wi-Fi สาธารณะ: ป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์แอบดักจับข้อมูลของคุณเวลาไปต่อ Wi-Fi ฟรีตามร้านกาแฟหรือสนามบิน
👉🏻ปกปิดตัวตนและความเป็นส่วนตัว: ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหรือเว็บไซต์ต่างๆ จะไม่สามารถติดตามพฤติกรรมการใช้งานที่แท้จริงของคุณได้
👉🏻ทะลุบล็อกและเปลี่ยนตำแหน่ง (Geo-spoofing): ช่วยให้เข้าถึงเว็บไซต์ หรือคอนเทนต์บนสตรีมมิ่งที่จำกัดให้ดูได้เฉพาะบางประเทศได้

ข้อควรระวัง: แม้ VPN จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวได้มาก แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะปลอดภัยจากการดาวน์โหลดไวรัสหรือการกรอกรหัสผ่านในเว็บปลอม (Phishing) และควรเลือกผู้ให้บริการ VPN ที่น่าเชื่อถือเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลของคุณถูกนำไปขายต่อค่ะ

25/06/2026

VLAN คืออะไร?🤔

VLAN ย่อมาจาก Virtual Local Area Network คือ การจำลองเครือข่ายท้องถิ่น (LAN) หลายๆ เครือข่ายให้อยู่บนอุปกรณ์เครือข่าย (เช่น Switch) ตัวเดียวกัน โดยการใช้ซอฟต์แวร์ในการแบ่งแยกกลุ่มผู้ใช้งานออกจากกัน แทนที่จะต้องซื้ออุปกรณ์แยกกันจริงๆ ตามสายแลน
พูดง่ายๆ คือ "การแบ่งห้องย่อยในบ้านหลังเดียวกัน" แม้ทุกคนจะต่อสายเข้า Switch ตัวเดียวกัน แต่ถ้าอยู่คนละ VLAN ก็จะไม่สามารถมองเห็นหรือคุยกันได้โดยตรง (เหมือนอยู่คนละห้อง) ช่วยเพิ่มทั้งความปลอดภัยและความเป็นระเบียบในการจัดการระบบเครือข่ายค่ะ

ทำไมต้องใช้ VLAN? (ประโยชน์หลัก)🧐
👉🏻ความปลอดภัย (Security): สามารถแยกแผนกที่ต้องการความปลอดภัยสูงออกจากแผนกทั่วไปได้ เช่น แยกฝ่ายบัญชี/การเงิน ออกจากฝ่ายบริการลูกค้า ทำให้คนนอกหรือแผนกอื่นไม่สามารถแอบเข้ามาเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้
👉🏻ลดปริมาณ Traffic (Broadcast Domain): ในระบบเน็ตเวิร์กปกติ จะมีสิ่งที่เรียกว่า "Broadcast" (การส่งข้อมูลกระจายหาทุกเครื่อง) ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์เยอะๆ ส่งพร้อมกัน เน็ตเวิร์กจะช้าลง การทำ VLAN จะช่วยจำกัดให้ Broadcast อยู่เฉพาะในกลุ่มของตัวเอง ไม่รบกวนกลุ่มอื่น
👉🏻ประหยัดค่าใช้จ่าย (Cost Reduction): ไม่จำเป็นต้องซื้อ Switch แยกตามแผนก สมมติว่ามี 3 แผนก ก็ซื้อ Switch ประสิทธิภาพสูงตัวเดียว แล้วใช้การคอนฟิก VLAN แบ่งเอา
👉🏻ง่ายต่อการบริหารจัดการ (Flexibility): หากพนักงานย้ายโต๊ะทำงาน แต่อยู่แผนกเดิม ไอทีก็แค่เปลี่ยนพอร์ตที่เสียบสายให้เป็น VLAN เดิม โดยไม่ต้องเดินสายแลนใหม่ให้วุ่นวาย

แล้วถ้าคนละ VLAN อยากคุยกัน ต้องทำอย่างไร?🧐
เนื่องจาก VLAN ออกแบบมาเพื่อตัดการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างกลุ่ม ดังนั้นหากฝ่ายบัญชี (VLAN 10) จำเป็นต้องส่งไฟล์ให้ฝ่ายการตลาด (VLAN 20) จะต้องส่งข้อมูลผ่าน Router หรือ Layer 3 Switch เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการตรวจสอบสิทธิ์และส่งข้ามเครือข่าย (เรียกกระบวนการนี้ว่า Inter-VLAN Routing) ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เราสามารถตั้งค่าความปลอดภัย (Firewall/ACL) เพิ่มเติมได้ว่า จะอนุญาตให้ใครคุยกับใครได้บ้างค่ะ

สนใจให้ทีมงานเข้าไป Site Survey ประเมินหน้างานเพื่อวางระบบที่จบจริง ทักแชทสอบถามได้เลยค่ะ!!!✌🏻🙏🏻🙏🏻🙏🏻

24/06/2026

Router vs Switch ต่างกันอย่างไรนะ? 🧐

Router (อุปกรณ์จัดเส้นทาง) และ Switch (สลับสายสัญญาณ) ทำหน้าที่เหมือนระบบขนส่ง แต่คุมกันคนละระดับชั้นในเครือข่ายค่ะ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองคิดว่าเครือข่ายอินเทอร์เน็ตคือ "ระบบไปรษณีย์" นะคะ
🏢 Switch: ผู้จัดการภายในตึก (Local Network)
Switch ทำหน้าที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ (คอมพิวเตอร์, ปรินเตอร์, สมาร์ททีวี) ที่อยู่ใน เครือข่ายเดียวกัน (LAN) เข้าด้วยกัน เปรียบเหมือน แผนกคัดแยกจดหมายภายในตึก ที่คอยส่งเอกสารจากโต๊ะทำงานตัวหนึ่งไปยังอีกโต๊ะหนึ่งได้อย่างถูกต้องโดยไม่ต้องออกไปนอกตึก
👉🏻การทำงาน: จำพิกัดของอุปกรณ์จาก MAC Address (เหมือนบ้านเลขที่ภายในเครือข่ายตัวเอง)
👉🏻หน้าที่หลัก: แข่งกันส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ในบ้านหรือในออฟฟิศเดียวกันด้วยความเร็วสูง
👉🏻สิ่งที่ไม่มี: Switch ทั่วไปจะไม่เข้าใจว่า "อินเทอร์เน็ต" คืออะไร และเชื่อมต่อข้ามเครือข่ายไม่ได้
🌐 Router: บุรุษไปรษณีย์ระหว่างเมือง (Cross Network)
Router ทำหน้าที่เชื่อมต่อเครือข่ายหนึ่ง เข้ากับอีกเครือข่ายหนึ่ง (เช่น เชื่อมบ้านของเราเข้ากับโลกอินเทอร์เน็ตภายนอก) เปรียบเหมือน บุรุษไปรษณีย์ ที่รับจดหมายจากในตึก แล้วขับรถออกไปส่งให้กับตึกอื่นๆ ทั่วโลก
👉🏻การทำงาน: ทำงานผ่าน IP Address เพื่อหาเส้นทางที่สั้นและเร็วที่สุดในการส่งข้อมูลข้ามเครือข่าย
👉🏻หน้าที่หลัก: แจกจ่าย IP ให้กับอุปกรณ์ในบ้าน (ทำหน้าที่เป็น Gateway) และคอยกรองความปลอดภัย (Firewall) ไปในตัว
👉🏻จุดสังเกต: Router ส่วนใหญ่ที่เราใช้ในบ้านทุกวันนี้ มักจะเป็นแบบ All-in-One คือมี Switch (พอร์ต LAN ด้านหลัง 4 ช่อง) และตัวปล่อย Wi-Fi รวมอยู่ด้วยในเครื่องเดียว

💡 จำสั้นๆ: ถ้าอยากให้คอมพิวเตอร์กับปรินเตอร์ในบ้านคุยกันได้ ต้องใช้ Switch แต่ถ้าอยากให้คอมพิวเตอร์เปิดเว็บ Google หรือเล่น YouTube ได้ ต้องใช้ Router ค่ะ

สนใจให้ทีมงานเข้าไป Site Survey ประเมินหน้างานเพื่อวางระบบที่จบจริง ทักแชทสอบถามได้เลยค่ะ!!!✌🏻🙏🏻🙏🏻🙏🏻

OSI Model คืออะไร ?🤔OSI Model (Open Systems Interconnection Model) คือ แบบจำลองมาตรฐานที่ใช้อธิบายการทำงานของระบบเครือข่...
23/06/2026

OSI Model คืออะไร ?🤔

OSI Model (Open Systems Interconnection Model) คือ แบบจำลองมาตรฐานที่ใช้อธิบายการทำงานของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยแบ่งขั้นตอนการรับส่งข้อมูลออกเป็น 7 ชั้น (Layers) เพื่อให้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างระบบกัน (เช่น Windows, Mac, Linux หรืออุปกรณ์คนละยี่ห้อ) สามารถสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจและเป็นระบบค่ะ

ลองจินตนาการถึงการส่งพัสดุข้ามประเทศ: คุณต้องเขียนจดหมาย ใส่ซอง แปะแสตมป์ ใส่กล่อง ไปส่งที่ไปรษณีย์ ขึ้นเครื่องบิน และมีคนไปส่งที่บ้านปลายทาง ทุกขั้นตอนมีหน้าที่ชัดเจน OSI Model ก็ทำงานแบบนั้นกับข้อมูลดิจิทัลค่ะ

เจาะลึก OSI Model ทั้ง 7 ชั้น (จากบนลงล่าง) (ตามรูปแนบด้านล่าง)
7. Application Layer (ชั้นประยุกต์)
เป็นชั้นที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ใช้งานมากที่สุด คือซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชันที่เราใช้เปิดเว็บ ส่งไลน์ หรือส่งอีเมล เพื่อส่งคำขอเข้าสู่เครือข่าย
➡️ ตัวอย่างโปรโตคอล: HTTP/HTTPS (เว็บเบราว์เซอร์), FTP (รับส่งไฟล์), SMTP (อีเมล)
6. Presentation Layer (ชั้นนำเสนอข้อมูล)
ทำหน้าที่จัดรูปแบบข้อมูล แปลงรหัส (Encoding) เข้ารหัสลับ (Encryption) เพื่อความปลอดภัย หรือบีบอัดข้อมูล (Compression) ให้พร้อมสำหรับการส่งต่อ เพื่อให้มั่นใจว่าปลายทางจะอ่านข้อมูลได้ถูกต้อง
➡️ ตัวอย่าง: แปลงข้อความเป็น ASCII/UTF-8, การทำงานของ SSL/TLS, รูปแบบไฟล์ JPEG, MP4
5. Session Layer (ชั้นเซสชัน)
ทำหน้าที่ควบคุม "การเชื่อมต่อ" ระหว่างเครื่องต้นทางและปลายทาง ตั้งแต่เริ่มเปิดการสนทนา ดูแลให้การสื่อสารดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และทำการปิดการเชื่อมต่อเมื่อคุยเสร็จ
➡️ ตัวอย่าง: การจำชื่อผู้ใช้ล็อกอิน (Session Management), NetBIOS
4. Transport Layer (ชั้นขนส่ง)
เป็นชั้นที่คอยดูแลเรื่องการขนส่งข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทางอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะหั่นข้อมูลเป็นชิ้นเล็กๆ เรียกว่า Segment และเลือกว่าจะส่งแบบชัวร์ 100% (TCP) หรือเน้นเร็วไม่เน้นเช็กความถูกต้อง (UDP)
➡️ ตัวอย่างโปรโตคอล: TCP, UDP
3. Network Layer (ชั้นเครือข่าย)
ทำหน้าที่หาเส้นทางที่ดีที่สุดในการส่งข้อมูลจากเครือข่ายหนึ่งไปยังอีกเครือข่ายหนึ่ง ข้อมูลในชั้นนี้เรียกว่า Packet และสิ่งที่ใช้ระบุตัวตนในชั้นนี้ก็คือ IP Addressนั่นเอง
➡️ อุปกรณ์สำคัญ: Router
2. Data Link Layer (ชั้นเชื่อมโยงข้อมูล)
ทำหน้าที่ควบคุมการรับส่งข้อมูลภายในเครือข่ายท้องถิ่น (LAN) เดียวกัน โดยนำ Packet มาห่อหุ้มกลายเป็น Frame และควบคุมการเข้าถึงสื่อทางกายภาพโดยใช้ MAC Address เป็นตัวระบุที่อยู่ของอุปกรณ์
➡️ อุปกรณ์สำคัญ: Switch, Access Point
1. Physical Layer (ชั้นกายภาพ)
ชั้นล่างสุดที่เกี่ยวข้องกับฮาร์ดแวร์และสื่อนำสัญญาณจริงๆ โดยจะแปลงข้อมูลจากชั้นบนให้กลายเป็นสัญญาณไฟฟ้า สัญญาณแสง หรือคลื่นวิทยุ (ส่งข้อมูลเป็นบิต 0 และ 1)
➡️ ตัวอย่าง: สายแลน (UTP), สายไฟเบอร์ออพติก, สัญญาณ Wi-Fi, หัวต่อ RJ-45

ทำไมเราต้องมี OSI Model?🧐
👉🏻แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด (Troubleshooting): เวลาอินเทอร์เน็ตใช้งานไม่ได้ ช่างเทคนิคจะไล่เช็กตาม Layer เช่น เช็กว่าสายแลนหลุดไหม (Layer 1) ถ สายไม่หลุดค่อยไปเช็กว่าได้ IP Address ไหม (Layer 3) หรือเว็บล่ม (Layer 7)
👉🏻เป็นมาตรฐานสากล: ทำให้นักพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จากต่างบริษัท สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ
👉🏻ง่ายต่อการพัฒนา: นักพัฒนาแอปพลิเคชัน (Layer 7) ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าสายแลนส่งสัญญาณไฟฟ้าอย่างไร (Layer 1) ก็สามารถสร้างแอปได้ เพราะแต่ละชั้นทำงานแยกจากกันชัดเจน

📝 ในความเป็นจริงของการทำงานในปัจจุบัน อินเทอร์เน็ตที่เราใช้กันจะอิงตามระบบ TCP/IP Model ซึ่งมียุบรวมเหลือ 4 ชั้น แต่ OSI Model ก็ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจระบบเครือข่ายค่ะ

สนใจให้ทีมงานเข้าไป Site Survey ประเมินหน้างานเพื่อวางระบบที่จบจริง ทักแชทสอบถามได้เลยค่ะ!!!✌🏻🙏🏻🙏🏻🙏🏻

TCP/IP คืออะไร?🧐TCP/IP (ย่อมาจาก Transmission Control Protocol/Internet Protocol) คือ ชุดโปรโตคอล (Protocol) หรือกฎเกณฑ์...
22/06/2026

TCP/IP คืออะไร?🧐
TCP/IP (ย่อมาจาก Transmission Control Protocol/Internet Protocol) คือ ชุดโปรโตคอล (Protocol) หรือกฎเกณฑ์มาตรฐาน ที่ใช้สำหรับควบคุมการสื่อสารและการส่งผ่านข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต พูดง่ายๆ มันคือ "ภาษากลาง" ที่คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และเซิร์ฟเวอร์ทั่วโลกใช้คุยกันเพื่อให้เข้าใจกันได้ค่ะ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน TCP/IP ทำงานร่วมกันโดยแบ่งหน้าที่หลักออกเป็น 2 ส่วนตามชื่อเลยค่ะ:

ส่วนที่ 1 TCP (Transmission Control Protocol): ทำหน้าที่เหมือน "แผนกแพ็กของและตรวจสอบความถูกต้อง" มีหน้าที่หั่นข้อมูลชิ้นใหญ่ๆ ให้กลายเป็นชิ้นเล็กๆ เรียกว่า Packet จากนั้นจะตรวจสอบว่าข้อมูลส่งไปถึงปลายทางครบถ้วนไหม เรียงลำดับถูกต้องหรือเปล่า ถ้ามีชิ้นไหนสูญหายระหว่างทาง TCP จะสั่งให้ส่งชิ้นนั้นใหม่อีกครั้ง

ส่วนที่ 2 IP (Internet Protocol): ทำหน้าที่เหมือน "บุรุษไปรษณีย์" มีหน้าที่จ่าหน้าซอง (ด้วย IP Address) และค้นหาเส้นทาง (Routing) เพื่อส่งแพ็กเกจข้อมูลเหล่านั้นจากเครื่องต้นทางไปยังเครื่องปลายทางให้ถูกเครื่อง

โครงสร้างการทำงานของ TCP/IP (4 เลเยอร์)
TCP/IP ไม่ได้ทำงานแค่สองตัวนี้โดดๆ แต่ทำงานร่วมกันเป็นชั้นๆ (Layers) ทั้งหมด 4 ชั้น โดยข้อมูลจะเดินทางไล่ลงมาจากชั้นบนสุดลงไปจนถึงสายเคเบิลหรือคลื่นวิทยุ แล้วไปโผล่ที่เครื่องปลายทางย้อนกลับขึ้นไปข้างบน ดังนี้ค่ะ:
1. Application Layer (ชั้นแอปพลิเคชัน)
เป็นชั้นที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ใช้งานมากที่สุด คือโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันที่เราใช้เปิดเว็บหรือส่งข้อมูล เช่น
HTTP / HTTPS (สำหรับเปิดเว็บไซต์)
FTP (สำหรับโอนย้ายไฟล์)
SMTP (สำหรับส่งอีเมล)

2. Transport Layer (ชั้นขนส่ง)
เป็นชั้นที่ TCP ทำงาน (และมีโปรดตคอลอีกตัวคือ UDP) มีหน้าที่รับข้อมูลจากเลเยอร์บนมาสับเป็นชิ้นๆ (Packets) จัดการเรื่องความปลอดภัย ความถูกต้อง และความเสถียรของการส่งข้อมูล เพื่อเตรียมส่งต่อให้เลเยอร์ถัดไป

3. Internet Layer (ชั้นอินเทอร์เน็ต)
เป็นชั้นที่ IP ทำงานหลัก โดยจะนำ Packet ข้อมูลมาแปะป้าย IP Address ต้นทางและปลายทาง แล้วเลือกเส้นทางในเครือข่ายที่เร็วและเหมาะสมที่สุดเพื่อให้ข้อมูลไปถึงที่หมาย

4. Network Access Layer (ชั้นเข้าถึงเครือข่าย)
เป็นชั้นล่างสุดที่จัดการเรื่องฮาร์ดแวร์และการแปลงข้อมูลดิจิทัล (0 กับ 1) ให้กลายเป็นสัญญาณทางไฟฟ้า, สัญญาณแสง (Fiber Optic) หรือคลื่นวิทยุ (Wi-Fi, 4G/5G) เพื่อส่งข้ามสายสัญญาณไปยังอุปกรณ์ถัดไป

💡 สรุปให้เห็นภาพง่ายๆ: > เมื่อคุณส่งข้อความหาเพื่อนในแอปแชท Application จะรับข้อความนั้นมา -> Transport (TCP) จะจับข้อความใส่กล่องและนับจำนวนกล่อง -> Internet (IP) จะเขียนที่อยู่บ้านของคุณและเพื่อนลงบนกล่อง -> Network Access จะนำกล่องนั้นขึ้นรถบรรทุกวิ่งไปตามถนน (สายเคเบิล/คลื่น) เพื่อส่งให้ถึงมือเพื่อนนั่นเองค่ะ😀

21/06/2026

Cloud Computing คืออะไร? 🤔

Cloud Computing (การประมวลผลแบบคลาวด์) คือ บริการที่ให้เราสามารถใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยที่เราไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อฮาร์ดแวร์ (เช่น ตัวเครื่องเซิร์ฟเวอร์ หรือฮาร์ดดิสก์) มาตั้งไว้ที่ตึกหรือสำนักงานเอง
ให้จินตนาการง่ายๆ เหมือนการ "เช่าระบบสาธารณูปโภค" คล้ายกับการใช้ไฟฟ้าหรือประปา แทนที่เราจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเองเพื่อเปิดไฟในบ้าน เราก็แค่ต่อสายไฟเข้าบ้านแล้วจ่ายค่าไฟตามจริงที่ใช้งาน คลาวด์คอมพิวเตอร์ก็ทำงานแบบนั้นเลยค่ะ

3 บริการหลักของ Cloud Computing (Cloud Service Models)
ผู้ให้บริการคลาวด์จะแบ่งประเภทการใช้งานออกเป็น 3 ระดับหลักๆ ตามความต้องการของผู้ใช้:
1. Infrastructure as a Service (IaaS): คือการเช่าโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ซีพียู (CPU), หน่วยความจำ (RAM), พื้นที่เก็บข้อมูล (Storage) และระบบเครือข่าย
เปรียบเทียบ: เหมือนเราเช่า "ที่ดินเปล่า" หรือโครงบ้านเปล่าๆ แล้วเราต้องมาลงระบบปฏิบัติการ (OS) และติดตั้งโปรแกรมเองทั้งหมด
ตัวอย่าง: Amazon Web Services (AWS) EC2, Google Compute Engine (GCE), Microsoft Azure VM
2. Platform as a Service (PaaS): คือบริการที่เตรียมทั้งฮาร์ดแวร์และระบบปฏิบัติการ (OS) รวมถึงเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไว้ให้พร้อมใช้งาน
เปรียบเทียบ: เหมือนเราเช่า "บ้านจัดสรรที่สร้างเสร็จแล้ว" เหลือแค่เราขนเฟอร์นิเจอร์ (โค้ดหรือแอปพลิเคชันของเรา) เข้าไปจัดวาง
ตัวอย่าง: Google App Engine, Heroku, AWS Elastic Beanstalk
3. Software as a Service (SaaS): คือแอปพลิเคชันสำเร็จรูปที่ใช้งานผ่านอินเทอร์ เน็ตได้ทันที โดยที่เราไม่ต้องสนใจเรื่องการเปิดเซิร์ฟเวอร์หรือเขียนโค้ดเลย ผู้ให้บริการดูแลให้ทั้งหมด
เปรียบเทียบ: เหมือนการ "เช่าห้องโรงแรม" ที่ตกแต่งพร้อมอยู่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แค่หิ้วกระเป๋าเข้าพักได้เลย
ตัวอย่าง: Google Drive, Microsoft 365, Netflix, LINE, หรือระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ต่างๆ

ทำไมธุรกิจยุคนี้ถึงเปลี่ยนมาใช้ Cloud? (ข้อดีหลัก)
👉🏻ประหยัดต้นทุน (Cost Saving): ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนโตเพื่อซื้อเซิร์ฟเวอร์ราคาแพงและไม่ต้องจ้างทีมมาคอยดูแลห้องเครื่อง เปลี่ยนเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน/รายปีตามการใช้งานจริง (Pay-as-you-go)
👉🏻ยืดหยุ่นและขยายตัวง่าย (Scalability): วันไหนคนเข้าเว็บไซต์เยอะ (เช่น วันจัดโปรโมชัน 11.11) ก็สามารถกดเพิ่มขนาดเซิร์ฟเวอร์ได้ทันที พอหมดโปรโมชันก็ปรับลดลงมา ทำให้ระบบไม่ล่ม
👉🏻เข้าถึงได้จากทุกที่ (Accessibility): ขอแค่มีอินเทอร์เน็ต ทีมงานก็สามารถล็อกอินเข้าไปทำงาน ดูข้อมูล หรือจัดการระบบได้จากทุกมุมโลก
👉🏻ความปลอดภัยสูง (Security & Backup): ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกจะมีระบบรักษาความปลอดภัยที่หนาแน่นมาก และมีระบบสำรองข้อมูลอัตโนมัติ (Backup) หากเกิดเหตุไม่คาดคิด ข้อมูลก็จะไม่สูญหาย

พูดให้กระชับที่สุด Cloud Computing ก็คือการ "เช่าคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงของคนอื่นผ่านอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เราโฟกัสกับการรันธุรกิจหรือพัฒนาไอเดียได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องฮาร์ดแวร์" นั่นเองค่ะ😊

18/06/2026

DNS คืออะไร?🤔

DNS ย่อมาจาก Domain Name System (ระบบชื่อโดเมน) ถ้าให้เข้าใจง่ายที่สุด DNS ทำหน้าที่เหมือน "สมุดโทรศัพท์ของโลกอินเทอร์เน็ต" ค่ะ
เวลาเราจะคุยโทรศัพท์กับใคร เรามักจะจำ "ชื่อ" ของเขา แทนที่จะจำเบอร์โทรศัพท์ยาวๆ ใช่ไหมคะ? คอมพิวเตอร์และเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ตก็เหมือนกัน พวกมันคุยกันผ่านตัวเลขที่เรียกว่า IP Address (เช่น ⁠142.251.215.238⁠) แต่ถ้าเราต้องมานั่งจำตัวเลขพวกนี้ทุกครั้งที่จะเข้าเว็บ คงปวดหัวแย่

DNS เลยเข้ามาช่วยแปลงชื่อเว็บไซต์ที่เราพิมพ์ง่ายๆ ให้กลายเป็นตัวเลขที่คอมพิว เตอร์เข้าใจค่ะ

กระบวนการทำงานของ DNS (ให้เข้าใจใน 4 ขั้นตอน)
เมื่อคุณพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ เช่น ⁠www.google.com⁠ บนเบราว์เซอร์ สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังในเวลาไม่กี่มิลลิวินาที คือ:
1. DNS Recursor (ผู้รับเรื่อง): เบราว์เซอร์จะวิ่งไปถามตัว Recursor (มักจะเป็นของค่ายอินเทอร์เน็ตที่คุณใช้) ว่า "รู้จัก IP ของ google.com ไหม?"
2. Root Nameserver (ผู้รู้จุดเริ่มต้น): ถ้า Recursor ไม่รู้ มันจะไปถาม Root Server ซึ่งจะชี้ทางให้ไปหาเซิร์ฟเวอร์ที่ดูแลนามสกุลนั้นๆ (ในที่นี้คือ ⁠.com⁠)
3. TLD Nameserver (ผู้ดูแลนามสกุล): เซิร์ฟเวอร์ที่ดูแล ⁠.com⁠ จะบอกทางต่อให้ไปหาเซิร์ฟเวอร์ที่เก็บข้อมูลของคำว่า ⁠google⁠ โดยตรง
4. Authoritative Nameserver (ผู้รู้จริง): เซิร์ฟเวอร์ตัวสุดท้ายนี้จะส่งเลข IP Address ที่ถูกต้องกลับมาให้เบราว์เซอร์ของคุณ เพื่อใช้เปิดหน้าเว็บขึ้นมา

💡 สรุปประโยชน์ของ DNS
ไม่ต้องจำตัวเลข: ช่วยให้เราเข้าเว็บไซต์ด้วยชื่อที่จำง่าย เช่น ⁠facebook.com⁠, ⁠youtube.com⁠ แทนที่จะเป็นชุดตัวเลข
ความยืดหยุ่น: ถ้าเจ้าของเว็บไซต์เปลี่ยนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ใหม่ (เลข IP เปลี่ยน) เขาแค่ไปอัปเดตที่ DNS ส่วนผู้ใช้งานอย่างเราก็ยังพิมพ์ชื่อเว็บเดิมได้ตามปกติ โดยไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเลยค่ะ

16/06/2026

เราคงเคยได้ยินว่าคำว่า IP Address แต่ทราบมั้ยคะว่า IP Address ทำงานอย่างไร?🤔

IP Address (Internet Protocol Address) เปรียบเสมือน "บ้านเลขที่" ของอุปกรณ์ต่าง ๆ บนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ หรือเซิร์ฟเวอร์ เพื่อให้ทุกอุปกรณ์สามารถระบุตัวตนและส่ง-รับข้อมูลกันได้อย่างถูกต้องบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตค่ะ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เรามาดูกันว่าระบบนี้ทำงานอย่างไรผ่านองค์ประกอบหลัก ๆ เหล่านี้ค่ะ:
1. หน้าที่หลักของ IP Address
การทำงานของ IP Address จะเน้นไปที่ 2 หน้าที่สำคัญ:
-ระบุตัวตน (Host Identification): บอกว่าอุปกรณ์นี้คือใครในเครือข่าย
-บอกตำแหน่ง (Location Address): บอกว่าอุปกรณ์นี้อยู่ที่ไหน เพื่อให้ระบบกำหนด เส้นทาง (Routing) ส่งข้อมูลไปหาได้ถูกที่

2. ขั้นตอนการทำงานเมื่อเราใช้งานอินเทอร์เน็ต
เมื่อคุณกดเข้าเว็บไซต์ (เช่น ⁠www.google.com⁠) กระบวนการทำงานเบื้องหลังของ IP Address จะเกิดขึ้นดังนี้ค่ะ:
2.1. เชื่อมต่อเครือข่าย: เมื่ออุปกรณ์ของคุณเปิดใช้งานและต่อ Wi-Fi หรืออินเทอร์เน็ต อุปกรณ์จะได้รับ IP Address ชั่วคราวจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) หรือเราเตอร์ในบ้านผ่านระบบที่เรียกว่า DHCP
2.2. แปลชื่อเว็บไซต์เป็น IP (DNS Lookup): คอมพิวเตอร์ไม่เข้าใจชื่อภาษาอังกฤษอย่าง ⁠www.google.com⁠ มันจึงส่งชื่อนี้ไปถาม DNS (Domain Name System) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนสมุดโทรศัพท์อินเทอร์เน็ต เพื่อขอเลข IP Address ของเว็บไซต์นั้นกลับมา
2.3. การจ่าหน้าซองข้อมูล (Packet): อุปกรณ์ของคุณจะย่อยข้อมูลที่จะส่ง (เช่น คำสั่งขอเปิดหน้าเว็บ) ออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เรียกว่า Packet โดยแต่ละ Packet จะถูกจ่าหน้าซองระบุ "IP ผู้ส่ง" (IP ของคุณ) และ "IP ผู้รับ" (IP ของเว็บไซต์)
2.4. การเดินทางของข้อมูล (Routing): ตัวเครือข่ายและเราเตอร์ (Router) ต่าง ๆ บนโลกอินเทอร์เน็ต จะอ่าน IP ผู้รับบน Packet นั้น แล้วส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางที่เร็วที่สุด จนไปถึงเซิร์ฟเวอร์ปลายทาง
2.5. ส่งข้อมูลกลับ: เมื่อเซิร์ฟเวอร์ปลายทางได้รับข้อมูลและประมวลผลเสร็จ ก็จะดู "IP ผู้ส่ง" ที่แปะมาบนซอง เพื่อส่งข้อมูลหน้าเว็บกลับมาที่อุปกรณ์ของคุณได้อย่างแม่นยำ

3. ประเภทของ IP Address ที่ทำงานร่วมกัน
ในชีวิตประจำวัน IP Address จะถูกแบ่งออกเป็น 2 คู่หลัก ๆ เพื่อให้การสื่อสารราบรื่นและประหยัดทรัพยากร:
IP ส่วนตัว (Private IP) vs IP สาธารณะ (Public IP)
👉🏻Private IP: เป็นเลขที่ใช้คุยกันเองภายในบ้านหรือองค์กร (เช่น ⁠192.168.1.X⁠) เราเตอร์ในบ้านจะเป็นคนแจกให้ อุปกรณ์ภายนอกจะมองไม่เห็นเลขนี้
👉🏻Public IP: เป็นเลขที่โลกภายนอกมองเห็น ออกให้โดยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) โดยเราเตอร์จะทำหน้าที่เป็น "ประตูบ้าน" ใช้ระบบที่เรียกว่า NAT (Network Address Translation) แปลง Private IP ของทุกอุปกรณ์ในบ้าน ให้กลายเป็น Public IP เดียวกันเวลาออกไปท่องอินเทอร์เน็ต
IP แบบไดนามิก (Dynamic IP) vs IP คงที่ (Static IP)
👉🏻Dynamic IP: เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ต่ออินเทอร์เน็ตใหม่ เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปเพราะประหยัดและปลอดภัยกว่า
👉🏻 Static IP: เลขเดิมตลอดกาล ไม่เปลี่ยน เหมาะสำหรับเซิร์ฟเวอร์, กล้องวงจรปิด หรือระบบที่ต้องการให้อุปกรณ์อื่นวิ่งเข้ามาหาได้ตลอดเวลา

4. ยุคของ IP Address: IPv4 และ IPv6
ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในช่วงรอยต่อของ IP 2 เวอร์ชัน:
-IPv4: เป็นระบบเก่าที่ใช้กันมานาน หน้าตาเป็นเลข 4 ชุดหลักสิบ/ร้อย เช่น ⁠192.0.2.1⁠ ซึ่งสร้างเลขได้ประมาณ 4.3 พันล้านเลข ตอนนี้ไม่พอกับจำนวนอุปกรณ์ในโลก
-IPv6: ถูกพัฒนาขึ้นมาแก้ปัญหา IPv4 เต็ม หน้าตาเป็นเลขฐานสิบหกยาว ๆ มีเครื่องหมายโคลอนคั่น เช่น ⁠2001:db8::ff00:42:8329⁠ สามารถสร้างเลขได้จำนวนมหาศาลชนิดที่ว่าแจกให้เม็ดทรายทุกเม็ดบนโลกก็ยังเหลือ ๆ ค่ะ

สรุปง่าย ๆ IP Address ทำหน้าที่เหมือน ระบบไปรษณีย์ดิจิทัล ที่ช่วยให้อุปกรณ์ต่าง ๆ บนโลกส่งข้อมูลหากันได้ถูกบ้าน โดยมีเราเตอร์เป็นบุรุษไปรษณีย์คอยคัดแยกและส่งต่อให้ตามเส้นทางค่ะ

14/06/2026

Client-Server Architecture คืออะไร?🤔

Client-Server Architecture (สถาปัตยกรรมแบบผู้รับบริการและผู้ให้บริการ) คือ รูปแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่แบ่งการทำงานออกเป็นสองส่วนหลัก ๆ เพื่อให้ระบบสามารถจัดสรรทรัพยากรและประมวลผลข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

ลองนึกภาพง่าย ๆ เหมือนการไปสั่งอาหารที่ร้าน: เรา (Client) เป็นคนสั่งอาหาร และ ห้องครัว (Server) เป็นคนทำอาหารให้ตามคำขอ

💡 ส่วนประกอบสำคัญ 2 ส่วน
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ระบบนี้จะแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างชัดเจนดังนี้ค่ะ:
1. Client (ผู้รับบริการ) คือ อุปกรณ์หรือแอปพลิเคชันฝั่งผู้ใช้ (End-user) ที่ส่งคำขอ (Request) ไปยัง Server
หน้าที่: แสดงผลหน้าจอ (UI) รับข้อมูลจากผู้ใช้ และส่งคำขอไปประมวลผลต่อ
ตัวอย่าง: เว็บบราวเซอร์ (Chrome, Safari), แอปพลิเคชันบนมือถือ (LINE, Facebook), หรือคอมพิวเตอร์ของเรา
2. Server (ผู้ให้บริการ) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง หรือระบบที่รอรับคำขอจาก Client
หน้าที่: ประมวลผลตามที่ Client ร้องขอ, จัดการฐานข้อมูล, ดูแลความปลอดภัย และส่งผลลัพธ์ (Response) กลับไปให้ Client
ตัวอย่าง: Web Server (เก็บไฟล์เว็บไซต์), Database Server (เก็บข้อมูลสมาชิก), หรือ File Server (เก็บไฟล์ให้ดาวน์โหลด)

🔄 ขั้นตอนการทำงาน (Workflow)
1. Request: Client ส่งคำขอผ่านเครือข่าย (เช่น อินเทอร์เน็ต) เช่น คุณพิมพ์ ⁠www.google.com⁠ แล้วกดค้นหา
2. Processing: Server ได้รับคำขอ นำไปประมวลผล ค้นหาข้อมูลในระบบหรือฐานข้อมูล
3. Response: Server ส่งข้อมูลที่ประมวลผลเสร็จแล้วกลับมายัง Client เช่น หน้าผลลัพธ์การค้นหา เพื่อให้ Client นำไปแสดงผลบนหน้าจอ

สถาปัตยกรรมนี้ถือเป็นรากฐานของระบบอินเทอร์เน็ตและแอปพลิเคชันส่วนใหญ่ที่เราใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันเลยค่ะ

…………………………………………………………………………………………………………………
สนใจให้ทีมงานเข้าไป Site Survey ประเมินหน้างานเพื่อวางระบบที่จบจริง ทักแชทสอบถามได้เลยค่ะ!!!✌🏻🙏🏻🙏🏻🙏🏻

10/06/2026

Network Engineer คือใคร?🤔ทำหน้าที่อะไรหว่า?

Network Engineer (วิศวกรเครือข่าย) คือ ผู้เชี่ยวชาญที่มีหน้าที่ออกแบบ ติดตั้ง ดูแลรักษา และแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Network) ภายในองค์กร เพื่อให้คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ โทรศัพท์ และอุปกรณ์ไอทีต่าง ๆ สามารถเชื่อมต่อ สื่อสาร และรับส่งข้อมูลกันได้อย่างเสถียร รวดเร็ว และปลอดภัยค่ะ

หากเปรียบเทียบระบบเครือข่ายเป็น "ระบบถนนขนส่ง" Network Engineer ก็คือวิศวกรที่คอยออกแบบเส้นทาง สร้างทางด่วน และกำหนดสัญญาณไฟจราจร เพื่อให้รถ (ซึ่งก็คือข้อมูล) วิ่งไปถึงเป้าหมายได้อย่างปลอดภัยและไม่ติดขัดนั่นเอง

หน้าที่หลักของ Network Engineer
👉🏻การออกแบบและวางระบบ (Network Design): วางแผนโครงสร้างเครือข่ายให้เหมาะสมกับขนาดและงบประมาณขององค์กร เลือกใช้อุปกรณ์ที่ถูกต้อง เช่น Routers, Switches, Firewall และ Access Point
👉🏻การติดตั้งและตั้งค่า (Implementation & Configuration): นำอุปกรณ์เครือข่ายมาติดตั้ง เดินสาย และเซ็ตอัปค่าการทำงานต่างๆ (เช่น การทำ VLAN, Routing Protocols, Wi-Fi)
👉🏻การดูแลและบำรุงรักษา (Maintenance & Monitoring): คอยตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบเครือข่าย (Network Traffic) เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบล่ม หรือเกิดคอขวดในการรับส่งข้อมูล
👉🏻การแก้ไขปัญหา (Troubleshooting): เมื่อระบบอินเทอร์เน็ตล่ม หรือพนักงานในบริษัทไม่สามารถเข้าใช้งานระบบภายในได้ Network Engineer จะต้องรีบหาสาเหตุและแก้ไขให้กลับมาใช้งานได้เร็วที่สุด
👉🏻ความปลอดภัยของเครือข่าย (Network Security): ตั้งค่าระบบรักษาความปลอดภัยขั้นต้นเพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือป้องกันการโจมตีจากไซเบอร์

หน้าที่เหล่านี้อยู่ในความเชี่ยวชาญของเรา ทักมาปรึกษา หรือสนใจให้ทีมงานเข้าไปดูหน้าทักแชทสอบถามได้เลยค่ะ!!!✌🏻🙏🏻🙏🏻🙏🏻

ที่อยู่

232/303 ซอยแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด 22 ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
Pak Kret

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00

เบอร์โทรศัพท์

+66843694617

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ WIS ATECH โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง WIS ATECH:

ทางลัด

แชร์