Evens Audio ชุดคิทเครื่องเสียง-อะไหล่ อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อการศึกษา

สอบถามรายละเอียดสินค้าและบริการ
E-mail:[email protected]
Hotline: 087-959-2197(คุณคมสันต์)
www.evensaudio.com

HQD-3000 Class D ที่ออกแบบให้กำลังสูง และให้เสียงที่เป็นธรรมชาติทำได้จริง หลายท่าซื้อไปบอกว่าคุณภาพเสียงไม่ต่างจาก Class...
01/06/2026

HQD-3000 Class D ที่ออกแบบให้กำลังสูง และให้เสียงที่เป็นธรรมชาติทำได้จริง หลายท่าซื้อไปบอกว่าคุณภาพเสียงไม่ต่างจาก Class AB ชั้นเยี่ยม ต้องลองด้วยตนเองเท่านั้นจึงจะรู้

คุณสมบัติของ HQD-3000 Classic
-แรงดันไฟเลี้ยง +/-90Vdc to +/-140Vdc
-กำลังเอาต์พุต 1000W @ 8 Ohm (+/-140Vdc)
-กำลังเอาต์พุต 1800W @ 4 Ohm (+/-140Vdc)
-กำลังเอาต์พุต 3000W @ 2 Ohm (+/-140Vdc)
-การตอบสนองความถี่ 20Hz-20KHz (-0.1dB/-0.5dB)
-อัตราขยาย 38dB (90 เท่า)
-Input Sensitivity +2dBu (1Vrms) @ 1,000W/8R
-THD+N < 0.03% @ 1kHz,1Wrms,8R
-Dynamic Range > 110dB (A-Weighting)
-Output Noise < -75dBV (A-Weighting)
-Idle Losses < 15W
-อินพุตอิมพีแดนซ์ 10k Unbalance และ 20k Balance
-Over Load Protection 56A Max
-Muting Control สำหรับต่อกับ PC สวิตชิ่งตระกูล PSX
-ไฟไบอัสในตัว หรือภายนอก 18-32Vdc 0.3A
-ขนาด PCB W*L*H 3 x 8.5 x 3.5 นิ้ว
-น้ำหนัก 1100 กรัม

ราคาในเพจ 1,990 บาท ฟรีค่าส่ง

มีขายใน Shopee
https://s.shopee.co.th/7pqWj5MqYh

Nagative Feedback และเทคนิคการมอดูเลชั่น คือ"หัวใจและสมอง" ของแอมป์ Class D เพราะสองสิ่งนี้คือตัวกำหนดว่าแอมป์ตัวนั้นจะม...
30/05/2026

Nagative Feedback และเทคนิคการมอดูเลชั่น คือ"หัวใจและสมอง" ของแอมป์ Class D เพราะสองสิ่งนี้คือตัวกำหนดว่าแอมป์ตัวนั้นจะมีเสียงที่ราบเรียบ เที่ยงตรง หรือมีบุคลิกเสียง (Sound Character) เป็นอย่างไร และมันยังเป็นสนามรบหลักที่วิศวกรผู้ออกแบบต้องใช้ทักษะขั้นสูงในการบาลานซ์ระหว่างความนิ่งของระบบและคุณภาพเสียง

ถ้าเจาะลึก ลงไปในรายละเอียดของทั้งสองเรื่องนี้ จะเห็นภาพความท้าทายที่น่าทึ่งมากครับ

1. ความท้าทายของ Negative Feedback (NFB) ใน Class D
ในแอมป์ Class AB การทำ Negative Feedback ทำได้ตรงไปตรงมาเพราะสัญญาณเป็นอะนาล็อกเชิงเส้นตลอดทาง แต่ใน Class D มันคือความท้าทายระดับมหากาพย์ เนื่องจากมี LC Low-pass Filter อยู่ที่ขาออก ซึ่งตัวมันทำให้เกิดความล่าช้าของสัญญาณ (Phase Lag/Time Delay)

สถาปัตยกรรมของการทำ Feedback ใน Class D จึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ค่ายหลักๆ ที่ให้ผลลัพธ์และบุคลิกเสียงต่างกัน:

A. Pre-Filter Feedback (ดึงสัญญาณก่อนเข้าวงจรกรอง)
ดึงสัญญาณ PWM ขาออกจากตัวสวิตช์ (MOSFET) กลับมาเปรียบเทียบ โดยยังไม่ผ่านขดลวด (Inductor) และซี (Capacitor)
ข้อดี: วงจรออกแบบง่าย เสถียรภาพสูงมาก (Stability) เพราะไม่มี Phase Shift จาก LC Filter มารบกวนในลูป เช่นวงจรยอดนิยมจากค่าย IR หรือ ไอซียอดนิยมอย่าง IRS2092S
แต่ มันไม่สามารถชดเชยความเพี้ยนและความต้านทาน (DCR) ที่เกิดขึ้นในตัวขดลวดได้ และที่สำคัญคือ ไม่สามารถแก้ปัญหา Load Dependency (อาการเสียงเปลี่ยนตามลำโพง)ได้เลย แอมป์ประเภทนี้จึงมักจะมีปลายแหลมที่แกว่งไปตามสเปกของลำโพงแต่ละคู่

B. Post-Filter Feedback (ดึงสัญญาณหลังวงจรกรอง)
ดึงสัญญาณที่เป็นแอนะล็อกแท้ๆ หลังจากผ่าน LC Filter ที่ต่อกับลำโพงแล้วกลับมาคำนวณในลูป (เช่น สถาปัตยกรรมแบบ UcD หรือ nCore)
ความท้าทาย ตัว LC Filter ขาออกจะสร้าง Phase Shift สูงถึง 180 องศาที่ความถี่เรโซแนนซ์ หากเราดึงสัญญาณจุดนี้กลับมาดื้อๆ สัญญาณป้อนกลับลบ (Negative Feedback) จะกลายเป็น ป้อนกลับบวก (Positive Feedback) ทันที ซึ่งจะทำให้แอมป์เกิดการออสซิลเลชั่น (Oscillatory Instability) จนวงจรเสียหาย
วิศวกรต้องออกแบบวงจรชดเชยเฟส (Phase Compensation) เพื่อควบคุมให้ลูปป้อนกลับยังคงเป็น "ลบ" เสมอในย่านความถี่เสียง แต่เทคนิคนี้จะทำให้ค่า Damping Factor สูงลิ่ว (ควบคุมลำโพงได้เบ็ดเสร็จ) และขจัดปัญหาเรื่องลำโพงเลือกแอมป์ออกไป ทำให้ได้เสียงที่มีความเที่ยงตรงสูงมาก

2. เทคนิคการมอดูเลชั่น (Modulation Techniques): จากตัวเลขสู่สุนทรียศาสตร์ตัว Modulator คือส่วนที่แปลงสัญญาณเสียงแอนะล็อกให้กลายเป็นสัญญาณสลับเปิด-ปิด (PWM) ซึ่งวิธีการแปลงนี้ส่งผลต่อ "มวลเสียง" และ "Noise Floor" โดยตรง โดยมี 2 แนวทางหลักในปัจจุบัน:

A. Fixed-Frequency PWM (Clock-Driven)
เป็นระบบดั้งเดิมที่ใช้สัญญาณนาฬิกาภายนอก (External Clock) ร่วมกับคลื่นฟันปลา (Triangle Wave Generator) เพื่อกำหนดความถี่สวิตช์คงที่ (เช่น 400kHz)ความท้าทายพลังงานของ Noise ทั้งหมดจะไปกองกระจุกตัวอยู่ที่ความถี่สวิตชิ่งนั้นๆ (และ Harmonic ของมัน) ทำให้เกิดสัญญาณรบกวนที่รุนแรงและอาจแผ่กระจาย (EMI) ไปกวนวงจรข้างเคียง
ผลต่อเสียงมักจะถูกวิจารณ์ว่าเสียงมีอาการ "แห้ง" หรือ "Digital Artifact" หากการกรอง Noise ทำได้ไม่เด็ดขาดพอ แต่ข้อดีคือจัดการระบบภาคจ่ายไฟได้ง่ายเพราะความถี่คงที่

B. Self-Oscillating Modulation (ระบบออสซิลเลตตัวเอง)
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของแอมป์ Class D ยุคใหม่ (รวมถึงวงจรระดับตำนานอย่าง UcD) ระบบนี้ ไม่มีสัญญาณนาฬิกาภายนอก แต่ใช้วิธีออกแบบให้ตัวมันเองเกิดการออสซิลเลชั่นในความถี่สูง (เช่น 300kHz - 800kHz) โดยอาศัย Phase Shift ตั้งใจจากในระบบเอง

ความท้าทาย ความถี่สวิตช์จะไม่คงที่ แต่จะขยับขึ้นลง (Modulate) ไปตามความแรงของสัญญาณเสียงที่เข้ามา (Signal Amplitude) การควบคุมให้ความถี่สวิตช์ไม่ไหลลงมาต่ำจนเข้าสู่ย่านความถี่เสียงที่หูมนุษย์ได้ยิน (Audio Band) ตอนที่สัญญาณพีคๆ คือโจทย์ที่ยากที่สุด
ระบบนี้ให้ผลลัพธ์ทางเสียงที่เป็นธรรมชาติสูงมาก เพราะไม่มีจังหวะกระตุกของ Clock ภายนอก สัญญาณรบกวนจะถูกกระจายตัวออกไป (Spread Spectrum) ไม่กองเป็นแท่งหนา บุคลิกเสียงของแอมป์ Self-Oscillating มักจะมีความลื่นไหล มีมวลเสียงกลางที่อิ่ม และให้บรรยากาศ (Ambient) ที่ใกล้เคียงกับแอมป์ Linear หรือ Class AB ชั้นดีอย่างน่าทึ่ง

3. มิติที่รวมกัน: พลังของ Loop Gain กับความเพี้ยนฮาร์มอนิก
เมื่อนำ Negative Feedback ระดับสูง (High Loop Gain) มาผสานเข้ากับวงจร Self-Oscillating ที่ชาญฉลาด เราจะสามารถ "กด" ความเพี้ยนฮาร์มอนิก (THD) ลงไปได้ต่ำมากจนน่าตกใจ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายทางศิลปะของการฟังก็คือ
Linear Distortion vs. High-Order Harmonics การอัด Feedback แรงๆ เพื่อหวังผลตัวเลข THD ต่ำๆ บางครั้งอาจจะไปลดทอนฮาร์มอนิกลำดับต่ำ (2nd and 3rd Harmonics) ซึ่งเป็นตัวสร้างความไพเราะและมวลเสียงที่มนุษย์ชอบ แต่กลับเหลือเศษฮาร์มอนิกอันดับสูง (High-Order Odd Harmonics เช่น 7th, 9th) ที่แม้จะมีปริมาณน้อยมาก แต่หูของมนุษย์เราไวต่อความถี่พวกนี้มาก ทำให้อาจรู้สึกว่าเสียง "คม แข็ง หรือล้าหู" ได้ง่าย

การออกแบบ Class D ให้เสียงดี จึงไม่ใช่แค่การสาด Feedback เข้าไปให้มากที่สุดเพื่อให้ได้กราฟที่สวยงามในเครื่องวัด แต่คือการดีไซน์ลูปป้อนกลับและ Modulator ให้ทำงานสอดประสานกัน เพื่อให้ได้ "โครงสร้างความเพี้ยนที่เป็นมิตรต่อการรับรู้ของมนุษย์ (Subjective Intrinsic Fidelity)" ร่วมด้วย

คำว่า "ฉิ่งฉับทัวร์" ในบริบทของวงการเครื่องเสียง (โดยเฉพาะเครื่องเสียงรถยนต์ หรือเครื่องเสียงกลางแจ้ง) เป็นคำสแลงหรือภาษ...
29/05/2026

คำว่า "ฉิ่งฉับทัวร์" ในบริบทของวงการเครื่องเสียง (โดยเฉพาะเครื่องเสียงรถยนต์ หรือเครื่องเสียงกลางแจ้ง) เป็นคำสแลงหรือภาษาปากที่ใช้เรียกสไตล์การปรับแต่งเสียง (คาร์แรคเตอร์เสียง) ที่เน้นความสนุกสนาน โป๊งชึ่ง ละเอียดกระแทกกระทั้น แต่ขาดความสมดุลและความสมจริงตามหลัก High-Fidelity (Hi-Fi) ครับซึ่งหลายคนก็เล่นเครื่องเสียงโดยไม่เน้นหลักการหรือทฤษฎีใดๆรองรับก็มักจะปรับเสียงให้ออกมาเป็นแนว"ฉิ่งฉับทัวร์" ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป

ถ้าจะให้แปลความหมายแบบเจาะลึกในบริบทเครื่องเสียง มีลักษณะเด่นๆ ดังนี้
1. คาร์แรคเตอร์เสียงแบบ "ฉิ่งฉับทัวร์" คือการปรับ EQ รูปตัวV หรือรูปปีกนกในตำนาน
แหลมจัด (V-Shape จัดๆ)เสียงแหลมจะถูกยกขึ้นจนเด่น แสบหู ซิบๆ (เหมือนเสียง ฉิ่ง) ส่วนเสียงเบสหรือซับวูฟเฟอร์ก็จะถูกจูนให้ดังกว่าปกติ กระแทกเป็นลูกๆ (เหมือนเสียง"ฉับ"หรือกลอง)
เสียงกลางหาย เสียงร้องของนักร้องหรือเสียงเครื่องดนตรีประเภทชิ้นกลอง/กีตาร์ย่านกลาง จะถูกลดทอนลงไปจนจมหาย ทำให้เสียงดูไม่มีมิติและไม่สมจริง

2. ที่มาของชื่อ
คำนี้ล้อเลียนมาจาก "รถบัสปรับอากาศนำเที่ยว"หรือรถทัวร์กฐิน/ผ้าป่า ในสมัยก่อน ที่มักจะติดเครื่องเสียงชุดใหญ่ เน้นเปิดเพลงแดนซ์ เพลงสามช่า เพลงลูกทุ่งจังหวะโจ๊ะๆ เพื่อให้คนบนรถเต้นรำสนุกสนานกัน โดยไม่ได้เน้นว่าเสียงต้องใสสะอาด มิติต้องเป๊ะ หรือรายละเอียดชิ้นดนตรีต้องครบแบบเครื่องเสียงบ้านราคาแพง เน้นแค่ "ดัง สะใจ เบสตึ้บ แหลมใส" ก็พอ

3. บริบทการใช้งานในวงการ
นักเล่นเครื่องเสียงมักใช้คำนี้ใน 2 แง่ เชิงเปรียบเทียบ/จิกกัด เช่น "ลำโพงคู่นี้เสียงออกแนวฉิ่งฉับทัวร์ไปหน่อย" หมายถึง เสียงมันแต่งมาเพื่อความสนุกอย่างเดียว ไม่เหมาะกับการนั่งฟังเพลงเอาละเอียดหรือเพลงแนว Audiophile

ความชอบส่วนบุคคล สำหรับบางคนที่ชอบแต่งเครื่องเสียงรถยนต์ไว้เปิดต้อนรับเพื่อนฝูง สายปาร์ตี้ หรือสายเปิดโชว์นอกรถ (แนว SPL - Sound Pressure Level) การจูนเสียงแนวฉิ่งฉับทัวร์ก็ตอบโจทย์ความบันเทิงสไตล์ไทยๆ ได้ดีที่สุด และเราก็พบเห็นได้บ่อยครับ

สรุปในบริบทเครื่องเสียง "ฉิ่งฉับทัวร์" หมายถึง แนวเสียงที่เน้นเบสหนัก แหลมจัด ฟังสนุก สะใจ เหมาะกับเพลงโจ๊ะๆ จังหวะสามช่า แต่ไม่เน้นความสมจริงของมิติดนตรี

การเล่นเครื่องเสียงแนวทางนี้เป็นความชอบส่วนตัว(ไม่สนใจโทนบาลานซ์)จะไม่สามารถทำงานระบบเสียงสตูดิโอ,การบันทึกเสียง,การทำเพลง รวมถึงงานแสดงดนตรี เพราะงาน"เครื่องเสียงอาชีพ"ต้องการย่านเสียงที่คลอบคลุมทุกๆย่านต้องและต้องการความแม่นยำถูกต้องของเสียงมากกว่าการเปิดเพลงที่เน้นสนุกสนาน

การเลือกใช้ MLCC (Multi-layer Ceramic Capacitor) ที่ค่าความจุ  พิกัดแรงดัน และชนิดไดอิเล็กทริก (X7R) เท่ากันทุกประการ แต...
29/05/2026

การเลือกใช้ MLCC (Multi-layer Ceramic Capacitor) ที่ค่าความจุ พิกัดแรงดัน และชนิดไดอิเล็กทริก (X7R) เท่ากันทุกประการ แต่ต่างกันที่ Physical Size (Package Package) เช่น 0603เทียบกับ 1206 นั้น ในเชิงลึกของวิศวกรรมการออกแบบวงจร (Hardware R&D) จะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในพฤติกรรมทางไฟฟ้า (Parasitics), ความเสถียร, และความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมดังนี้

1. ปรากฏการณ์ DC Bias Effect (ความจุลดลงเมื่อมีแรงดัน DC ตกคร่อม)
นี่คือจุดต่างที่สำคัญที่สุดของไดอิเล็กทริกกลุ่ม High-K (Class 2) อย่าง X7R กลไกโครงสร้างภายในของ MLCC คือการสลับชั้นของแผ่นเพลตตัวนำกับเนื้อไดอิเล็กทริก ยิ่งแพกเกจมีขนาดเล็ก (เช่น 0603) ระยะห่างระหว่างชั้นไดอิเล็กทริกภายในจะยิ่งบางกว่าแพกเกจขนาดใหญ่ (เช่น 1206) เพื่อให้สามารถม้วนหรือซ้อนชั้นให้ได้ค่าความจุเท่ากันในปริมาตรที่จำกัด
ผลลัพธ์: เมื่อคุณจ่ายแรงดัน DC เข้าไปเท่ากัน (เช่น 24V) สนามไฟฟ้า ภายใน 0603 จะสูงกว่า 1206 มหาศาล ส่งผลให้โมเลกุลสาร Ferroelectric เกิดการอิ่มตัว (Saturation) เร็วกว่ามาก
การนำไปใช้: ที่แรงดันใช้งานจริงเท่ากัน 0603 จะสูญเสียความจุ (Capacitance Drop) มากกว่า 1206 อย่างเห็นได้ชัด(เช่น 0603 อาจจะเหลือความจุแค่ 0.04 µF ในขณะที่ 1206 อาจจะยังรักษาความจุไว้ได้ที่ 0.08 µF)

2. Parasitics: ESR และ ESL (พฤติกรรมในย่านความถี่สูง)
โครงสร้างทางกายภาพที่กว้าง ยาว และหนาต่างกัน ส่งผลต่อค่าปรสิตภายในตัวมันโดยตรงตามสมการสมมูลของตัวเก็บประจุ
ESL (Equivalent Series Inductance)ค่านำกระแสสลับในตัวถังจะแปรผันตาม "ความยาว" ของตัวถังเป็นหลัก ดังนั้น 0603 จะมีค่า ESL ที่ต่ำกว่า 1206 (เนื่องจากระยะทางที่กระแสต้องวิ่งผ่านสั้นกว่า)
ส่งผลให้ Self-Resonant Frequency (SRF)ของ 0603 อยู่ในย่านที่สูงกว่า 1206 มันจึงทำหน้าที่บายพาส (Bypass/Decoupling) สัญญาณรบกวนความถี่สูงจัด (High-frequency noise) ได้ดีกว่า

ESR (Equivalent Series Resistance): ในแง่ของ ESR ขนาด 1206 มักจะมีพื้นที่หน้าตัดของอิเล็กโทรดภายในและภายนอกที่ใหญ่กว่า ทำให้ในบางย่านความถี่ต่ำถึงปานกลาง มันอาจจะมี ESR ที่ต่ำกว่า แต่ความแตกต่างจะไม่ได้ฉีกขาดกันมากเท่ากับ ESL

3. Thermal Dissipation & Power Handling (การจัดการความร้อนและกระแส Ripple
เมื่อนำไปใช้งานในวงจรที่มีกระแสสลับริปเปิลสูง (เช่น Switched-Mode Power Supply ) ตัวเก็บประจุจะเกิดความร้อน แพกเกจ 1206 มีพื้นที่ผิว (Surface Area) และปริมาตรเนื้อเซรามิกที่ใหญ่กว่า 0603 มากทำให้มันสามารถระบายความร้อนออกสู่อากาศและลายทองแดง (PCB Pad) ได้ดีกว่า (มีค่า Thermal Resistance ต่ำกว่า)
*ผลลัพธ์:1206 จะสามารถรองรับกระแส Maximum Ripple Current ได้สูงกว่า 0603 โดยที่อุณหภูมิของตัวมันเอง (Self-heating) ไม่ทะลุพิกัดเกินไปจนทำให้ไดอิเล็กทริกเสื่อมสภาพ

4. Acoustic Noise (Acoustic Ringing / Piezoelectric Effect / Microphonic Effect)
ไดอิเล็กทริกชนิด X7R มีคุณสมบัติเป็น Piezoelectric(สารจะยืดหดตัวเมื่อได้รับแรงดันไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลง และในทางกลับกัน จะสร้างแรงดันไฟฟ้าออกมาเมื่อโดนแรงกล)
กลไกหากวงจรถูกวางในตู้ลำโพงหรือมีแรงสั่นสะเทือนมากๆเช่นใน Active Speaker (Audio Frequency: 20Hz - 20kHz) MLCC จะทำตัวเหมือนไมโครโฟนเล็ก รับแรงสั่นสะเทือนจาก PCB เกิดเสียงรบกวนหรือ (Acoustic Noise)
ผลลัพธ์ แพกเกจ 1206 มีมวลและขนาดที่ใหญ่กว่าทำให้รับแรงสั่นสะเทือน (ไมโครโฟนขนาดใหญ่กว่า) จึงสร้างแอมพลิจูดที่สูงกว่า ส่งผลให้เกิดเสียงรบกวนกว่าขนาดเล็กอย่าง 0603
เราจึงไม่นิยมใช้ MLCC ในทางเดินสัญญาณเสียง (Audio Signal Path) แต่ยังใช้งานได้ดีใน Decoupling และ Filtering

5. Mechanical Stress & Cracking (ความทนทานต่อแรงบิดทางกล)
เซรามิกเป็นวัสดุที่เปราะและแตกหักง่าย (Brittle) เมื่อบอร์ด PCB เกิดการโก่งตัว (Board Flexure) จากการขันน็อต, การประกอบเข้าฮีตซิงก์, หรือการตัดพาเนล (Depaneling) แรงเครียดทางกล (Mechanical Stress) จะถูกส่งผ่านรอยบัดกรีเข้าสู่ตัวถัง MLCC ผลลัพธ์:1206 มีโอกาสเกิดรอยร้าวภายใน (Flex Cracks) สูงกว่า 0603 อย่างมากเนื่องจากระยะห่างระหว่างจุดบัดกรี (Pad-to-Pad) ยาวกว่า ทำให้เมื่อบอร์ดงอ ตัวถังขนาดใหญ่จะถูกดึงรั้งด้วยแรงที่มากกว่า และมักจะเกิดการลัดวงจรภายใน (Short Circuit) ตามมา ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการระเบิดหรือไฟไหม้บนบอร์ด

ในการออกแบบขั้นสูง การเลือกขนาดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของ "พื้นที่บนบอร์ด" แต่เป็นการชั่งน้ำหนักระหว่างประสิทธิภาพทางความถี่และเสถียรภาพทางกล (0603)กับความนิ่งของค่าความจุและการทนกำลังงาน (1206) ครับ

การเลือกความชัน (Slope) ของจุดตัด Crossover (ไม่ว่าจะเลือกแบบ 6, 12, 18 หรือ 24 dB/octave) ส่งผลต่อเสียงโดยรวมอย่างมหาศา...
26/05/2026

การเลือกความชัน (Slope) ของจุดตัด Crossover (ไม่ว่าจะเลือกแบบ 6, 12, 18 หรือ 24 dB/octave) ส่งผลต่อเสียงโดยรวมอย่างมหาศาล เพราะมันไม่ได้ทำหน้าที่แค่ "แบ่งความถี่" แต่ยังกำหนด พฤติกรรมทางเฟส (Phase Response) การกระจายเสียง (Dispersion/Directivity) และ บุคลิกเสียง (Sonic Character)ของระบบลำโพงทั้งหมด

เราสามารถแบ่งมิติของเสียงที่เปลี่ยนไปตามระดับความชันได้ ดังนี้

1. กลุ่มความชันต่ำ (Low Slope: 6 dB/octave, 12 dB/octave)กลุ่มนี้มักพบได้ในลำโพงที่ใช้ Passive Crossover เน้นความเป็นธรรมชาติสูง แต่ต้องแลกมาด้วยการเลือกไดรเวอร์ (ดอกลำโพง) ที่มีคุณภาพและมีช่วงการทำงานที่กว้างมาก (Wide Bandwidth) เฟสและมิติเสียง (Phase & Imaging) จุดเด่น โดยเฉพาะความชันระดับ 1st-order (6 dB/octave) จะให้คุณสมบัติที่เป็น Perfect Transient Response และไม่มีปัญหาเรื่อง Phase Distortion (เมื่อต่อสลับขั้วอย่างถูกต้อง) ส่งผลให้มิติเสียง (Soundstage) และโฟกัสของชิ้นดนตรีมีความตื้นลึกหนาบางที่สมจริงและเป็นธรรมชาติสูงมาก เสียงกลืนกันเป็นเนื้อเดียวเหมือนมาจากแหล่งกำเนิดเดียว (Point Source)
บุคลิกและเนื้อเสียง (Sound Character) เสียงจะมีความลื่นไหล (Smooth) นุ่มนวล ไร้รอยต่อระหว่าง Woofer กับ Tweeter เพราะมีช่วงความถี่ที่ทับซ้อนกัน (Overlap Zone) กว้างมาก เสียงร้องจะฟังสบาย ไม่รู้สึกว่าเสียงโดนหักดิบ

ข้อจำกัดและข้อควรระวัง
ความเพี้ยน (Distortion) เนื่องจากความถี่ตัดไม่ขาด Tweeter จะต้องรับภาระความถี่ต่ำเกินตัว (เช่น ทะลุลงไปถึงช่วง Mid-range) ทำให้เกิดความเพี้ยนได้ง่ายเมื่อเปิดดัง หรือที่เรียกว่า "เสียงพร่า" และอาจทำให้ทวีตเตอร์ไหม้ได้หากเปิดอัดแรงๆ

ปัญหา Lobing Error การทับซ้อนกันของคลื่นเสียงในย่านกว้าง หากมุมการจัดวางดอกลำโพงไม่เป๊ะ หรือผู้ฟังขยับหัวหลุดจากแนวแกน (Off-axis) เสียงในย่านจุดตัดจะเกิดการหักล้างกันจนเกิดอาการ "เสียงวูบวาบ" หรือเสียงจมหายในบางความถี่

2. กลุ่มความชันสูง (High Slope: 18 dB/octave, 24 dB/octave หรือมากกว่า)กลุ่มนี้มักพบในลำโพงมอนิเตอร์ระดับสตูดิโอ, ลำโพงสมัยใหม่ และระบบ Active Crossover / DSP ยอดนิยมคือแบบ Linkwitz-Riley 24 dB/octave จะให้ความสะอาดและความชัดเจน (Clarity & Power Handling)จุดเด่น ดอกลำโพงแต่ละดอกจะทำงานเฉพาะในย่านที่มันเก่งที่สุดเท่านั้น ทวีตเตอร์จะไม่โดนความถี่ต่ำกวน และวูฟเฟอร์จะไม่ต้องพยายามขับความถี่สูงที่มันทำไม่ได้ ส่งผลให้ เสียงมีความสะอาด (Clean) สูงมาก ความเพี้ยนต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด และลำโพงสามารถรองรับกำลังขับ (Power Handling) ได้สูงขึ้น เปิดได้ดังขึ้นโดยเสียงไม่เบลอ

การควบคุมมุมกระจายเสียง (Directivity Control) เนื่องจากย่านที่เสียงทับซ้อนกันมีแคบมาก ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการแทรกสอดของคลื่นเสียง (Lobing) ลำโพงความชันสูงจะให้เสียงที่นิ่ง (Stable Energy) ไม่ว่าคุณจะนั่งสูงหรือต่ำกว่าแนวแกนลำโพงเล็กน้อย เสียงก็ยังคงมีความสม่ำเสมอ

บุคลิกและเนื้อเสียง (Sound Character)
เสียงจะมีความคมชัด กระชับ หัวโน้ตเด่นชัด (Punchy) แต่ในบางครั้ง หากจูนเฟสตรงจุดตัดไม่ดีพอ อาจจะรู้สึกว่าเสียงมีความ "คลินิก" หรือ "แห้ง" ขาดความต่อเนื่องลื่นไหลเมื่อเทียบกับแบบความชันต่ำ

ข้อจำกัด มักมี Phase Shift ยิ่งความชันสูง เฟสของสัญญาณจะยิ่งหมุน (Shift) มากขึ้น (เช่น 24 dB/octave เฟสจะหมุนไป 360 องศา) แม้ว่าในทางทฤษฎี เฟสจะกลับมาตรงกันพอดีที่จุดตัด แต่ในแง่ของ Group Delay (ความล่าช้าของเวลาในแต่ละความถี่) อาจส่งผลให้ความรู้สึกของจังหวะ (Time Domain) เพี้ยนไปเล็กน้อย สังเกตได้จากเสียงเบสและเสียงแหลมที่อาจจะรู้สึกว่ามาไม่พร้อมกันในระดับมิลลิวินาที

HQD-252C  Stereo Class D เห็นข้างบนเรียบๆ ด้านล่างอะไหล่เพียบนะครับ
21/05/2026

HQD-252C Stereo Class D
เห็นข้างบนเรียบๆ ด้านล่างอะไหล่เพียบนะครับ

Integrator Circuit (วงจรอินทิเกรตเตอร์) ซึ่งในทางคณิตศาสตร์นั้นมีความหมายตรงกับการหา "ปริพันธ์"หรือการ อินทิเกรต (Integr...
15/05/2026

Integrator Circuit (วงจรอินทิเกรตเตอร์) ซึ่งในทางคณิตศาสตร์นั้นมีความหมายตรงกับการหา "ปริพันธ์"หรือการ อินทิเกรต (Integration)ของสัญญาณไฟฟ้า

หลักการทำงานเบื้องต้น
วงจรอินทิเกรตเตอร์คือวงจรที่ให้แรงดันเอาต์พุต มีค่าแปรผันตาม ผลรวมสะสม (Area under the curve) ของแรงดันอินพุตเทียบกับเวลา โดยปกติจะนิยมสร้างจาก Op-Amp ร่วมกับตัวต้านทาน (R) และตัวเก็บประจุ (C)

ความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์
สมการของวงจรนี้คือการแปลงการเปลี่ยนแปลงของอินพุตให้กลายเป็นผลรวมสะสมทางเวลา

การเปลี่ยนแปลงของรูปคลื่น (Waveform Transformation)
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า "อินทิเกรตทางคณิตศาสตร์" ส่งผลต่อสัญญาณอย่างไร:
1.ถ้าอินพุตเป็นคลื่นสี่เหลี่ยม (Square Wave) เอาต์พุตจะเป็น คลื่นรูปสามเหลี่ยม (Triangle Wave) เพราะการอินทิเกรตค่าคงที่ (เส้นตรงแนวนอน) จะได้กราฟเส้นลาดเอียง

2. ถ้าอินพุตเป็นคลื่นไซน์ (Sine Wave) เอาต์พุตจะเป็นคลื่นคอส (Cosine Wave)ที่มีการเลื่อนเฟสไป 90 องศา

การนำไปใช้งาน
การแปลงสัญญาณเช่น เปลี่ยน Square wave เป็น Triangle wave เพื่อใช้ในวงจร PWM
เครื่องคำนวณแบบอนาล็อก (Analog Computers) หรือ Erro Amp ใน Class D

วงจรกรองความถี่ต่ำ (Low-pass Filter)ทำหน้าที่สะสมพลังงานและค่อยๆ ปล่อยออกมา ช่วยลดสัญญาณรบกวนที่มีความถี่สูงๆ ได้ดี

ในยุค 70-80 ขณะที่โลกวิศวกรรมฝั่งกระแสหลัก (Mainstream) กำลังบ้าคลั่งกับการทำแอมป์ที่ ความเพี้ยนรวมต่ำ "เร็วและนิ่ง" เพื...
12/05/2026

ในยุค 70-80 ขณะที่โลกวิศวกรรมฝั่งกระแสหลัก (Mainstream) กำลังบ้าคลั่งกับการทำแอมป์ที่ ความเพี้ยนรวมต่ำ "เร็วและนิ่ง" เพื่อฆ่าปัญหา TIM ตามแนวทางปรัชญาแนวคิด ของวิศวกรชาวฟินแลนด์ Dr.Matti Otala แต่ในอีกซีกโลกหนึ่งก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เริ่มตั้งคำถามว่า "ทำไมตัวเลขที่สมบูรณ์แบบ ถึงไม่ได้ให้เสียงที่น่าฟังเสมอไป?"

ผู้นำกระแสหลักที่ทำให้เรื่อง Even-Order Harmonic ความเพี้ยนที่ดีไม่ใช่ผู้ร้าย กลายเป็น "ศาสตร์และศิลป์" ที่ยอมรับกันทั่วโลก มีอยู่ 2ท่านที่โดดเด่นที่สุดครับ:

1. Jean Hiraga (ฌอง ฮิรากะ) บิดาแห่งทฤษฎี Harmonic เรียงตัว
หากจะถามหาใครสักคนที่อธิบายเรื่องนี้ได้ชัดเจนที่สุด ต้องยกให้ Jean Hiraga วิศวกรเสียงชาวฝรั่งเศส-ญี่ปุ่นครับ เขาเขียนบทความที่โด่งดังมากในช่วงปี 1970-1980 เรื่อง"Alchimie des Tubes" (Alchemy of Tubes)** แนวคิดหลัก:เขาเป็นคนแรกๆ ที่นำกราฟ FFT มาวิเคราะห์และชี้ให้เห็นว่า แอมป์ที่คนฟังว่า "เสียงดี" ไม่ได้มี THD ต่ำที่สุด แต่มี "โครงสร้าง Harmonic ที่ลดหลั่นอย่างสวยงาม"

The Hiraga Pattern: เขาเสนอว่าแอมป์ที่เสียงเป็นธรรมชาติที่สุดควรมี H2สูงที่สุด ตามด้วย H3 ที่ต่ำลงมา และ H4, H5 ลดหลั่นกันไปจนหมด (Monotonic Decay) คล้ายกับรูปทรงของภูเขา

งานของเขาทำให้โลกรู้ว่า ถ้าคุณกำจัด H2 ทิ้งจนหมด แต่เหลือ H3 หรือ H5 โด่เด่ขึ้นมาเพียงนิดเดียว เสียงจะ "แย่" กว่าแอมป์ที่มีความเพี้ยนรวม (THD) สูงกว่าแต่มี H2 นำหน้าเสียอีก

2. Nelson Pass (เนลสัน พาส) ผู้นำไปใช้ในแอมป์ทรานซิสเตอร์
ถ้า Jean Hiraga คือผู้วางทฤษฎี Nelson Pass (ผู้ก่อตั้ง Pass Labs และ First Watt) คือคนที่นำทฤษฎีนั้นมาพิสูจน์ในแอมป์ Solid-state จนโด่งดังไปทั่วโลกครับ

แนวคิด "The Sound of Frist Watts"Nelson Pass เชื่อว่า "วัตต์แรก" คือวัตต์ที่สำคัญที่สุด เขาจงใจออกแบบแอมป์ให้มีโครงสร้างแบบ Single-Ended Class A เพื่อให้ได้บุคลิกความเพี้ยนแบบ Even-Order เหมือนแอมป์หลอด Triode

H2 Generator:ในช่วงหลังๆ เขาถึงขั้นสร้างวงจร "NuTube" หรือวงจรที่ให้ผู้ใช้สามารถ "หมุนปรับ" ปริมาณ H2 ได้ตามใจชอบ เพื่อพิสูจน์ว่า "ความเพี้ยนลำดับคู่คือเครื่องปรุงรสของดนตรี"

เขามักจะกล่าวว่า "เราไม่ได้ออกแบบเครื่องขยายเสียงเพื่อไปขยายคลื่นไซน์ในห้องแล็บ แต่เราออกแบบมาเพื่อให้คนฟังเพลงแล้วมีความสุข"

และมาถึงยุคนี้ไม่ใช่แค่ Linear Amplifier ที่สร้าง H2 Harmonic แต่ Class D ก็สามารถปรับจูนให้เกิดลำดับฮาร์โมนิคที่สวยงานได้เช่นกัน

HQD-500 V3 set สำหรับนักสร้าง Audiophile ที่กำลังมองหา Class D Amplifier ที่เน้นคุณภาพเสียง-กำลังเอาต์พุต2×250Wrms 2×400...
11/05/2026

HQD-500 V3 set สำหรับนักสร้าง Audiophile ที่กำลังมองหา Class D Amplifier ที่เน้นคุณภาพเสียง

-กำลังเอาต์พุต
2×250Wrms
2×400Wrms
-ตอบสนองความถี่ 20Hz-20kHz (0/-0.5dB)
-Power Bandwidth 9Hz-32kHz(-3dB)
-THD+N < 0.02% @ 1kHz ,1Wrms , RL=8Ω
-Dynamic Range >110dB
-Noise Floor < 65uV
-อัตราขยาย 58 เท่า (34dB)
-ความไวอินพุต 0.775Vrms (0dBu) 400Wrms at 4Ω
-Idle Loose

จัดชุด Kit Rx-100 smd ส่งพรุ่งนี้ครับ ถ้าพูดถึงวงจรขยายเสียงรุ่น  RX-100 จาก Evens Audio นัก DIY หลายท่านต่างคุ้นเคยเป็น...
10/05/2026

จัดชุด Kit Rx-100 smd ส่งพรุ่งนี้ครับ
ถ้าพูดถึงวงจรขยายเสียงรุ่น RX-100 จาก Evens Audio นัก DIY หลายท่านต่างคุ้นเคยเป็นอย่างดี ด้วยวงจรที่ออกแบบมาโดยใช้ออป-แอมป์ เป็นภาคหน้า ภาคขยายที่ 2 ใช้วงจรแบบ Cascode ทำให้การขยายสัญญาณมีความเป็นเชิงเส้นสูงความเพี้ยนต่ำ ภาคเอาต์พุตแบบ Common Emitter สามารถขยายแรงดันออกทาง Output ได้สูง ทำให้สัญญาณเอาต์พุตสวิงได้สูงสุด

หลายคนอาจสับสนว่านี่คือวงจรขยายแบบคลาสสิคที่โด่งดังอย่าง 741 แต่ RX-100 ที่ Evens Audio ออกแบบขึ้นมานั้นให้คุณสมบัติและน้ำเสียงต่างจากวงจรขยาย 741 แบบเดิมโดยสิ้นเชิงเมื่อท่านได้ฟังเสียง

RX-100 SMD เป็นโมดูลขยายเสียง OCL Class AB ที่เรานำมาปรับปรุงออกแบบ PCB ใหม่โดยย่อขนาดให้เล็กเพียง 70mm*45mm เท่านั้น ออกแบบภาคอินพุตใหม่เป็นแบบ Balance Input เพื่อคุณภาพสัญญาณที่ดี และ รองรับการ Bridge Mono ได้โดยการไวร์สายอินพุตไม่ต้องใช้วงจรบริดจ์อะแดปเตอร์โมดูล

ด้วยขนาดที่เล็กกระทัดรัด ทำให้ RX-100 SMD สามารถนำไปอยู่ในโปรเจคงานเครื่องเสียงของท่านได้เกือบทุกรูปแบบไม่ว่าจะติดตั้งในตู้แอมป์กีตาร์ ลำโพงแอกทีพ งานซ่อม อัปเกรดเครื่องขยายเสียง ฯลฯ ขอให้มีพื้นที่ฮีตซิ้งค์ระบายความร้อนเพิ่มเติมให้กับเอาต์พุตทรานซิสเตอร์อย่างเพียงพอ RX-100 ก็พร้อมแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่

คุณสมบัติของ RX-100 SMD Kit
กำลังเอาต์พุต100Wrms at 8Ω(+/-50VDC)
กำลังเอาต์พุต150Wrms at 4Ω(+/-40VDC)
กำลังเอาต์พุต150Wrms at 2Ω(+/-30VDC)
แรงดันไฟเลี้ยงใช้งาน+/-30 ถึง +/-90Vdc( Normal +/-50Vdc)
การตอบสนองความถี่ 20Hz-20kHz (+/-1dB)
อินพุตอิมพีแดนซ์ 20kΩ บาลานซ์ , 10kΩ อันบาลานซ์
ความไวอินพุต 0.7Vrms @ 100Wrms
อัตราขยาย 32dB (40 เท่า)
ขนาด PCB 70mm x 45mm

*ก่อนต่อใช้งานควรติดแผ่นระบายความร้อนให้เรียบร้อย*

ราคาสำหรับการสั่งซื้อในเพจ
340 บาท (Mono)
680 บาท (Stereo)

มีขายใน Shopee
https://s.shopee.co.th/1LcU9Kjp47

ที่อยู่

52 ม. 3 ต. สาหร่าย อ. ชุมพวง จ. นครราชสีมา
Chum Phuang
30270

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Evens Audioผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Evens Audio:

แชร์