29/07/2024
“Connecting the Dot” ..ทุกสิ่งที่เราเรียนรู้และลงมือทำในวันนี้ แม้ไม่ก่อให้เกิดผลทันที แต่วันหนึ่งข้างหน้าจะเป็นประโยชน์ เราสามารถเรียนรู้จากอดีต แต่เราไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้ ทุกสิ่งที่เราตั้งใจเรียนรู้และทำในวันนี้จะเป็นประโยชน์ในวันข้างหน้า…”
Credit: https://pawoot.wordpress.com/2013/09/05/connecting-the-dots/
การเชื่อมต่อจุด Connecting the dots
ข้อคิดในการใช้ชีวิตจาก Steve Jobs
“Again, you can’t connect the dots looking forward; you can only connect them looking backward. So you have to trust that the dots will somehow connect in your future. You have to trust in something — your gut, destiny, life, karma, whatever. This approach has never let me down, and it has made all the difference in my life.”
ผมดรอปเรียนที่มหาวิทยาลัย Reed หลังจากที่ได้เรียนไปแค่ 6 เดือน แต่ก็ยังวนเวียนใช้ชีวิตในฐานะ Drop in อีก 18 เดือน ก่อนที่จะตัดสินใจลาออกจริงๆ ทำไมผมถึงต้องดรอปเรียน
มันเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเกิด แม่ทางสายเลือดของผมยังเด็กและยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย เธอตัดสินใจที่จะยกผมให้คนอื่นเลี้ยงดูแทน เธอรู้สึกเป็นอย่างมากว่าผมจะได้รับการเลี้ยงดูโดยคนที่เรียนจบมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นทุกอย่างเลยถูกเตรียมเอาไว้สำหรับผมเพื่อการรับอุปถัมภ์โดยทนายความคนหนึ่งและภรรยาของเค้า ยกเว้นว่าตอนที่ผมคลอดออกมาพวกเค้าตัดสินใจในวินาทีสุดท้าย ว่าเค้าอยากจะได้เด็กผู้หญิง ดังนั้น ครอบครัวของผมที่อยู่ในรายชื่อรอเป็นคิวถัดไป ได้รับโทรศัพท์ในกลางดึกว่า เราบังเอิญมีเด็กผู้ชาย พวกคุณอยากจะรับเลี้ยงเค้ามั้ย พวกเค้าตอบกลับมาว่า แน่นอน แม่ทางสายเลือดของผมได้มารู้ทีหลังว่าแม่ของผมเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ส่วนพ่อของผมก็เรียนไม่จบระดับมัธยมปลาย เธอปฏิเสธที่จะเซ็นต์ใบยินยอมให้เลี้ยงดูบุตรใบสุดท้าย เธอยอมเซ็นต์ใบอนุญาติในไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ตอนที่พ่อแม่ของผมสัญญาว่าวันหนึ่งผมจะได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน
17 ปีหลังจากนั้น ผมได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย แต่ผมเลือกเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ค่าเทอมแพงพอๆกับ Standford โดยไม่ได้คิดอะไรเลย และเงินเก็บจากพ่อแม่ฐานะชนชั้นกลางก็ถูกใช้จ่ายไปกับค่าเทอมจนเกือบหมด หลังจากนั้น 6 เดือน ผมไม่เห็นคุณค่าอะไรจากสิ่งนี้ ผมไม่รู้เลยว่าชีวิตนี้ผมอยากทำอะไรแล้วมหาวิทยาลัยจะช่วยผมหาคำตอบนี้ได้อย่างไร แล้วนี่ผมก็ได้ใช้เงินที่พ่อแม่ผมเก็บมาทั้งชีวิตหมดไป ดังนั้นผมเลยตัดสินใจที่จะหยุดเรียน แล้วก็เชื่อว่ามันน่าจะเป็นหนทางที่ดี มันค่อนข้างน่ากลัว ณ ตอนนั้น แต่การที่ได้มองย้อนกลับไปมันกลับกลายเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยทำ นาทีที่ผมหยุดเรียน ผมสามารถเลิกเรียนในวิชาบังคับที่ผมไม่ชอบ และได้เข้าเรียนในวิชาที่ผมคิดว่าน่าสนใจ
มันไม่ใช่เรื่องโรแมนติกเลยซักนิด ผมไม่มีห้องในหอพักของตัวเอง เพราะอย่างนั้นผมก็เลยไปนอนบนพื้นห้องของเพื่อนแทน ผมเอาขวดโค้กเปล่าไปแลกเป็นเงิน 5 เซ็นต์ เพื่อนำเงินไปซื้ออาหาร แล้วผมก็ยอมที่จะเดินข้ามเมืองไกลถึง 7 ไมล์ทุกวันอาทิตย์เพียงเพื่อที่จะได้อาหารดีๆ สัปดาห์ละครั้ง ที่โบสถ์ Hare Krishna ผมชอบมันมาก
และสิ่งที่ผมได้ค้นพบโดยบังเอิญและตามมาด้วยการเดินตามความสงสัย และสัญชาตญาณกลับกลายเป็นสิ่งที่หาค่ามิได้ในภายหลัง ผมจะยกตัวอย่างให้ฟังอย่างนึง
มหาวิทยาลัย Reed ณ ขณะนั้น น่าจะเป็นมหาวิทยาลัยที่สอนเรื่องการประดิษฐ์ตัวอักษรที่ดีที่สุดในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์ที่ติดอยู่ทั่วมหาวิทยาลัย ป้ายที่แปะอยู่บนลิ้นชักต่างมีงานประดิษฐ์ตัวอักษรด้วยลายมือที่งดงาม เพราะผมได้ดรอปเรียนและไม่ต้องเรียนตามวิชาปกติ ผมตัดสินใจที่จะลงเรียนวิชาประดิษฐ์ตัวอักษรเพื่อจะเรียนรู้วิธีสร้างมัน ผมเรียนเกี่ยวกับตัวอักษรรูปแบบ Serif และ Sans Serif (ตัวหนังสือแบบมีหางและไม่มีหาง) และความหลากหลายของช่องว่างระหว่างตัวอักษร อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เกิดงานพิมพ์ตัวอักษรที่เยี่ยมที่สุด มันสวยงาม เป็นประวัติศาสตร์ ดูเป็นงานศิลปะ และประณีตในแบบที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถให้ได้ ผมพบว่ามันน่าตื่นตาตื่นใจมาก
ไม่มีเรื่องไหนในทั้งหมดนี้เป็นความหวังที่ดูเป็นไปได้ให้กับชีวิตผม แต่หลังจากนั้น 10 ปี ตอนที่เราออกแบบเครื่องคอมพิวเตอร์ Macintosh เครื่องแรก เรื่องทั้งหมดเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาที่ผม แล้วเราก็ออกแบบมันทั้งหมดในเครื่อง Macintosh มันเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่มีตัวอักษรในการพิมพ์ที่สวยงาม ถ้าผมไม่ได้ลงเรียนซักวิชาในมหาวิทยาลัย เครื่องแมคคงไม่สามารถมีตัวอักษรที่หลากหลายหรือมีสัดส่วนระยะห่างตัวอักษรที่ลงตัวได้ และเพราะว่า Windows เลียนแบบ Mac ก็เป็นไปได้ว่าไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวเครื่องไหนเลยที่จะมีมันใช้ ถ้าผมไม่ได้ดรอปเรียน ผมคงไม่ได้ลงเรียนในวิชาการสร้างตัวอักษร และเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวอาจจะไม่มีตัวอักษรที่วิเศษมากเหมือนที่เป็นอย่างทุกวันนี้ แน่นอน มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเชื่อมต่อจุดโดยการมองไปข้างหน้าในตอนที่ผมยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย แต่มันชัดเจนมากขึ้น มากขึ้น เมื่อมองย้อนกลับไปใน 10 ปีให้หลัง
อีกครั้ง คุณไม่สามารถเชื่อมต่อจุดด้วยการมองไปข้างหน้า คุณสามารถเชื่อมต่อมันก็ต่อเมื่อมองย้อนกลับไปเท่านั้น เพราะฉะนั้น คุณต้องเชื่อมั่นว่าจุดนั้นจะเชื่อมต่อคุณในอนาคต คุณต้องเชื่อใจในบางสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความกล้าหาญ โชคชะตา ชีวิต กรรม อะไรก็ตามแต่ วิธีการนี้ไม่เคยทำให้ผมผิดหวัง และมันก็ได้สร้างความแตกต่างทั้งหมดในชีวิตผม
Credit: https://plaradise.com/steve-jobs-lessons/
ข้อคิดจาก Steve Jobsคลิปนี้แปลมาจากสุนทรพจน์ที่เค้าได้กล่าวไว้ที่มหาวิทยาลัย StandfordSteve Jobs ได้ให้คำแนะนำกับนักศึกษา....