22/09/2017
แบนสารเคมี 3 ตัว! ทางออกภาคการเกษตรไทยจริงหรือ...?
เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > สกุ๊ปข่าว/บทความ : 17 เม.ย. 2560
แบน, สารเคมี, ตัว, ทางออก, ภาค, การเกษตร, ไทย, จริง, หรือ, แบนสารเคมี, พาราควอต, ศดรรังสิต สุวรรณมรรคา
โดย -โต๊ะข่าวเกษตร
จากข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)ระบุว่าปี 2559 ประเทศไทยมีพื้นที่ภาคเกษตรประมาณ 149 ล้านไร่ มีแรงงานอยู่ในภาคการเกษตรประมาณ 17 ล้านคน สามารถผลิตสินค้าเกษตรเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ และยังสามารถทำรายได้จากการส่งออกถึงปีละ 1.22 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้ มีพื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์(ไม่ใช้สารเคมี)เพียง 3 แสนไร่ หรือคิดเป็น 0.17 เปอร์เซ็นต์ของพื้นทีทั้งหมดหรือ 148.7 ล้านไร่ที่มีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ด้วยเหตุนี้ทำให้ประเทศไทยจึงจำเป็นมีการนำเข้าสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพื่อใช้ป้องกันความเสียหายของผลผลิตทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
จะเห็นว่าในช่วง 40 ปีที่ผ่านมาสถิติการนำเข้าสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช(โรค แมลง วัชพืช)ระหว่างปี 2520 – 2559 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2520 ปริมาณนำเข้าทั้งหมด 6,811 ตัน และเพิ่มขึ้นเป็น 154,568 ตัน ในปี 2559 หรือคิดเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 0.84 กิโลกรัมต่อไร่ หากเทียบกับประเทศญี่ปุ่นและมาเลเซียก็ยังมีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชสูงมากเช่นกัน เฉลี่ยปีละ 4 และ 8 กิโลกรัมต่อไร่ตามลำดับ โดยสารพวกนี้ส่วนใหญ่จะใช้กับพืชไร่นาและพืชสวนเพื่อจำกัดวัชพืชที่เป็นปัญหาเป็นที่นิยมของเกษตรกรไทย เนื่องจากมีราคาไม่แพงนัก โดยเฉพาะพาราควอต
แต่แล้วจู่ ๆ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการสารเคมีเกษตรไทย ได้ออกมาแถลงข่าว เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมาว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกการใช้สารเคมีเกษตร 2 ตัวคือพาราควอต กับ คลอร์ไพริฟอส โดยให้จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ไม่อนุญาตให้ใช้ ระหว่างนี้ไม่อนุญาตขึ้นทะเบียนเพิ่ม ไม่ต่ออายุทะเบียน ให้ยุติการนำเข้าภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2560 และยุติการใช้สิ้นเชิง 1 ธันวาคม 2562
ทั้งนี้เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการและเกษตรกร มีเวลาเตรียมตัวหาทางเลือกอื่นและจัดการกับผลิตภัณฑ์คงค้างในตลาด โดยมีแผนปฏิบัติการเพื่อลด ละ เลิก การใช้พาราควอต และคลอร์ไพริฟอสคือ 1. กำหนดเพดานปริมาณการนำเข้า อ้างอิงจากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี 2. ให้บริษัทรายงานปริมาณการนำเข้า ปริมาณการขายและปริมาณคงค้างแก่กรมวิชาการการเกษตรและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ทุก 3 เดือน 3. บริษัทเรียกคืนผลิตภัณฑ์คงค้างในตลาดให้แล้วเสร็จภายใน 31 ธันวาคม 2562 4. เฝ้าระวัง/สุ่มตรวจร้านค้า และเฝ้าระวังการตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาพบว่ามีการนำเข้า พาราควอตมากถึง 128 บริษัท และคลอไพริฟอส ถึง 81 บริษัท
“พาราควอต”คนทั่วไปมักรู้จักกันในชื่อการค้า กรัมม็อกโซน”เป็นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีพิษเฉียบพลันสูง และไม่มียาถอนพิษ ส่วน"ไกลโฟเสต“หรือที่รู้จักกันว่า”ราวอัพ“ ทั้งสองชนิดนี้เป็นสารกำจัดวัชพืช ในขณะที่”คลอร์ไพริฟอส"กำจัดแมลงศัตรูพืช ที่เน้นเฉพาะพาราควอต เพราะเกษตรกรนิยมใช้กันมากเป็นอันดับ 2 รองจากไกลโฟเสท ซ้ำโทษครั้งนี้ร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต เกษตรกรที่ไหนในโลก ไม่ว่าในประเทศพัฒนาหรือด้อยพัฒนา ล้วนต้องพึ่งพาสารเคมีเกษตรทั้งสิ้น มากหรือน้อยสุดแท้แต่ เหตุเพราะพืชที่ปลูกต้องเผชิญปัญหาศัตรูทั้งโรค แมลง และวัชพืช นอกเหนือจากลมฟ้าอากาศหรือภัยธรรมชาติอื่นไม่เป็นใจด้วย
ประเทศไทยส่งออกสินค้าเกษตร 1.22 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เกินกว่า 90% มาจากสินค้าเกษตรที่ใช้เคมีแทบทั้งสิ้น เกษตรอินทรีย์ที่ขยันเชียร์นั้น น้อยทั้งปริมาณและมูลค่าแบบไม่มีนัยสำคัญต่อประเทศเกษตรกรรมอย่างไทยเลย แทนที่จะให้การศึกษาให้ความรู้เกษตรกร คนฉีดพ่นยา ผู้บริโภค รวมทั้งเข้มงวดการนำเข้าสารเคมีเกษตรไม่ได้คุณภาพ ควบคุมการผลิต การผสม การจำหน่ายผ่านร้านค้า ตลอดจนการใช้สารเคมีเกษตรที่ถูกต้อง โดยผู้ใช้จริง ๆ จะต้องมีผ่านการอบรม ต้องมีใบประกาศนียบัตร แต่บ้านเรากลับไม่ค่อยให้ความสำคัญตรงจุดนี้
ไม่ปฏิเสธว่าผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ตัวเป็นสารเคมีอันตราย แต่ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม หากใช้ถูกวิธีก็มีประโยชน์ แต่หากใช้ผิดก็มีโทษมหันต์ สิ่งสำคัญเกษตรกรยังจำเป็นต้องใช้ในการกำจัดวัชพืช เมื่อมีการคิดจะล้มเกษตรเคมี โดยใช้แล้วไปมุ่งฝันหวานเกษตรอินทรีย์อย่างเดียว มันก็คล้ายๆมาตรการห้ามนั่งกระบะรถเพื่อความปลอดภัยที่ต้องหมางเมินกับเกษตรกรจำนวนมาก และอาจลงเอยด้วยการเปลี่ยนแปลงคำสั่งอีกครา
การจะห้ามใช้สารเคมีเกษตรตัวหนึ่งตัวใดหรือหลายตัว ไม่มีใครว่า แต่ควรอยู่ในกรอบของความถูกต้องชอบธรรม ไม่มั่ว ไม่เอาสีข้างเข้าถู ไม่เลือกข้าง ไม่อคติ หากด้วยบทพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และคำนึงถึงบริบทของเกษตรกรผู้ใช้ด้วย การที่ให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ออกคำสั่งนี้ ถือเป็นเรื่องตลกไร้สาระมาก อย่าลืมว่ากระทรวงนี้ดูแลสุขภาพคน รู้เรื่องยากับคน แต่เมื่อเป็นพืชกับคน หน่วยงานที่รู้ดีที่สุดคือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตรที่เป็นหน้าที่โดยตรง ประเด็นต่อมาในโครงสร้างคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีเกษตรฯนั้น ประกอบด้วยตัวแทนกลุ่มต่าง ๆ แต่ไม่ยักจะมีตัวแทนกลุ่มเกษตรกรแม้แต่คนเดียว ที่น่ากังขาคือมีเอ็นจีโอ ทั้งจากสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช( Thai-PAN) ร่วมด้วย เรียกได้ว่าคนห้ามไม่ใด้ใช้ คนใช้ไม่ได้ห้าม
นพ.เสรี ตู้จินดา ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน นางอมรรัตน์ ลีนะนิธิกุล ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนานโยบายแห่งชาติด้านสารเคมี เป็นกรรมการและเลขานุการ ศูนย์นี้ตั้งเมื่อปี 2551 อยู่ในกองแผนงานและวิชาการของอย. มีเจ้าหน้าที่เพียงแค่ 5 คน และที่น่าสนใจยังปรากฎชื่อน.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชหรือ Thai-Pan กลุ่มเอ็นจีโอที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสารเคมีเกษตรมาโดยตลอด
ไม่นับกรรมการบางคนมีสายสัมพันธ์กับเอ็นจีโอ ทั้งออกหน้าออกตาและเงียบ ๆ สะท้อนให้เห็นว่าคณะกรรมการชุดนี้ มีเอ็นจีโอชักใยอยู่เบื้องหลังอย่างชัดเจนที่สุด แล้วถามว่า บทบาทของกรมวิชาการเกษตรที่สมควรเป็นเจ้าภาพเรื่องนี้ และเคยเป็นมาตลอดเป็นอย่างไร นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร พอมีสติปัญญาทำได้ดีที่สุด คือส่งนายศรัณย์ วัธนธาดา ผู้เชี่ยวชาญด้านควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร เป็นตัวแทนอธิบดีไปร่วมประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูงในวันนั้น ส่งไปเพื่อจะบอกว่า กรมวิชาการเกษตร ยินดีแบน(Ban)สารสองตัวนี้ทั้งพาราควอตและไกลโฟเสท ส่วนจะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อื่นใดประกอบการตัดสินใจครั้งนี้ไม่มีใครทราบ ทราบแต่เพียงว่า ในทางปฏิบัติหากจะห้ามหรือยกเลิกสารเคมีเกษตรตัวใดก็ต้องมีคณะกรรมการพิจารณาตรวจสอบและประเมินในทางวิทยาศาสตร์ก่อน
และที่ยอมยกเลิกพาราควอต เป็นเพราะถูกใครบางคนบางกลุ่มกดดัน แล้วใครจะพึ่งกรมวิชาการเกษตรได้อีกหรือ เมื่อยอมศิโรราบเอ็นจีโอ ชนิดที่ไม่มีอธิบดีคนไหนทำมาเลยในประวัติศาสตร์ของกรมนี้ จึงไม่แปลกใจว่าทำไมมติที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูงยกเลิกการใช้สารพาราควอต ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากเมื่อวัน 24 มีนาคม 2560 แหล่งข่าวในกรมวิชาการเกษตรระบุว่าวันนั้นมีการประชุมลับที่ห้องอธิบดีกรมวิชาการเกษตร มีผู้ร่วมประชุมทั้งหมด 5 คน ประกอบด้วย น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษต น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายพิศาล พงศาพิชญ์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) และนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี(BioThai) เครือข่ายเดียวกับเครือข่ายเฝ้าระวังสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช(Thai PAN) ถือเป็นทฤษฎีสมคบคิดสู่แผน“ลับลวงพราง"สารเคมีเกษตรที่น่าจับตายิ่ง
“วิทูรย์” ชี้สารเคมีเกษตรมีผลต่อสุขภาพคนไทย
วิทูรย์ เลี่ยมจำรุญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี(Bio Thai)กล่าวในเวทีเสวนา “การเกษตรไทย... ต้องพึ่งพาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจริงหรือ?”จัดโดยสมาคมวิทยาการวัชพืชไทยถึงผลกระทบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชต่อสุขภาพคนไทยว่าปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้น เนื่องจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เป็นปัญหาใหญ่และรุนแรงมากของสังคมไทย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสังคมไทยยังขาดความตระหนักร่วมกันอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะผลกระทบต่อเกษตรกรและประชาชนทั่วไป โดยปัญหาด้านสุขภาพสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือผลกระทบที่เป็นพิษเฉียบพลัน ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการในทันทีหลังจากสัมผัสสารเคมี เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ท้องร่วง หายใจติดขัด ตาพร่า เป็นต้น และผลกระทบที่เป็นพิษเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากพิษสะสมที่ก่อให้เกิดโรคหรือปัญหาอื่นๆ เช่น มะเร็ง เบาหวาน อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคผิวหนังต่างๆ การเป็นหมัน การพิการของทารกแรกเกิด หรือการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น