BRANDisign จากการออกแบบให้ “สวย" สู่การออกแบบเ?

จากการออกแบบให้ “สวย" สู่การออกแบบเชิงแบรนด์ให้ “สื่อสาร" รวมกระบวนการคิดในการออกแบบให้มีประสิทธิภาพในการสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์ เพื่อการสร้างแบรนด์ที่ดีให้เป็นแบรนด์ที่ยอดเยี่ยม

จิตวิทยาการใช้สีกับการสร้างแบรนด์ episode 3เราจะใช้สีเพื่อโน้มน้าวใจคนได้อย่างไรสำหรับในบทความนี้ผมจะต่อยอดมาจากบทความที...
30/10/2015

จิตวิทยาการใช้สีกับการสร้างแบรนด์ episode 3
เราจะใช้สีเพื่อโน้มน้าวใจคนได้อย่างไร

สำหรับในบทความนี้ผมจะต่อยอดมาจากบทความที่แล้วที่อธิบายถึงการใช้สีเพื่อกระตุ้นความรู้สึกคน และสำหรับบทความนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องการใช้สีลงไปอีกภายใต้หัวข้อ “เราจะใช้สีเพื่อโน้มน้าวใจคนได้อย่างไร?”

คุณรู้ไหมครับว่าผลกระทบจากการใช้สีนั้นย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละบริบท เช่น ความแตกต่างทางเชื้อชาติ และวัฒนธรรม ดังนั้นการเลือกใช้สีจึงขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายหลัก (Target audience) ของแบรนด์นั้นๆ ตัวอย่างที่จะกล่าวถึงด้านล่างนี้ ก็คือ

หลักการเลือกใช้สีบนเว็บไซด์ของแบรนด์ยอดนิยมส่วนใหญ่เพื่อโน้มน้าวใจผู้ใช้งาน
การเลือกใช้สีของปุ่มต่างๆ
สีแดง เหลือง น้ำเงิน เขียว นับเป็นสีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการทำให้เกิด lead generation (ช่องทางที่สามารถเข้าถึงคนจำนวนมาก) ต่อปุ่ม CTA บนเว็บไซต์ (ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณด้วย) สีเหลืองมีแนวโน้มที่จะเหมาะสมกับเว็บไซต์ shopping มากกว่าสีอื่นๆ ในขณะที่เราจะเห็นการใช้สีน้ำเงินบนเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ และบนปุ่มลงทะเบียน (sign up) มากกว่า

การเลือกใช้สีของตัวอักษรและลิงค์ต่างๆ
การใช้สีดำบนพื้นขาว เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวอักษรเพื่อการอ่าน (plain text) ในขณะที่ลิ้งค์ต่างๆ ควรใช้สีฟ้าหรือน้ำเงิน (light blue) สาเหตุที่เกือบทุกเว็บไซต์ใช้หลักการดังกล่าว ก็คือเพื่อสร้างความคุ้นเคยต่อการใช้งานให้กับผู้ใช้

การเลือกใช้สีของแบนเนอร์และโปสเตอร์
ไม่มีอะไรจะเอาชนะพลังของป้าย SALE สีแดงที่แสนจะเตะตาได้ แม้กระทั่งบนเว็บไซต์ หากคุณต้องการกระตุกความสนใจจากผู้อ่าน คุณสามารถใช้สีขาวบนพื้นแดง ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เรียกความสนใจเท่านั้น แต่มันยังไปเพิ่มจังหวะการเต้นของหัวใจ (heart rate) และโน้มน้าวใจผู้เข้าใช้งานให้เกิดการกระทำโดยฉับพลัน (immediate action) ได้

การเลือกใช้สีเพื่อเพิ่มความสามารถในการอ่านออก
คุณสามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณอ่านง่ายขึ้น ด้วยการเลือกสีที่ง่ายต่อการใช้สายตา ควบคู่ไปกับการ highlight ข้อความที่สำคัญ เช่น การใช้แบคกราวน์ (background) สีมืดกับรูปภาพที่เบลอเล็กน้อย และมีพื้นที่พักสายตาพอประมาณ ควบคู่ไปกับตัวหนังสือขนาดใหญ่ในส่วนของHeader เพื่อเป็นการเน้นข้อความ ปุ่ม และเนื้อหาอื่นๆ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้อ่านกวาดสายตาหาจุดสำคัญบนเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายขึ้น

เพิ่มเติมกันอีกซักนิดเพื่อความสะดวกกับเครื่องมือสำหรับการเลือกใช้สีที่เหมาะกับคุณ มีเครื่องมือมากมายให้คุณเลือกใช้ในการจัดการกับสีสันบนเว็บไซต์ Adobe Color CC ก็เป็นหนึ่งในนั้น คุณสามารถเลือกสีตามความสนใจของคุณใน theme ต่างๆ ได้

และยังมี option อีกมากมายที่จะทำให้คุณสามารถ customize สีได้เอง นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือออนไลน์อื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ เช่น Flat UI Color Picker, Material Palette และ Paletton

ทั้งหมดนี้ผมยกมาเป็นตัวอย่างคร่าวๆ สำหรับหลักในการเลือกใช้สีให้เหมาะสมกับแบรนด์และจุดสัมผัสต่างๆ ของคุณ แต่ทว่าก็อย่าลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการศึกษาให้ดีก่อนนะครับ ควรทำความรู้จักกับกลุ่มผู้บริโภคและแบรนด์ของตัวเองให้ดีก่อนที่จะนำสีต่างๆ ไปใช้งาน เพราะสีบางสีอาจจะไม่เหมาะกับ Target audience บางกลุ่มอยู่เหมือนกัน เช่น จากงานวิจัยชิ้นหนึ่ง พบว่าผู้ชายเกลียดสีม่วง และเห็นว่าสีดำ น้ำเงิน และเทาน่าดึงดูดใจมากกว่า
Source: Hifluence Webmaster 2015


ติดตามกันต่อได้ที่ #จิตวิทยาการใช้สีกับการสร้างแบรนด์Theseries

จิตวิทยาการใช้สีกับการสร้างแบรนด์ episode 2เราจะใช้สีเพื่อกระตุ้นความรู้สึกคนได้อย่างไรนักออกแบบสร้างแบรนด์ทุกท่านเคยรู้...
29/10/2015

จิตวิทยาการใช้สีกับการสร้างแบรนด์ episode 2
เราจะใช้สีเพื่อกระตุ้นความรู้สึกคนได้อย่างไร

นักออกแบบสร้างแบรนด์ทุกท่านเคยรู้ไหมครับว่า การเลือกใช้สีนั้นมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการสร้างแบรนด์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกนำมาใช้กับการออกแบบเว็บไซต์ของคุณ

ได้มีการพิสูจน์แล้วว่า “การใช้สี” นั้นเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพอย่างมากในการกระตุ้น conversion rates (อัตราส่วนของการเข้าชมเนื้อหาในเว็บไซต์) และ lead generation (ช่องทางที่สามารถเข้าถึงคนจำนวนมาก) ดังนั้นจึงเป็นประโยชน์อย่างมากในการออกแบบเว็บไซต์ หรือคนที่กำลังประสบปัญหายอดขายบนเว็บไซต์

ในบทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับจิตวิทยาของสี ว่ามันส่งผลต่ออารมณ์ หรือกระตุ้นความรู้สึกคนได้อย่างไร และเราจะใช้มันเป็นเครื่องมือในการเพิ่มยอดขายได้อย่างไร?

“สี” สามารถกระตุ้นความรู้สึกได้
มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ที่เว็บไซต์ social network ยอดนิยมอย่าง Facebook Twitter และ LinkedIn ใช้สีฟ้าในการออกแบบ? หรือทว่าสาเหตุที่แท้จริงแล้ว จะเป็นเพราะสีฟ้าส่งผลต่อผู้คนในด้านการสร้างความเชื่อใจ และเปิดกว้าง?

เชื่อหรือไม่ว่าสีนั้นสามารถช่วยเรานำพาความรู้สึกได้ และมีอิทธิพลต่อเราในการทำสิ่งต่างๆ นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไม Red Bull และ CocaCola ใช้สีแดงเพื่อกระตุ้นความรู้สึกตื่นเต้น กระฉับกระเฉง ส่วน Fanta และNickelodeon ใช้สีส้มเพื่อนำพาความรู้สึกเป็นมิตร ในขณะที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Google, NBC และ Microsoft ใช้สีหลายสี (multi-colors) เพื่อแสดงออกถึงความหลากหลาย

“จากผลการวิจัยที่ผ่านมา เว็บไซต์ e-commerce เว็บหนึ่ง สามารถเพิ่ม conversion ได้มากถึง 187.4% เพียงแค่ –เปลี่ยนสีปุ่ม- CTA (Call-to-action) จากสีเขียวเป็นสีเหลือง”

เป็นอย่างไรกันบางครับสำหรับการปรับสิ่งเล็กๆ ในการเลือกใช้สีที่นักออกแบบสร้างแบรนด์เองไม่ควรมองข้าม คุณเองก็สามารถนำพลังแห่งสีมาใช้กับเว็บไซต์ของคุณได้นะครับ เพื่อกระตุ้นความรู้สึกของผู้ใช้งาน โน้มน้าวให้เกิดการซื้อ ลงทะเบียน ฯลฯ

และในส่วนบทความต่อไป ผมจะมาแชร์เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับจิตวิทยาการใช้สีกับการสร้างแบรนด์อีก ภายใต้หัวข้อ “เราจะใช้สีเพื่อโน้มน้าวใจคนได้อย่างไร?” อย่าลืมติดตามกันนะครับ
Source: Hifluence Webmaster 2015


ติดตามกันต่อได้ที่ #จิตวิทยาการใช้สีกับการสร้างแบรนด์Theseries

จิตวิทยาการใช้สีกับการสร้างแบรนด์ episode 1การเลือกสีสร้าง “อัตลักษณ์” ให้กับแบรนด์การเลือกสีเพื่อมาออกแบบสร้างแบรนด์นั้...
28/10/2015

จิตวิทยาการใช้สีกับการสร้างแบรนด์ episode 1
การเลือกสีสร้าง “อัตลักษณ์” ให้กับแบรนด์

การเลือกสีเพื่อมาออกแบบสร้างแบรนด์นั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการสร้าง Brand identity หรือ อัตลักษณ์ของแบรนด์ เพราะสีที่เราเลือกใช้แต่ละสี ก็จะให้อารมณ์และแนวคิดที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น “สี” จึงจำเป็นสำหรับการสร้างแบรนด์

คุณต้องพิจารณาว่าสีไหนเหมาะกับแบรนด์ของคุณ เพราะว่าสีทุกสีนั้นมีความหมาย และให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน หากเลือกสีที่ถูกต้องเหมาะสมก็จะช่วยส่งเสริมให้กับแบรนด์ สามารถสร้างภาพจำให้กับแบรนด์ และสีก็สามารถสร้าง impact ในด้านบวกให้กับองค์กรของคุณได้อีกด้วย

จิตวิทยาของสีนั้นจึงสำคัญมาก สีที่คุณเลือกใช้ก็เปรียบเสมือนข้อความที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่คุณสื่อไปถึงผู้บริโภคและลูกค้า จากข้างต้นผมได้อธิบายถึงความสำคัญของการเลือกสีมาใช้ในการสร้างแบรนด์
ผู้อ่านบางท่านอาจจะสงสัยว่า แล้ววิธีการเลือกสีในการสร้างแบรนด์ของคุณจะทำอย่างไรกันหล่ะเนี่ย?
คำถามหลักเพื่อการพิจารณาเลือกใช้สีที่คุณจะต้องถามตัวเองก่อนเลยมีดังนี้
1. สีอะไรจึงจะหมายถึงบุคลิกภาพของตราสินค้าคุณ
2. สีอะไรที่เหมาะสมกับลักษณะของสินค้า/บริการคุณ
3. สีที่คู่แข่งใช้งานเป็นอย่างไร

แต่อย่างไรก็ดีสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือกสีเพื่อสร้างแบรนด์นั้นก็คือ ความเหมาะสม จดจำง่าย ใช้ได้หลากหลาย และไม่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา...และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่นักออกแบบสร้างแบรนด์ไม่ควรมองข้าม คราวหน้า BRANDisign จะนำเสนอเรื่องราวหรือเทคนิคอะไร ฝากติดตามกันด้วยนะครับ


ติดตามกันต่อได้ที่ #จิตวิทยาการใช้สีกับการสร้างแบรนด์Theseries

8 Bit และ 16 Bit สำคัญแค่ไหนในงานดีไซน์สวัสดีครับนักออกแบบสร้างแบรนด์ สำหรับในงานออกแบบเคยสงสัยเรื่อง Bit กันไหมครับ แล้...
21/10/2015

8 Bit และ 16 Bit สำคัญแค่ไหนในงานดีไซน์

สวัสดีครับนักออกแบบสร้างแบรนด์ สำหรับในงานออกแบบเคยสงสัยเรื่อง Bit กันไหมครับ แล้ว Bit สำคัญยังไงในการทำงานบ้างโดยปกติการทำงานของหน้าจอทั่วไปจะเป็นโหมด RGB

ซึ่งโหมดนี้เกิดจากช่องสี (Channel) สามช่อง คือ ช่องสีแดง (Red Channel), ช่องสีเขียว (Green Channel) และ ช่องสีน้ำเงิน (Blue Channel) โดยในแต่ละช่องสีนั้นต่างก็มีจำนวน Bit เพื่อแสดงค่าจำนวนสีในช่องนั้นๆ ยิ่งช่องสีนั้นมีจำนวนบิตมากจำนวนสียิ่งมากและยิ่งทำให้สีเนียน เราจะเรียกจำนวนบิตในแต่ละช่องสี ว่า "Bit Depth"

โปรแกรม Photoshop เป็นโปรแกรมตกแต่งภาพรุ่นแรกๆ ที่หันมาใช้อัลกอริทึมในการจัดการสีในฟิลเตอร์ต่างๆ โดยอาศัยสีแบบ 16 บิต ข้อดีคือ แม้ว่าอย่างไรเสียก็ต้องมีข้อมูลสีผิดเพี้ยนไป อันเกิดจากการเฉลี่ย และประมาณค่าในระหว่างการคำนวณ

แต่เมื่อเทียบปริมาณความผิดพลาดแล้วก็ยังน้อยกว่าระบบ 8 บิตอยู่ดี ถ้าเลือกได้ควรเลือกปรับโหดมตกแต่งภาพที่ระบบแบบ 16 Bit เพื่อความคมชัดครบถ้วนของสี แต่ก็ต้องแลกมาด้วยขนาดไฟล์ที่ใหญ่ขึ้น กินหน่วยความจำมาก และเสียเวลาคำนวณมากกว่า

ในงานคอมพิวเตอร์กราฟฟิก 3 มิติ มีการประยุกต์ใช้ระบบสีแบบ 32 บิต โดย 24 บิตแรกยังคงใช้เก็บข้อมูลสีอยู่ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ส่วน 8 บิตที่เหลือจะถูกใช้สำหรับปรับุระดับ "ความโปร่งแสง" ของพิกเซลนั้น กล่าวคือ นอกจากแชนแนลสีแดง เขียว และน้ำเงินแล้ว ก็มีการเพิ่มแชนแนลใหม่เข้าไป เรียกว่า "แชนแนลแอลฟ่า" (Alpha Channel) มีระดับความใส 256 ระดับ โดยค่า 255 แปลว่าทึบ 100% (opaque)

ความโปรงแสงดังกล่าวนี้ใช้สำหรับสร้างเอฟเฟกต์ให้กับงานกราฟฟิก เช่น สร้างภาพวัตถุพวกแก้ว พลาสติกใส ที่สามารถมองทะลุไปเห็นวัตถุที่อยู่ข้างหลังได้

สำหรับนักออกแบบสร้างแบรนด์ทุกท่านที่กำลังสงสัยเรื่องสีบนหน้าจอ ว่าทำไมสีไม่ครบบ้างสีดูแปลกๆ บ้าง เราหวังว่าเนื้อหานี้จะคลายความสงสัย และสามารถเป็นประโยชน์ให้กับทุกท่านได้สร้างสรรค์งานที่ดีเยี่ยมนะครับ

4  ข้อควรรู้เพื่อการออกแบบโลโก้ที่ดีเยี่ยม จาก Siegel+Galeทำไมโลโก้ที่ดีที่สุดคือโลโก้ที่เรียบง่ายที่สุด และทำไมเสียงตอบ...
15/10/2015

4 ข้อควรรู้เพื่อการออกแบบโลโก้ที่ดีเยี่ยม จาก Siegel+Gale
ทำไมโลโก้ที่ดีที่สุดคือโลโก้ที่เรียบง่ายที่สุด และทำไมเสียงตอบรับที่ไม่ดีนักต่อโลโก้ใหม่ จึงเป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์ควรจะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า BRIAN RAFFERTY แห่ง Siegel+Gale (บริษัทสร้างแบรนด์ระดับโลกที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1969) จะอธิบายให้นักออกแบบสร้างแบรนด์ทุกคนได้เข้าใจ

ในกรณีของ Siegel+Gale พวกเขาทำการวิจัยโดยรวบรวมผลจากผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 3,000 คน ทั้งในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร แล้วนำตัวเลขดังกล่าวมาตีความ เพื่อค้นหาว่าอะไรทำให้โลโก้เป็นที่น่าจดจำ และสิ่งที่ได้นั้นก็คือ

1. โลโก้ที่ดีที่สุดคือโลโก้ที่เรียบง่ายที่สุด (SIMPLE LOGOS ARE BEST)

Rafferty กล่าวว่า โลโก้ที่ดีที่สุดคือโลโก้ที่เรียบง่ายที่สุด “ความเรียบง่าย (Simplicity) คือสิ่งที่อยู่ในความคิดของผู้คนในตอนนี้” ผลจากงานวิจัยกล่าวว่า โลโก้ที่คนจดจำได้มากที่สุดคือโลโก้ของแบรนด์ Nike, Apple, McDonald's, และ Coca-Cola ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นโลโก้ที่เรียบง่าย ทั้งที่อยู่ในรูปทรงเรขาคณิตอย่างง่าย และในรูปแบบ wordmark (โลโก้ที่ใช้ตัวหนังสือเป็นหลัก)

จริงอยู่ที่ว่าสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นคือโลโก้ของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ แต่ Rafferty ยังได้กล่าวต่อว่า ถึงแม้ผู้เข้าร่วมโครงการจะจดจำแบรนด์ไม่ได้ โลโก้ที่เรียบง่ายที่สุดก็ยังคงถูกจดจำได้มากที่สุดอยู่ดี โดยพวกเขาได้โชว์โลโก้กว่า 100 โลโก้ให้ผู้เข้าร่วมโครงการดู และถามว่าจดจำโลโก้นั้นๆได้หรือไม่ และในตอนท้ายของการทดสอบ ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเลือกโลโก้ที่พวกเขาได้เห็นก่อนหน้านี้ซึ่งอยู่ท่ามกลางโลโก้อีกมากมายที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งโลโก้ที่เรียบง่ายนั้นจึงถูกจดจำได้มากกว่า

2. โลโก้ที่น่าจดจำคือทำให้ผู้บริโภคเกิดความสงสัย
MEMORABLE LOGOS MAKE CONSUMERS CURIOUS

ในขณะที่สถิติของดีไซน์เนอร์โน้มเอียงไปในการพยายามที่จะทำให้โลโก้มีความซับซ้อน เพื่อสื่อสารแบรนด์ให้ได้มากที่สุด แต่ Siegel+Gale กลับพบว่าผู้บริโภคสนใจในโลโก้ที่เรียบง่ายและน่าจดจำมากกว่าถึง 13%

นอกจากนั้นโลโก้ที่น่าจดจำยังทำให้ 7% ของผู้บริโภคเกิดความสงสัยเกี่ยวกับแบรนด์ และ 6% เห็นว่าแบรนด์นั้นมีความเป็นเอกลักษณ์ (unique) แตกต่างจากคู่แข่ง

3. ความน่าเชื่อถือไม่ได้สื่อสารผ่านโลโก้เสมอไป
TRUSTWORTHINESS ISN'T NECESSARILY COMMUNICATED BY A LOGO
จากผลการวิจัยนี้ พบว่าโลโก้ที่ใช้ตัวหนังสือแบบมีเชิง (Sans serif wordmark) และแบบที่ใช้ตัวหนังสือเป็นหลัก (Font-based wordmark) สามารถทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการเกิดความรู้สึกเชื่อใจ (trustworthiness) และพึ่งพาได้ (reliability) มากกว่าโลโก้แบบอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม Rafferty ก็ได้กล่าวว่า ความน่าเชื่อถือและพึ่งพาได้ ไม่ใช่สิ่งที่คุณสามารถออกแบบลงไปบนตัวโลโก้ได้ มันเป็นประเด็นที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก และเกี่ยวข้องกับการรับรู้ที่มีต่อแบรนด์ (Brand percetion)

ซึ่งนั่นไม่สามารถส่งผ่านทางโลโก้ได้เพียงช่องทางเดียว หากคุณต้องการให้แบรนด์ของคุณน่าเชื่อถือ โลโก้ที่ใช้ตัวหนังสือแบบ sans serif อาจจะสามารถหยิบยืมความรู้สึกที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ที่น่าเชื่อถืออื่นๆ ที่มีโลโก้ลักษณะเดียวกัน มาได้เพียงชั่วคราว แต่ความเชื่อถือนั้นก็จะหายไปตามกาลเวลา หากคุณไม่สร้างมันขึ้นมาเอง

4. คุณสามารถวัดปริมาณเสียงตอบรับที่ไม่ดีได้
YOU CAN QUANTIFY NEW-LOGO BACKLASH
สิ่งหนึ่งที่เราได้จากผลการวิจัยนี้ คือนอกจากค่านิยมทั่วไปแล้ว ความคุ้นเคยไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกแย่ๆ (*ดังคำกล่าวที่ว่า familiarity breed contempt คือ เมื่อเราคุ้นเคยกับใครซักคน เราอาจจะเห็นด้านแย่ๆของเขาทั้งหมดจนเราหมดศรัทธา)

เมื่อเป็นเรื่องของโลโก้ตามความเป็นจริงแล้วยิ่งคนคุ้นเคยกับโลโก้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งก่อให้เกิดความเชื่อมโยงลักษณะเฉพาะของแบรนด์ไปในทางบวกมากเท่านั้น ทั้งรู้สึกถึงความน่าเชื่อถือ ความศรัทธา การพึ่งพาได้ สิ่งที่เป็นนวัตกรรม และความเป็นมิตร ในขณะที่เมื่อโลโก้ดูไม่คุ้นตา ผู้คนจะสรรหาคำพูดในทางลบมาอธิบายมัน เช่น เสแสร้ง (pretentious) ดูไม่มีรสนิยม (tacky) หรือน่าเบื่อ (boring)

แล้วมันหมายความว่าอย่างไรล่ะ? ถ้าคุณเริ่มคิดที่จะออกแบบโลโก้ของคุณใหม่ (redesign) ก็ให้คาดการณ์ไว้ก่อนเลยว่าจะได้รับเสียงตอบรับที่ไม่ดีกลับมา อย่างไรก็ตามเราสามารถวัดระดับเสียงตอบรับเหล่านั้นได้ เช่น ถ้าคุณกำลังกังวลว่า 10% ของเสียงตอบรับต่อโลโก้ใหม่ของคุณบอกว่ามัน “น่าเบื่อ” นั่นแปลว่ามันค่อนข้างดี เพราะไม่ว่าอย่างไรผู้บริโภคกว่า 14.69% ก็จะพูดถึงโลโก้ที่เขาไม่รู้จักว่า “น่าเบื่อ” อยู่แล้ว

ถึงแม้ว่านี่จะเป็นส่วนเล็กๆ ของผลการวิจัยจาก Siegel+Gale เท่านั้น แต่เราก็หวังว่าการวิจัยนี้จะทำให้เหล่านักออกแบบสร้างแบรนด์มีหลักการและข้อเท็จจริงพื้นฐานในการออกแบบโลโก้


Sources: Siegelgale, fastcodesign.

ปรับแต่ง illustrator ยังไงให้เร็วปรู๊ด!สวัสดีครับนักออกแบบสร้างแบรนด์ทุกท่าน เคยประสบกับปัญหาโปรแกรม illustrator ทำงานค้...
06/10/2015

ปรับแต่ง illustrator ยังไงให้เร็วปรู๊ด!
สวัสดีครับนักออกแบบสร้างแบรนด์ทุกท่าน เคยประสบกับปัญหาโปรแกรม illustrator ทำงานค้างหรือช้าระหว่างทำงานบ้างไหมครับ ปัจจัยที่ทำให้เครื่องช้านั้นอาจมีมาจากหลายสาเหตุ เช่น แรมไม่พอ CPU ประสิทธิภาพต่ำ ทั้งหมดทั้งมวลนี้อาจแก้ปัญหาด้าน Hardware ได้ แต่ก็ยังช้าอยู่ดี แล้วยังมีวิธีอื่นอีกหรือไม่

คำตอบคือไม่มีวิธีแก้ครับ แต่มีวิธีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้สามารถทำงานได้อย่างไหลลื่นได้ครับ ตัวช่วยที่ว่าคือ “GPU Mode” คือการให้โปรแกรม illustrator ประมวลผลการทำงานผ่าน “GPU” (Graphics Processing unit) โดยหน้าที่ของ GPU จะเป็นการแบ่งเบาภาระการทำงานของ CPU และไปพึ่งพาการ์ดจอมากขึ้น ทำให้ CPU มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น และยังรองรับการทำงานไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ หรือรายละเอียดเยอะ (ยิ่งการ์ดจอมีประสิทธิภาพ การทำงานก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพ)

ซึ่งก็สรุปได้ว่าหากต้องการให้ illustrator ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรเปิดโหมด GPU Performance โดยมีวิธีตามนี้ เข้าไปที่ Preference > GPU Performance แล้วติ๊กเครื่องหมายถูกเพื่อเปิดการใช้งาน แต่ฟังก์ชั่นนี้ถูกกำหนดให้ตั้งแต่เวอร์ชั่น CC2015 เป็นต้นไป และสนับสนุนเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่มีการ์ดจอแยกต่างหาก

เราคาดว่าทริกเล็กๆ น้อยๆ นี้จะช่วยให้นักสร้างแบรนด์ได้เสริมสร้างการออกแบบให้กับแบรนด์ได้อย่างไหลลื่น และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนะครับ

"Infographic" อีกหนึ่งงานออกแบบเพื่อใช้ในการสร้างแบรนด์ สวัสดีครับนักสร้างแบรนด์ทุกท่าน สำหรับบทความนี้จะเป็นการจุดประกา...
24/09/2015

"Infographic" อีกหนึ่งงานออกแบบเพื่อใช้ในการสร้างแบรนด์
สวัสดีครับนักสร้างแบรนด์ทุกท่าน สำหรับบทความนี้จะเป็นการจุดประกายนักสร้างแบรนด์ทุกท่านให้หันมาใช้ Infographic ในการสื่อสารกับผู้บริโภค เราจะเริ่มจุดประกายด้วยคำถามที่ว่า Infographic เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับเหล่านักออกแบบในการสร้างแบรนด์?

แต่ก่อนอื่นทุกๆ คนคุ้นหูกันบ้างไหมกับคำว่า “Infographic” ยิ่งถ้าทำงานสายออกแบบก็ยิ่งเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่ถ้ามองไปถึงกลุ่มผู้บริโภคแบรนด์ต่างๆ เขาจะทราบไหมครับว่า กว่าที่นักออกแบบจะผลิต Infographic ออกมาสารตั้งต้นเป็นอย่างไร

กว่าจะออกมาเป็น Infographic นักออกแบบจะต้องมีการผ่านกระบวนการคิดหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการแปลงข้อมูล รวบรวมข้อมูลที่มากมายให้มาอยู่แค่ในภาพเดียว หรือทำให้ความยากของข้อมูลสามารถสื่อสารผ่านภาพให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังต้องทำให้เนื้อหามีความน่าสนใจดึงดูดสายตาของผู้อ่าน ทำให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์และกลายเป็นตัวจุดประกายให้ผู้อ่านนำกลับไปคิดต่อได้

เนื่องด้วยคุณสมบัติที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นจึงทำให้ Infographic เหมาะสมกับยุคดิจิทัลในปัจจุบัน แล้ว Social network เองก็มีแนวโน้มผู้ใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อองค์กรและแบรนด์ต่างตระหนักถึงความสำคัญของ Infographic จึงนำมาใช้ในการโปรโมทสินค้า การบริการ ผลการรายงานของโครงการ หรือแคมเปญต่างๆ ฯลฯ ผ่านช่องทาง Social Network

เพื่อต้องการสื่อสารบางสิ่งบางอย่างที่อาจจะเข้าใจได้ยาก หรือบางข้อมูลที่มากมายให้สามารถเข้าใจได้ง่ายและกระตุ้นให้ผู้บริโภคเข้าถึง รวมไปถึงการสร้างความสัมพันธ์กับผู้พบเห็น

และคาดหวังว่ามันจะถูกนำไปแชร์ต่อ กระจายข่าว ประชาสัมพันธ์ออกไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น unicef องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ และ Coke แบรนด์ธุรกิจเครื่องดื่มใช้ Infographic ในการรายงานผลของกิจกรรมโครงการ และนวัตกรรมของตนเอง ซึ่งแต่ละเนื้อหาก็ขึ้นอยู่กับแบรนด์ว่าต้องการจะสื่อสารเกี่ยวกับอะไร

นอกจากนั้น Infographic ก็เปรียบเสมือนอีก 1 ช่องทางในการส่งเสริมภาพลักษณ์และจุดประสงค์ของแบรนด์กับบุคคลภายนอกที่ได้พบเห็น หรือสร้างการจดจำกับตัวแบรนด์นั่นเอง

จึงกล่าวได้ว่า Infographic เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับเหล่านักออกแบบในการสร้างแบรนด์ เพราะถ้าใน 1 Infographic สามารถที่จะรวบรวมเรื่องราวต่างของแบรนด์คุณได้ทั้งหมด! แล้วนักสร้างแบรนด์ทุกๆท่านหละ อยากให้ Infographic มีบทบาทอะไรในตัวแบรนด์บ้าง เอามาแชร์กันได้นะครับ

“LOGO” เป็นได้มากกว่าแค่ “สัญลักษณ์” ของแบรนด์สวัสดีครับนักสร้างแบรนด์ทุกท่าน โพสต์ก่อนหน้านี้เราได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวก...
22/09/2015

“LOGO” เป็นได้มากกว่าแค่ “สัญลักษณ์” ของแบรนด์

สวัสดีครับนักสร้างแบรนด์ทุกท่าน โพสต์ก่อนหน้านี้เราได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ “3 ความรู้สึกที่น่าทึ่งเมื่อสมองรับรู้ผ่าน Brand Logo” กันไปแล้วว่า Brand Logo นั้นมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม การตัดสินใจ รวมถึงการเข้าถึงผู้บริโภค งั้นเรามาทำความเข้าใจกันต่อให้ชัดเจนมากขึ้นในอีกแง่มุมกับเรื่องราวของ Logo ว่าแท้จริงคืออะไร สำคัญมากแค่ไหน สามารถเป็นภาพลักษณ์แบรนด์ได้เลยไหม

ถ้าเราแปลคำว่า Logo จาก Wikipedia จะได้ความว่า โลโก้ (logo ย่อมาจาก logotype) คือ สัญลักษณ์ทางกราฟฟิคที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายโดยองค์กร และผู้ทำการค้า เพื่อช่วยในการโปรโมทตัวเองให้สาธารณชนรู้จัก โลโก้สามารถเป็นได้ตั้งแต่ กราฟฟิคสัญลักษณ์ (symbol หรือ icon) ต่างๆ หรือการที่นำเอาชื่อขององค์กรมาทำเป็นโลโก้ตัวหนังสือ (เรียกโลโก้ประเภทนี้ว่า logotype หรือ wordmark) ก็ได้

ทว่าความเป็นจริงแล้วช่วงแรกโลโก้ถูกใช้เพียงแค่เป็นสัญลักษณ์แยกแยะสินค้าจากผู้ผลิตรายต่างๆ ออกจากกันเท่านั้น แต่หลังจากที่สภาพเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนไปนั้น มูลค่าของโลโก้ก็เพิ่มสูงขึ้น กล่าวคือโลโก้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นเจ้าของอีกต่อไปแล้ว มันแสดงถึงภาพลักษณ์ขององค์กร และยังเป็นจุดสัมผัสแรกๆ ที่ผู้บริโภคสามารถมองเห็นและมีปฏิสัมพันธ์ตอบสนอง (interaction) ได้อีกด้วย

ดูอย่างโลโก้ที่เราคุ้นเคยกันมากในยุคปัจจุบันอย่าง Google สิครับ โลโก้ที่ดูเหมือนง่ายๆ แต่กลับมีนัยะแฝงอยู่อย่างสำคัญ นอกจากเราจะเห็นมันทุกวันบนหน้าจอแล้ว เรายังสามารถเล่นสนุกไปกับโลโก้อย่างเจ้า Google doodle ได้อีกด้วย และเมื่อเร็วๆ นี้เอง Google ก็ได้ทำการเปลี่ยนหน้าตาโลโก้ให้เราได้เห็นกัน ซึ่งมีเสียงตอบรับมากมายหลายกระแสทั้งแง่บวกและลบ แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอีกด้านหนึ่งนะครับ ว่ามีผู้คนให้ความสนใจมากแค่ไหนและให้คุณค่าต่อแบรนด์ของเราอย่างไร

เริ่มจะเห็นความสัมพันธ์และความสำคัญของโลโก้กับแบรนด์ของคุณชัดเจนแล้วหรือยังครับ?

ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Google หรือแบรนด์ที่กำลังเกิดใหม่ในธุรกิจ SMEs ยังไงก็อย่าลืมให้ความสำคัญกับประตูบานแรกที่จะเปิดต้อนรับลูกค้าอย่างโลโก้กันนะครับ

แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานออกแบบกับการสร้างแบรนด์สวัสดีครับ นักสร้างแบรนด์ทุกท่านเคยสงสัยกันไหม? แรงบันดาลใจเพื่อนำไป...
18/09/2015

แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานออกแบบกับการสร้างแบรนด์

สวัสดีครับ นักสร้างแบรนด์
ทุกท่านเคยสงสัยกันไหม? แรงบันดาลใจเพื่อนำไปสู่การออกแบบนั้น มีความเกี่ยวข้องอะไรกับการสร้างแบรนด์?

ผมขออธิบายเป็นลักษณะตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจมากขึ้น ทุกท่านคงจะรู้จักแบรนด์ดังอย่าง Mercedes-Benz เป็นอย่างดี เหตุที่ยกตัวอย่างแบรนด์ Mercedes-Benz มาก็เพราะว่าก่อนที่ Mercedes-Benz จะมาเป็นโลโก้ที่เราเห็นกันทุกวันนี้

ต้นกำเนิดก็มาจากผู้ก่อตั้งได้นึกถึงคุณพ่อของเขาว่า ท่านเคยนำรูปดาวไปติดเหนือหลังคาบ้านตรงจุดที่มองเห็นวิวของเมืองโคโลญจน์และด้อยซ์ จึงได้เขียนจดหมายบอกภรรยาว่า สักวันหนึ่งดาวดวงนี้จะเปล่งประกายเหนือโรงงานของเขาเอง เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์

เขาจึงได้นำความคิดอันนี้เป็นต้นกำเนิดในการออกแบบโลโก้ของแบรนด์ เพื่อสื่อถึงความเปร่งประกายของดวงดาว ส่วนปลายแหลมทั้งสามของโลโก้ Mercedes-Benz แสดงถึงความปรารถนา 3 ประการ คือการช่วยทำให้การเดินทางง่ายขึ้นทั้งบนบก บนน้ำ และบนอากาศ แนวความคิดนี้จึงเกิดขึ้นมาได้ถูกการปรับแต่งจนกลายเป็นอัตลักษณ์ของแบรนด์จนถึงปัจจุบัน

จากตัวอย่างที่ผมยกมาจะเห็นได้ว่า แรงบันดาลใจมีผลให้เกิดแบรนด์และกลายมาเป็นอัตลักษณ์ของแบรนด์ในที่สุด ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการสร้างแบรนด์

อยากให้ทุกคนลองใส่ใจกับความทรงจำ ความฝัน หรือความชอบ มองจากสิ่งใกล้ๆ ตัว เพราะหนึ่งแรงบันดาลใจเล็กๆ เหล่านั้น อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ หรือส่งผลต่อการสร้างแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ของคุณในอนาคตก็ได้

ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นส่วนนึงในการค้นหาแรงบันดาลใจให้แก่ทุกท่านกันนะครับ เรื่องต่อไปมีอะไรเจ๋งๆ มาฝากกัน อย่าลืมติดตามด้วยนะครับ

Source: Manager

Get BRANDED by Designเข้าใจแบรนด์ผ่านงานดีไซน์คำกล่าวที่เป็นเหมือนวลีอมตะของชายนิรนามกล่าวไว้ว่า “Products are made in t...
15/09/2015

Get BRANDED by Design
เข้าใจแบรนด์ผ่านงานดีไซน์
คำกล่าวที่เป็นเหมือนวลีอมตะของชายนิรนามกล่าวไว้ว่า
“Products are made in the factory, but brands are created in the mind.” (สินค้า สร้างในโรงงาน แบรนด์ สร้างในใจของผู้คน)
คงเป็นข้อความสั้นๆ ที่อธิบายได้อย่างชัดเจนถึงความสำคัญของแบรนด์

ในยุคที่ทุกธุรกิจต่างแข่งขันแย่งชิงกันตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เพื่อให้สามารถครองใจลูกค้าหลักของตัวเองได้อย่างเหนี่ยวแน่น
บทความนี้จึงอยากอธิบายถึงสิ่งที่มุ่งเน้นนำเสนอผ่านชื่อเพจ BRANDisign ที่ประกอบไปด้วยคำ 2 คำคือ BRAND และ Design

BRAND
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จากประสบการณ์การทำงานที่ได้มีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบเชิงแบรนด์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรมหาชน และที่ท้าทายที่สุดคือองค์กร Start Up อย่าง SMEs ได้มีโอกาสพูดคุยกับบุคคลที่ทำงานในบทบาทต่างๆ ของภาคุรกิจและได้พยายามค้นหาคำนิยามของ “แบรนด์” ในมุมมองต่างๆ

เรื่องน่ายินดีก็คือ การสร้างแบรนด์ในทัศนะของคนส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกจำความอยู่เพียงการออกแบบโลโก้สวยๆ หรือการทำบรรจุภัณฑ์เพียงเท่านั้น เพราะอย่างที่เข้าใจในปัจจุบันว่าการออกแบบเพียงสิ่งเหล่านั้น อาจไม่เพียงพอสำหรับการเข้าไปนั่งในใจของลูกค้าเราได้ ฉะนั้น การครองใจของแบรนด์ที่ทรงพลังจึงจำเป็นต้องผ่านการร้อยเรียงเรื่องราวอย่างคัดสรร และสื่อสารผ่าน Brand Touchpoint ที่ถูกออกแบบอย่างลงตัว การออกแบบที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้สำหรับการสื่อสารแบรนด์เจ๋งๆ ของคุณ

DESIGN
ส่วนในมุมมองของ “Design” หรือนิยามของการออกแบบ การออกแบบที่ดีจำเป็นต้องมีจุดมุ่งหมาย ที่ปลายทางของงานที่อาจตอบสนองการแก้ปัญหา หรือ เพื่อเพิ่มสุนทรียความงาม หรือแม้แต่การตอบสนองอารมณ์ปักเจกบุคคลแบบไม่มีเหตุผลก็ยังเป็นเหตุผลที่เป็นจุดมุ่งหมายของการออกแบบ

ดังนั้นในเมื่อการออกแบบต้องมีส่วนในการทำหน้าที่สื่อสารเพื่อขับเคลื่อนแบรนด์แล้วละก็ เรื่องน่าสนใจของจุดมุ่งหมายการออกแบบสื่อสนับสนุนธุรกิจชิ้นนั้นนอกเหนือไปจากหน้าที่หลักเพื่อการสื่อสารโปรโมชั่น สร้างความอำนวยความสะดวกต่อการขาย หรือการบอกเล่าผลิตภัณฑ์และบริการแล้ว

สิ่งจำเป็นสูงสุดที่ต้องคำนึงคือ เราสามารถใช้การออกแบบเพื่อแฝงการนำเสนอแบรนด์ของเราอย่างกลมกลืนได้อย่างไร ให้เป็นเหมือนลายเซ็น (Sign) ของแบรนด์ที่นานวันยิ่งถักทอคุณค่าให้กับแบรนด์เพิ่มขึ่นเรื่อยๆ ให้ชิ้นงานเหล่านั้นเป็นสื่อเฉพาะของแบรนด์เราอย่างแท้จริง
*ตามชื่อเพจนะครับ "BRAND i Sign"

3 ความรู้สึกที่น่าทึ่งเมื่อสมองรับรู้ผ่าน Brand Logoนักประสาทวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า “logo” ของแบรนด์นั้นทุกภาคอุตสาหกรรมธุร...
11/09/2015

3 ความรู้สึกที่น่าทึ่งเมื่อสมองรับรู้ผ่าน Brand Logo
นักประสาทวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า “logo” ของแบรนด์นั้นทุกภาคอุตสาหกรรมธุรกิจต้องตระหนัก เพราะมันทำหน้าที่ได้มากกว่าการสื่อสารถึงชื่อ สินค้าหรือตราบริษัท “โลโก้” สามารถกระตุ้นถึงการทำงานของสมองในระดับที่ลึกซึ้ง จากการทดสอบด้วยครื่อง fMRI หรือ เครื่องมือวัดการทำงานของสมองจากค่าความต่างของระดับออกซิเจนและเลือด สมองแสดงผลสามความรู้สึกที่แตกต่างกันเมื่อมองเห็นโลโก้แบรนด์

1. “ความรู้สึกชื่นชอบ”
เมื่อเราเห็นโลโก้ของแบรนด์ที่เราชื่นชอบ สมองส่วน Ventral medial frontal pole หรือส่วนที่ส่งผลต่อความมั่นใจและการมองเห็นตัวเองจะถูกกระตุ้นให้ทำงานทันที ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เมื่อเราใช้สินค้าจากแบรนด์ที่เราชื่นชอบเราจะรู้สึกว่าเรามีความมั่นใจสูงขึ้น

2. “ความรู้สึกคุ้นเคย”
เมื่อเราเห็นโลโก้ของแบรนด์ที่เราคุ้นเคย สมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับอารมณ์ในแง่บวกและการให้รางวัลจะถูกกระตุ้นทันที (Pallidum, Posterior cingulate and Frontal cortex) แต่ถ้าโลโก้นั้นมาจากแบรนด์ที่เราไม่รู้จักหรือไม่เคยเห็นมาก่อน สมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ในแง่ลบ (Insula) เช่น ความกลัว จะถูกกระตุ้นแทน การค้นพบนี้สรุปได้ว่าคนเรามักใช้ประสบการ์ณที่ตัวเองเคยมีกับแบรนด์มาใช้ในการประเมินแบรนด์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3. “ความรู้สึกใกล้ชิด”
หากเรารู้สึกใกล้ชิดกับแบรนด์ใด การเห็นโลโก้ของแบรนด์นั้นจะสามารถกระตุ้นการทำงานในสมองที่ทำงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับบุคลลใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนหรือครอบครัว การค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่า แบรนด์สามารถยกระดับความสัมพันธ์จากสินค้ากลายไปเป็นคนสนิท คนรู้ใจได้ หากสามารถสร้างความสันพันธ์ในระดับใกล้ชิดกับผู้บริโภคได้

จากผลการทดลองกระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเร็วกว่า 400 มิลลิวินาทีหรือน้อยกว่าครึ่งวินาทีเท่านั้น

สุดท้ายนี้นอกจากโลโก้ของแบรนด์ที่สามารถสร้างความรู้สึกได้แล้ว ยังมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของเราอย่างเห็นได้ชัด มากกว่ามีหน้าที่แค่ทำให้เราจดจำ และมองเห็น นับว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่นักสร้างแบรนด์ผ่านงานออกแบบต้องคำนึงถึงเพื่อเป็นการสนับสนุนแบรนด์ของคุณให้เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างดีที่สุด
Source: posted by Rob Marsh from Logomaker

09/09/2015

“Motion Graphic” สำคัญต่อแบรนด์อย่างไร?
สวัสดีนักสร้างแบรนด์ทุกท่านนะครับ บทความนี้จะหยิบยกเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับการออกแบบกราฟิคเคลื่อนไหว ณ ที่นี้ขอนิยามไว้คร่าวๆ ก่อนว่าเป็นงานประเภท “แบรนด์ โมชั่น ดีไซน์” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเพจเรา
หลายท่านเคยสงสัยกันบ้างมั้ยว่า แบรนด์ดั้งเดิมนิ่งๆ ก็ดีอยู่แล้วจะทำให้มันเคลื่อนไหวไปเพื่ออะไร?... ถูกครับ แบรนด์เดิมดีอยู่แล้ว แล้วถ้าแบรนด์นั้นถูกทำให้มีชีวิตขึ้นมาหล่ะครับ มันจะไม่ยิ่งดีไปกว่าเดิมหรือครับ ขออนุญาติยกตัวอย่างแบรนด์ดังๆอย่าง Adidas ได้เริ่มนำรองเท้ารุ่นที่นิยมในอดีตกลับมาจำหน่าย ให้คนรุ่นใหม่ได้เป็นเจ้าของ แล้วคนรุ่นใหม่ๆ จะรู้ได้ยังไงว่ารองเท้ารุ่นนี้ในอดีตมันดังยังไง Adidas จึงมี Motion Graphic ออกมาเพื่อเล่า Story และ วิวัฒนาการของ Product เพื่อขยายคุณค่าของแบรนด์ ผู้บริโภคจึงมีเหตุผลในการเลือกซื้อสินค้าจากเรื่องราวของแบรนด์
สรุปได้ว่า Motion Graphic จึงถือเป็นเครื่องมือเล่าเรื่องให้กับแบรนด์ที่ดีเยี่ยมอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ ส่วนจะหยิบยกการเล่าเรื่องยังไง ไม่มีข้อจำกัดเลยครับ เพราะถ้าแบรนด์มีชีวิตแล้ว เรื่องราวจะตามมาเอง นักสร้างแบรนด์ทุกท่านมีวิธีการนำเสนอแบรนด์ให้มีชีวิตอย่างไร นำมาแชร์กันได้นะครับ
Credit VDO: Adidas

ที่อยู่

Bangkok
10260

เบอร์โทรศัพท์

(662) 741 7107

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ BRANDisignผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์