10/06/2013
ทุกวันนี้กระแสความนิยมของผู้บริโภคเริ่มใช้ SmartPhone มากขึ้น เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือที่ทำให้มันมีขนาดเล็กลง แต่มีความสามารถมากขึ้น ทำให้มีปริมาณการใช้อุปกรณ์ประเภท SmartPhone และ Tablet เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
กระแสความนิยมการใช้ SmartPhone และ Tablet ได้สร้างฐานลูกค้าขนาดมหาศาลที่มีทั่วโลก บริษัทผู้ผลิต Software และ Application ก็ได้ตามเข้ามาทำธุรกิจบนฐานลูกค้ากลุ่มนี้ ดังจากที่เห็นได้ว่าค่าย Apple ก็มี iTunes, Apple Store ค่าย Android ก็มี Google Play นั่นเพียงแค่แบ่งตามผู้ผลิต OS หรือซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการเท่านั้น ถ้ามองในมุมของยี่ห้อของอุปกรณ์เหล่านี้ เช่น Samsung, Blackberry หรือในมุมของผู้ให้บริการอย่าง AIS, DTAC, True ต่างก็มี Store หรือ “ร้านค้าออนไลน์” เป็นของตนเอง นี่คงไม่ต้องอธิบายมากว่าฐานลูกค้ากลุ่มนี้มันหอมหวลสำหรับผู้ผลิต Software, Hardware และผู้ให้บริการต่างๆ มากมายแค่ไหน
แต่ถ้าท่านลองสังเกตดูดีๆ สินค้าที่อยู่บนร้านค้าออนไลน์พวกนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มดังนี้
แอพ (Application – โปรแกรมประยุกต์) ในรูปแบบต่างๆ
เกมส์ ทั้งแบบเล่นคนเดียว และเล่นหลายคนใน Network
e-Book หนังสือ/นิตยสาร/หนังสือพิมพ์
สิ่งที่เหมือนกัน ที่ทำให้ผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้สร้างรายได้มหาศาล (จากฐานลูกค้าอันมโหฬาร) และเจ้าของ Store เหล่านี้ก็มีความสุขจากค่าหัวคิวในการขายสินค้า ก็คือ
เป็น Freemium – มาจากคำว่า Free + Premium นั่นก็คือ แอพและเกมส์ส่วนใหญ่จะ download ฟรี แต่ข้างในนั้นจะเปิดโอกาสให้จ่ายเงินเพิ่ม เพื่อซื้อ version Upgraded หรือเพื่อไม่แสดงโฆษณา หรือเพื่อซื้อ item มาใช้ (เช่น เกมส์ต่างๆ) เหล่านี้เรียกว่า “In-App Purchase” (คือเข้าไปซื้อของเมื่อได้ใช้แอพนั้นแล้ว) บริษัทผู้ผลิตแอพและเกมส์เขามีรายได้จากตรงนี้ครับ เช่น เกมส์ Clash of Clans มีคนซื้อ item ในเกมส์เป็นมูลค่าวันละ 1 ล้านเหรียญ (ประมาณวันละ 30 ล้านบาท โดยที่เขาไม่ต้องมีต้นทุนสำหรับ item พวกนี้เลย เพราะมันเป็นสิ่ง “เสมือน” ที่อุปโลกขึ้นมาในโลกออนไลน์)
ขยายฐานผู้ใช้โดยวิธีการบอกต่อ – เมื่อเกมส์นี้เล่นสนุก..เราก็บอกเพื่อน ถ้าเราใช้ Line แล้วชอบ..เราก็บอกเพื่อน คนผลิต Line มีรายได้จากไหน..ก็จาก Sticker ไงครับ แล้วก็ค่า license ที่ใครก็ตามที่อยากผลิต Sticker Line ออกขายบ้างต้องจ่ายค่าแฟรนไชส์ให้ Line ก่อน
จุดหลักมันมีอยู่แค่นี้เอง ทำแอพหรือเกมส์ดีๆ มาอย่างหนึ่ง ออกแบบให้คนอยากอวด อยากโชว์ อยากมีเพื่อนร่วมเล่น (ลองนึกถึง Instagram, Line, Facebook – แหม..ว่าจะไม่แตะแล้ว) แล้วก็ให้คนบอกต่อ แล้วหลังจากนั้นก็ตามไปขาย Ads, item, upgrade ฯลฯ
พวกเขากำลังร่ำรวยจากการใช้ทรัพย์สินแฝงของเรา
ทรัพย์สินแฝง (Hidden Asset) ที่ผมว่าก็คือเครือข่ายของเรา ความสัมพันธ์และสังคมเพื่อนฝูงของเรา ความที่เรามีอิทธิพลต่อคนที่เรารู้จัก (บอกต่อแล้วเขาเชื่อ – ดาวน์โหลดบ้าง ซื้อตามบ้าง) ภาษาทางการเขาเรียกว่า Social Graph นี่คือสิ่งที่บริษัทพวกนี้กำลังใช้..ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าของเขาโดยแทบไม่ต้องออกแรง
อย่าเพิ่งมีทัศนคติเป็นลบกับบริษัทพวกนี้นะครับ มันแค่เป็นเพียงเรื่องของกลไลการตลาด, Social Media, Social Marketing
Rippln เห็นโอกาส และให้โอกาสกับเราทุกคน
วิสัยทัศน์ของ Rippln ก็คือ เขาเห็นว่าทรัพย์สินแฝงที่ผมพูดถึงนั้น “มีคุณค่า” และ “ควรค่า” ที่เจ้าของทรัพย์สิน (เช่นเราทุกคน) ควรได้ประโยชน์จากมัน ถ้ามีคนอื่นกำลังหารายได้จากมัน (ทรัพย์สินของเรา) เราควรเป็นส่วนหนึ่งของรายได้นั้นบ้าง
Rippln ก็เลยบอกว่า เอางี้..ถ้าใครมีเครือข่าย/เพื่อนฝูง/คนรู้จัก บอกให้เขารู้สิ แล้วในอนาคต..เมื่อ Rippln ทำแอพ/เกมส์/e-Book ออกมาขายบ้าง และเมื่อเกิด In-App Purchase เขาก็จะแบ่งรายได้ให้..ตามโครงสร้างของการแนะนำบอกต่อ (Social Graph) ของเรา