The Economy Of China

The Economy Of China นิตยสารทางธุรกิจ
The Economy Of China/Thai version

Editorial | The Economy of Chinaงาน China International Fair for Investment and Trade หรือ CIFIT ครั้งที่ 26 ซึ่งเปิดฉาก...
09/09/2026

Editorial | The Economy of China

งาน China International Fair for Investment and Trade หรือ CIFIT ครั้งที่ 26 ซึ่งเปิดฉากขึ้นที่เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ระหว่างวันที่ 8–11 กันยายน 2026 อาจดูเหมือนเป็นเพียงอีกหนึ่งงานแสดงสินค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของจีน แต่หากมองให้ลึกลงไป CIFIT กำลังสะท้อนภาพที่สำคัญกว่านั้น นั่นคือ ความพยายามของจีนในการรักษาและขยายความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ในช่วงเวลาที่กระแสการลดความเสี่ยงและการปรับห่วงโซ่อุปทานกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

CIFIT ครั้งนี้มีผู้แทนจาก 129 ประเทศและภูมิภาค รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ 30 แห่ง ขณะที่มีหน่วยงานรัฐบาลและคณะธุรกิจกว่า 1,200 แห่ง และผู้บริหารกับนักธุรกิจกว่า 2,600 คนเข้าร่วม พื้นที่จัดงานยังขยายจาก 120,000 ตารางเมตรเป็น 200,000 ตารางเมตร โดยแบ่งออกเป็น 14 โซน ครอบคลุมทั้งการลงทุนในจีน การลงทุนของจีนในต่างประเทศ และการลงทุนระหว่างประเทศ ตัวเลขเหล่านี้จึงมีความหมายมากกว่าการบอกว่างานมีขนาดใหญ่ เพราะสะท้อนให้เห็นว่า แม้เศรษฐกิจโลกกำลังพยายามกระจายความเสี่ยง แต่ความสนใจต่อจีนในฐานะตลาด แหล่งผลิต ศูนย์กลางเทคโนโลยี และพื้นที่ลงทุนยังคงมีอยู่

สิ่งที่ CIFIT กำลังบอกเราจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “จีนต้องการเงินลงทุนจากต่างประเทศ” แต่เป็นภาพของเศรษฐกิจโลกที่กำลังปรับตัวเข้าสู่รูปแบบใหม่ ประเทศต่าง ๆ และบริษัทข้ามชาติอาจไม่ได้ต้องการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถละเลยตลาดและศักยภาพของจีนได้ง่าย ๆ การลดความเสี่ยงจึงไม่ได้แปลว่าการตัดขาด และการแข่งขันก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องยุติความร่วมมือ

ในมุมมองของ The Economy of China นี่คือประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของ CIFIT ครั้งนี้ เพราะเศรษฐกิจโลกในอนาคตอาจไม่ได้ถูกกำหนดโดยคำถามว่า “ใครจะเลือกจีน หรือใครจะเลือกตะวันตก” แต่กำลังเปลี่ยนไปสู่คำถามที่ซับซ้อนกว่านั้นว่า แต่ละประเทศและแต่ละบริษัทจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการแข่งขัน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความร่วมมือระหว่างประเทศได้อย่างไร

CIFIT จึงเป็นมากกว่างานลงทุนในเมืองเซี่ยเหมิน เพราะมันเป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน จากยุคของการพึ่งพากันอย่างไร้ข้อจำกัด ไปสู่ยุคของการพึ่งพากันอย่างมีเงื่อนไข แต่ถึงอย่างนั้น โลกก็ยังไม่สามารถแยกตัวออกจากกันได้โดยสมบูรณ์ และจีนก็ยังคงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของระบบเศรษฐกิจโลกที่ทุกฝ่ายต้องคำนึงถึง

ท้ายที่สุด สิ่งที่น่าจับตามองอาจไม่ใช่เพียงว่า CIFIT ครั้งต่อไปจะมีผู้เข้าร่วมกี่ประเทศ แต่คือจีนและโลกจะสามารถสร้างรูปแบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใหม่ที่อยู่ร่วมกันได้อย่างไร เพราะในโลกที่การแข่งขันสูงขึ้น การปิดประตูอาจสร้างความปลอดภัยในบางด้าน แต่การเปิดประตูอย่างมียุทธศาสตร์ อาจเป็นสิ่งที่สร้างโอกาสให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากกว่า

The 26th China International Fair for Investment and Trade (CIFIT), which opened in Xiamen, Fujian Province, from September 8–11, 2026, may appear to be simply another international investment and trade event in China. But looking more closely, CIFIT reflects something much more significant: China’s continued effort to maintain and expand its economic connections with the rest of the world at a time when economies everywhere are seeking to reduce risks and restructure their supply chains.

This year’s CIFIT has attracted participants from 129 countries and regions, including 30 international organizations. More than 1,200 government agencies and business delegations, along with over 2,600 executives and business leaders, are taking part. The exhibition area has also expanded from 120,000 square meters to 200,000 square meters, with 14 specialized zones covering investment in China, China’s outbound investment, and international investment. These figures mean more than simply showing that the event has grown in size. They demonstrate that despite efforts to diversify economic risks, China continues to attract global attention as a major market, manufacturing base, technology center, and investment destination.

What CIFIT is showing us, therefore, may not simply be that “China wants foreign investment.” It is a reflection of a global economy entering a new phase. Countries and multinational companies may no longer want to become excessively dependent on any single country, but at the same time, they cannot easily ignore China’s market and economic potential. De-risking does not necessarily mean decoupling, and competition does not necessarily mean the end of cooperation.

From The Economy of China’s perspective, this is perhaps the most important message emerging from this year’s CIFIT. The future global economy may not be defined by the simple question of “who chooses China and who chooses the West.” Instead, the more complex question is how countries and businesses can balance competition, economic security, and international cooperation.

CIFIT is therefore more than an investment fair in Xiamen. It is a reflection of a global economy undergoing a transition—from an era of largely unrestricted interdependence toward one in which interdependence is increasingly managed and conditioned. Yet even in this new environment, the world cannot completely separate itself, and China remains one of the key centers of the global economic system that every major economy must take into consideration.

Ultimately, what deserves attention is not simply how many countries will participate in the next CIFIT, but how China and the rest of the world will build a new model of economic relations that allows them to coexist and prosper. In a world of intensifying competition, closing the door may provide security in some areas. But opening the door strategically may create far greater opportunities for economic growth.

Seht Harnrojjana
Founder & Editor
The Economy of China

The 26th China International Fair for Investment and Trade (CIFIT) ...

09/09/2026

งานมหกรรม China International Fair for Investment and Trade (CIFIT) ครั้งที่ 26 เปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา ณ เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกของจีน โดยมีนักลงทุน ผู้นำภาคธุรกิจ ผู้แสดงสินค้า และคณะผู้แทนจากนานาชาติเข้าร่วม เพื่อสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศกับตลาดสำคัญของจีน

การจัดงาน CIFIT ในปีนี้สะท้อนบทบาทของเซี่ยเหมินในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางด้านการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศของจีน โดยเวทีดังกล่าวเปิดโอกาสให้บริษัทและนักลงทุนจากหลายประเทศได้พบปะ แลกเปลี่ยนข้อมูลทางธุรกิจ และมองหาโอกาสความร่วมมือในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ขณะเดียวกันยังเป็นช่องทางสำคัญในการเชื่อมโยงเงินทุน เทคโนโลยี และตลาดระหว่างจีนกับเศรษฐกิจทั่วโลก

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน งาน CIFIT จึงมีความสำคัญมากขึ้นในฐานะเวทีส่งเสริมการลงทุนระหว่างประเทศ และสะท้อนความพยายามของจีนในการรักษาความเชื่อมโยงกับนักลงทุนและภาคธุรกิจทั่วโลก

Source: CCTV+

09/09/2026

ความร่วมมือกับจีนคือแนวทางที่เดินหน้าต่อไป ขณะที่แนวคิดการ “ตัดขาด” หรือ Decoupling ระหว่างยุโรปกับจีนถือเป็นเรื่องไร้สาระ หากบริษัทเยอรมนีและยุโรปต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันและเดินหน้าสร้างนวัตกรรมต่อไป Walter Döring ประธาน Academy of German Hidden Champions (ADWM) กล่าวระหว่างเข้าร่วมงาน China International Fair for Investment and Trade (CIFIT) ครั้งที่ 26 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกของจีน

Döring มองว่า จีนยังคงเป็นตลาดและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อภาคธุรกิจเยอรมนีและยุโรป การส่งเสริมความร่วมมือ การลงทุน และการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี จึงมีความสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในระยะยาว ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ท่าทีดังกล่าวสะท้อนมุมมองของภาคธุรกิจยุโรปบางส่วนที่เห็นว่า การลดความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับจีนอย่างรุนแรงอาจเพิ่มต้นทุนและจำกัดโอกาสทางธุรกิจ ขณะที่การรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานกับจีนอาจช่วยให้บริษัทเยอรมนีและยุโรปสามารถเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ รวมถึงรักษาศักยภาพด้านนวัตกรรมและการแข่งขันในตลาดโลกได้ต่อไป

Source:China Xinhua economy

เมื่อวันที่ 1 กันยายน ศูนย์ส่งเสริมการลงทุนเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ และ Greater Geneva Bern area (GGBa) หน่วยงานส่งเสริมการพัฒ...
08/09/2026

เมื่อวันที่ 1 กันยายน ศูนย์ส่งเสริมการลงทุนเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ และ Greater Geneva Bern area (GGBa) หน่วยงานส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ตะวันตก จัดการประชุมออนไลน์ภายใต้โครงการ “Invest in Shanghai” Cloud Meeting Room เพื่อส่งเสริมการลงทุนระหว่างสองฝ่าย โดยมุ่งเน้นการจับคู่ความร่วมมือในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การส่งเสริมการลงทุนแบบสองทาง และการกำหนดแนวทางความร่วมมือที่สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะใช้การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการเพิ่มการไหลเวียนของเงินลงทุนระหว่างเซี่ยงไฮ้กับสวิตเซอร์แลนด์ตะวันตก โดยจะมุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่แต่ละฝ่ายมีจุดแข็งร่วมกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลและงานวิจัยด้านอุตสาหกรรม รวมถึงส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมและความร่วมมือตลอดห่วงโซ่มูลค่า

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะใช้แพลตฟอร์มและเครือข่ายระดับสูงเพื่อสนับสนุนบริษัทสวิตเซอร์แลนด์ที่ต้องการเข้าสู่ตลาดจีนและเซี่ยงไฮ้ ขณะเดียวกันก็จะช่วยให้บริษัทจากเซี่ยงไฮ้ขยายธุรกิจเข้าสู่สวิตเซอร์แลนด์ตะวันตก พร้อมเตรียมจัดตั้งกลไกประสานงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรม แนวโน้มตลาด และความต้องการของภาคธุรกิจ ซึ่งจะช่วยสร้างช่องทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างเซี่ยงไฮ้กับสวิตเซอร์แลนด์ให้มีความต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

🤩👏🥳On September 1, the Shanghai Municipal Investment Promotion Center and the Greater Geneva Bern area (GGBa) — Western Switzerland's economic development agency — convened an "Invest in Shanghai" Cloud Meeting Room session, focused on two-way investment promotion, targeted alignment of priority industries, and concrete pathways for bilateral cooperation.

Both sides agreed to use the session as a springboard to deepen two-way investment flows, concentrate efforts on sectors of mutual strength, share industry research, and foster innovation synergies along the value chain. They will also leverage top-tier platforms to support Swiss companies entering China and Shanghai companies expanding into Western Switzerland, and establish a regular coordination mechanism to share industry intelligence and corporate demand. Bern area

Source: i Invest Shanghai

เงินหยวนจีน หรือเหรินหมินปี้ (RMB) กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในทวีปแอฟริกา ท่ามกลางการขยายตัวของการค้าระหว่างจีนกับประเทศต่าง...
08/09/2026

เงินหยวนจีน หรือเหรินหมินปี้ (RMB) กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในทวีปแอฟริกา ท่ามกลางการขยายตัวของการค้าระหว่างจีนกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค โดยหลายประเทศเริ่มพัฒนาระบบการชำระเงินและโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่เอื้อต่อการใช้เงินหยวนในการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนมากขึ้น

พัฒนาการล่าสุดมีทั้งการเปิดให้บริการชำระบัญชีการค้าโดยตรงด้วยเงินหยวนในแทนซาเนีย การขยายการเชื่อมต่อกับระบบการชำระเงินระหว่างธนาคารข้ามพรมแดนของจีน (CIPS) ในเคนยาและนามิเบีย ตลอดจนการจัดตั้งระบบรองรับการชำระบัญชีเงินหยวนสำหรับภูมิภาคแอฟริกา ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนว่าเงินหยวนกำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในธุรกรรมการค้าระหว่างจีนกับแอฟริกา และอาจช่วยลดการพึ่งพาสกุลเงินตัวกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการระหว่างกัน

การขยายบทบาทของเงินหยวนในแอฟริกายังสอดคล้องกับการเติบโตของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะในด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงทางการเงิน เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น เงินหยวนจึงมีโอกาสถูกนำมาใช้โดยตรงในธุรกรรมระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่ายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการค้าข้ามพรมแดนและเสริมบทบาทของเงินหยวนในระบบการเงินระหว่างประเทศ

China's currency, the renminbi (RMB), is playing a bigger role in Africa as trade with the continent flourishes. From the launch of direct RMB settlement services in Tanzania to expanded connectivity with the Cross-Border Interbank Payment System (CIPS) in Kenya and Namibia, as well as the establishment of RMB clearing arrangements for Africa, such recent developments highlight the growing role of the Chinese currency in cross-border transactions.

Source:China Xinhua economy

จีนประกาศแนวทางระดับชาติฉบับแรกเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน อาทิ ผ้าไหม ชา และเครื่องล...
08/09/2026

จีนประกาศแนวทางระดับชาติฉบับแรกเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน อาทิ ผ้าไหม ชา และเครื่องลายคราม โดยตั้งเป้าหมายให้ภายในปี 2028 มีบริษัทชั้นนำ 50 แห่งในอุตสาหกรรมเหล่านี้ที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 10,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 1,480 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อบริษัท

แนวทางดังกล่าวจัดทำร่วมกันโดยกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) และหน่วยงานรัฐบาลอีก 5 แห่ง พร้อมกำหนดเป้าหมายสร้างแบรนด์สินค้าเพื่อผู้บริโภคระดับชาติ 100 แบรนด์ รวมถึงพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมหลายแห่งที่มีมูลค่าผลผลิตต่อปีกว่า 100,000 ล้านหยวนภายในปี 2028 ขณะที่ภายในปี 2030 จีนต้องการผลักดันให้เกิดบริษัทระดับโลกและแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิมของประเทศขึ้นสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก

อุตสาหกรรมที่อยู่ในแนวทางดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผ้าไหม ชา และเครื่องลายคราม แต่ยังครอบคลุมการแพทย์แผนจีน การผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งานศิลปหัตถกรรม รวมถึง “สี่สมบัติแห่งห้องหนังสือ” ได้แก่ พู่กันจีน แท่งหมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก ซึ่งล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และสะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจีน

รัฐบาลจีนระบุว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมที่สืบทอดมายาวนานและมีลักษณะเฉพาะของจีนให้มีคุณภาพสูง จะช่วยขยายอุปสงค์ภายในประเทศและกระตุ้นการบริโภค ขณะเดียวกันยังเป็นกลไกสำคัญในการสืบทอดอารยธรรมจีนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางวัฒนธรรม โดยเป้าหมายสำคัญคือการนำทุนทางวัฒนธรรมที่สั่งสมมานานมาผสานเข้ากับการผลิตสมัยใหม่ แบรนด์ และตลาดโลก เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมของจีน

China on Monday issued its first national guideline on boosting the high-quality development of time-honored industries such as silk, tea and porcelain, targeting 50 leading enterprises with annual revenues exceeding 10 billion yuan (about 1.48 billion U.S. dollars) each by 2028.

The guideline, jointly issued by the Ministry of Industry and Information Technology (MIIT) and five other government departments, also aims to shape 100 national consumer brands and build several industrial clusters with an annual output of over 100 billion yuan by 2028, and to foster world-class enterprises and renowned brands by 2030 as these industries move up the global value chain.

Developing established industries with profound Chinese features, which also cover traditional Chinese medicine, brewing, arts and crafts, and the "four treasures of the study" -- writing brush, ink stick, paper and inkstone, is an effective way to expand domestic demand and boost consumption, as well as an important vehicle for passing on Chinese civilization and strengthening cultural confidence, according to the guideline.

Source:Economic dairy China

07/09/2026

นครเซี่ยงไฮ้เปิดใช้งานโรงซ่อมบำรุงอากาศยานลำตัวกว้าง (Wide-body Aircraft) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย นับเป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานครั้งสำคัญของจีน และช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเซี่ยงไฮ้ในฐานะศูนย์กลางการบินและอุตสาหกรรมการบินระดับภูมิภาค

โรงซ่อมแห่งนี้มีความกว้าง 313 เมตร ลึก 146 เมตร และมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 46,000 ตารางเมตร ภายในอาคารสามารถรองรับการซ่อมบำรุงเครื่องบินลำตัวกว้างได้พร้อมกันถึง 9 ลำ และเครื่องบินลำตัวแคบอีก 2 ลำ สะท้อนถึงขนาดและศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้านการบำรุงรักษาอากาศยานที่จีนกำลังพัฒนา

การเปิดใช้งานโรงซ่อมขนาดใหญ่ดังกล่าวมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการบินของจีน เนื่องจากการเติบโตของฝูงบินและจำนวนเที่ยวบินทำให้ความต้องการบริการซ่อมบำรุงอากาศยานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การมีศูนย์ซ่อมบำรุงขนาดใหญ่ภายในประเทศจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ลดการพึ่งพาศูนย์ซ่อมในต่างประเทศ และสร้างโอกาสทางธุรกิจในห่วงโซ่อุตสาหกรรมการบิน ตั้งแต่การบำรุงรักษา วิศวกรรม ไปจนถึงการจัดหาอะไหล่และบริการที่เกี่ยวข้อง

ในภาพใหญ่ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานการบินลักษณะนี้ยังสะท้อนการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินจีนจากการเป็นเพียงผู้ใช้งานอากาศยาน ไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมการบินที่ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งการผลิต การซ่อมบำรุง และบริการด้านการบิน ซึ่งจะมีบทบาทต่อการแข่งขันของจีนในตลาดการบินระหว่างประเทศในระยะยาว

Source:China Xinhua economy

07/09/2026

งาน China International Small and Medium Enterprises Fair (CISMEF) ครั้งที่ 21 ซึ่งจัดขึ้นที่นครกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ปิดฉากลงเมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา โดยภายในงานมีการจัดพื้นที่สำหรับผู้เข้าร่วมจากเขตเศรษฐกิจสมาชิก APEC เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจสำรวจนวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแสวงหาแนวทางความร่วมมือระหว่างกัน

งาน CISMEF ถือเป็นเวทีสำคัญสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการพบปะแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และโอกาสทางธุรกิจ โดยการให้ความสำคัญกับ AI ในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ต่อการยกระดับขีดความสามารถของ SMEs ทั้งในด้านการผลิต การบริหารจัดการ การตลาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์

การเปิดพื้นที่ให้สมาชิก APEC เข้ามาสำรวจนวัตกรรม AI ยังสะท้อนแนวโน้มที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกำลังมองหาความร่วมมือด้านเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

การจัดงานที่กว่างโจวจึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีแสดงสินค้าและเทคโนโลยีของ SMEs เท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางเชื่อมโยงธุรกิจจากจีนกับเศรษฐกิจสมาชิก APEC และอาจนำไปสู่ความร่วมมือใหม่ในด้าน AI เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาธุรกิจในอนาคต.

Source:CCTV+

Editorial | The Economy of Chinaจีนผู้นำเทคโนโลยีและการผลิต: เปลี่ยนทะเลให้เป็นโรงงานผลิตอาหารเมื่อพูดถึงการเพาะเลี้ยงสั...
05/09/2026

Editorial | The Economy of China

จีนผู้นำเทคโนโลยีและการผลิต: เปลี่ยนทะเลให้เป็นโรงงานผลิตอาหาร

เมื่อพูดถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คนส่วนใหญ่อาจนึกถึงบ่อปลา กระชังริมแม่น้ำ หรือฟาร์มตามแนวชายฝั่ง แต่จีนกำลังทำให้ภาพเหล่านี้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เพราะพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของจีนกำลังขยายออกจากชายฝั่งสู่ทะเลลึกและทะเลเปิด และสิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาอุตสาหกรรมประมง แต่กำลังเป็นการสร้าง “โรงงานผลิตอาหาร” รูปแบบใหม่กลางทะเล

ในปี 2025 จีนมีผลผลิตสัตว์น้ำรวมกว่า 76.5 ล้านตัน โดยผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสูงถึง 63.24 ล้านตัน หรือ 82.6% ของผลผลิตทั้งหมด ตัวเลขนี้ทำให้เห็นชัดว่าอนาคตของภาคประมงจีนไม่ได้พึ่งพาการจับสัตว์น้ำจากธรรมชาติเป็นหลักอีกต่อไป แต่กำลังเคลื่อนไปสู่ระบบการผลิตที่สามารถควบคุมได้มากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขผลผลิตคือ “พื้นที่ผลิต” กำลังเปลี่ยนไป

จีนกำลังนำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำออกจากพื้นที่ชายฝั่งที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ มลภาวะ ความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงต่อระบบนิเวศ ไปสู่ทะเลเปิด โดยใช้แพลตฟอร์มเพาะเลี้ยงขนาดใหญ่ เรือเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ

นี่คือจุดที่เรื่อง “ประมง” เริ่มเชื่อมเข้ากับ “วิศวกรรม”

การสร้างฟาร์มในทะเลเปิดไม่ใช่เพียงการนำกระชังไปวางในทะเล แต่ต้องอาศัยเทคโนโลยีในการออกแบบโครงสร้างให้สามารถรับมือกับคลื่น ลม และพายุ การควบคุมคุณภาพน้ำ ระบบให้อาหารอัตโนมัติ เซ็นเซอร์ ระบบติดตามสุขภาพของปลา ตลอดจนการบริหารจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ จีนกำลังเปลี่ยนการเลี้ยงปลาให้มีลักษณะใกล้เคียงกับ “โรงงานอัจฉริยะ” มากขึ้น

แนวคิดนี้มีความสำคัญต่อจีนมากกว่าการเพิ่มผลผลิตอาหาร เพราะจีนมีประชากรจำนวนมหาศาล ขณะที่พื้นที่บนบกและพื้นที่ชายฝั่งมีข้อจำกัด การขยายพื้นที่ผลิตออกไปในทะเลจึงเป็นการสร้าง “พื้นที่เศรษฐกิจใหม่” ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาเศรษฐกิจ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในทะเลลึกควรถูกมองในฐานะส่วนหนึ่งของ “เศรษฐกิจทางทะเล” ไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมประมง

เมื่อจีนสามารถสร้างแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ในทะเลได้ เทคโนโลยีที่ใช้ก็สามารถเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่น ตั้งแต่ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ เซ็นเซอร์ วิศวกรรมทางทะเล การต่อเรือ ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อาหาร

นี่คือสิ่งที่น่าสนใจในโมเดลเศรษฐกิจจีน เพราะจีนไม่ได้มองปัญหาแต่ละเรื่องแยกออกจากกัน หากแต่พยายามเชื่อมอุตสาหกรรมหลายประเภทเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบการผลิตใหม่

จาก “ฟาร์มปลา” จึงกลายเป็น “Marine Smart Factory”

คำถามสำคัญในอนาคตอาจไม่ใช่เพียงว่า จีนจะผลิตปลาได้มากขึ้นอีกเท่าไร แต่คือ จีนจะสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปสร้างระบบการผลิตอาหารในทะเลที่มีประสิทธิภาพและมีต้นทุนแข่งขันได้มากเพียงใด

หากทำได้สำเร็จ ทะเลจะไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางการค้า แหล่งประมง หรือพื้นที่สำหรับอุตสาหกรรมพลังงานอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นหนึ่งใน “พื้นที่การผลิต” ที่สำคัญของเศรษฐกิจโลก

และนี่อาจเป็นอีกหนึ่งภาพของจีนในศตวรรษที่ 21 ที่น่าจับตามอง — ประเทศที่ไม่ได้เพียงพยายามผลิตให้มากขึ้นบนผืนดิน แต่กำลังมองออกไปในทะเล และใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนพื้นที่มหาศาลที่เคยเป็นเพียงธรรมชาติ ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหารในอนาคต

China Leads in Technology and Production: Turning the Ocean into a Food Factory

When we think of aquaculture, most people probably picture fish ponds, cages along rivers, or farms near the coastline. But China is rapidly changing that picture. Aquaculture is expanding from coastal waters into the deep sea and open ocean, and this transformation may represent far more than the modernization of the fishing industry. China is beginning to build a new form of “food factory” in the middle of the ocean.

In 2025, China’s total aquatic product output reached more than 76.5 million tons, with aquaculture accounting for 63.24 million tons, or 82.6 percent of total output. These figures show that the future of China’s fisheries industry is increasingly moving away from reliance on wild catches and toward a more controlled and technology-driven production system.

More important than the production figures, however, is the transformation of the production space itself.

China is moving aquaculture away from increasingly crowded coastal areas, where land and marine resources face growing constraints, toward deeper and more open waters. Large-scale offshore platforms, intelligent aquaculture vessels and specialized marine infrastructure are being developed to support this transition.

This is where aquaculture begins to merge with engineering.

Operating an aquaculture farm in the open ocean is not simply a matter of placing cages in the sea. It requires advanced engineering to withstand waves, strong winds and typhoons, as well as technologies for monitoring water quality, automated feeding, fish health management, sensors and real-time data systems.

In other words, China is turning fish farming into something increasingly similar to a “smart factory.”

For China, this concept is about much more than increasing food production. With a huge population and increasingly limited land and coastal space, expanding production into the ocean creates a new economic frontier while also strengthening food security.

This is why deep-sea aquaculture should be viewed as part of the broader marine economy, rather than simply as an extension of the traditional fishing industry.

The development of large offshore platforms requires technologies that connect multiple industries—from automation, robotics and artificial intelligence to sensors, marine engineering, shipbuilding, logistics and food supply chains.

This is one of the most interesting aspects of China’s economic model. Rather than addressing individual challenges separately, China increasingly seeks to connect different industries and technologies into integrated production systems.

A “fish farm” is therefore becoming something closer to a “Marine Smart Factory.”

The key question for the future is no longer simply how much more fish China can produce, but how efficiently it can use technology to build a large-scale, economically viable and sustainable food production system in the ocean.

If this model succeeds, the ocean will no longer be viewed only as a transportation route, a source of seafood or a platform for energy development. It could become one of the world’s major new production spaces.

And this may be another important picture of China in the 21st century: a country that is not only trying to produce more on land, but is looking toward the ocean and using technology to transform vast marine spaces into an increasingly important part of its economy and future food security.

Seht Harnrojjana
Founder & Editor
The Economy of China

05/09/2026

จีนและรัสเซียควรเดินหน้ากระชับความร่วมมือด้านการพัฒนาระดับภูมิภาค โดยเชื่อมโยงยุทธศาสตร์สำคัญของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น นายติง เสวี่ยเสียง รองนายกรัฐมนตรีจีน กล่าวเมื่อวันที่ 3 กันยายน ระหว่างเข้าร่วมการประชุม Eastern Economic Forum ที่เมืองวลาดิวอสต็อกของรัสเซีย

นายติงระบุว่า จีนและรัสเซียควรเสริมสร้างการประสานกันระหว่างข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) ของจีน กับการพัฒนาสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Eurasian Economic Union: EAEU) พร้อมทั้งผลักดันให้ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคตะวันออกไกลของรัสเซียมากยิ่งขึ้น

แนวทางดังกล่าวมีความสำคัญในเชิงเศรษฐกิจ เนื่องจากจีนและรัสเซียกำลังมองพื้นที่ตอนเหนือของเอเชียและตะวันออกไกลของรัสเซียในฐานะพื้นที่ที่สามารถเชื่อมโยงการค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงจีนกับตลาดในรัสเซียและพื้นที่ยูเรเชียผ่านเครือข่ายคมนาคมและห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดน

การผลักดันความร่วมมือครั้งนี้ยังสอดคล้องกับแนวคิดการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่าง BRI กับ EAEU ซึ่งจีนและกลุ่ม EAEU มีกรอบความร่วมมือด้านการค้าและเศรษฐกิจอยู่แล้ว และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญสำหรับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาคยูเรเชีย

สำหรับรัสเซีย การพัฒนาภาคตะวันออกไกลเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขยายความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจไปยังเอเชีย ขณะที่จีนมีเป้าหมายในการยกระดับเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีพรมแดนติดกับรัสเซีย ดังนั้น การประสานยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่ายจึงอาจเปิดพื้นที่ใหม่สำหรับการลงทุน การค้าชายแดน พลังงาน การขนส่ง และการพัฒนาอุตสาหกรรมในภูมิภาค

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจีน–รัสเซียกำลังขยายจากการค้าสินค้าและพลังงาน ไปสู่การเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานในระดับภูมิภาค ซึ่งอาจมีบทบาทต่อการกำหนดเส้นทางการค้าและการลงทุนในยูเรเชียในระยะต่อไป โดยเฉพาะเมื่อเมืองวลาดิวอสต็อกและรัสเซียตะวันออกไกลกำลังถูกผลักดันให้เป็นประตูเชื่อมเศรษฐกิจรัสเซียกับเอเชียมากขึ้น

ที่อยู่

164 Petkasem 67 Road
Bangkok
10160

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ The Economy Of China โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์