21/02/2021
การตรวจสุขภาพของประกันสังคมกับ RPA
ในปี 2562 ที่ผ่านมาสำนักงานประกันสังคม ได้ออกประกาศ เรื่อง ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2562 โดยมีเนื้อหาสาระให้สิทธิผู้ประกันตนที่มีความประสงค์จะตรวจสุขภาพสามารถเข้ารับการตรวจสุขภาพกับสถานพยาบาลที่สมัครเข้าร่วมโครงการตรวจสุขภาพกับสำนักงานประกันสังคมฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
จากเหตุนี้เองทำให้โรงพยาบาลต่างๆสามารถขายโปรแกรมการตรวจร่างกายได้มากขึ้น เพราะบางบริษัทก็หันมาใช้บริการการตรวจร่างกายแบบเป็นหมู่คณะ โดยเฉพาะบางบริษัทที่มีพนักงานมากถึงหลายพันคน ฟังดูก็อาจจะดี แต่ในกระบวนการทำงานนั้นมันก็ตามมาด้วยภาระงานที่เพิ่มขึ้น โดยมีงาน 2 ส่วน ส่วนแรกเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะต้องตรวจสิทธิจากเว็บประกันสังคมให้กับทุกคน ซึ่งพนักงานสัก 3,000 คน โรงพยาบาลจะต้องใช้คนประมาณ 4–5 คนทำงานนี้ประมาณ 5 วัน และส่วนที่สองหลังจากตรวจสุขภาพเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลต้องนำผลการตรวจส่งกลับไปยังเว็บประกันสังคมอีกครั้งหนึ่ง
ตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า
1. เป็นงานที่ทำซ้ำๆ
2. เป็นงานที่มีปริมาณมากๆ
3. เป็นงานที่ไม่ต้องคิดเยอะ มีกฎเกณฑ์ชัดเจนว่าทำอะไรก่อน อะไรหลัง
4. เป็นงานทำมือแทบทั้งหมด
5. เอกสารที่ยุ่งเกี่ยวด้วยสามารถทำเป็นอิเล็กทรอนิกส์ได้
6. และสุดท้ายงานที่ทำไม่มีคุณค่ากับคน คนที่ทำแบบนี้ไปสัก 10 ปี ไม่มีการพัฒนาศักยภาพด้านอื่นที่สมควรเลย
ดังนั้นก็ดูจะเหมาะสมมากที่จะเอา RPA เข้ามาช่วย ซึ่งหลังจากใช้ RPA แล้วเวลาทำงานลดลงได้ถึง 50%
ทีนี้ลองมาดูในแง่การลงทุนบ้าง สมมุติว่าต้องจ้างคน 5 คนนี้ไม่ต้องมากเอาเท่ากับเด็กจบใหม่คือเงินเดือน 15,000 บาท ถ้าทั้ง 5 คนทำงานแบบนี้ตลอด 1 ปีจะต้องจ่ายค่าจ้าง 15,000 x 5 x 12 = 900,000 บาท สำหรับงานนี้ลงทุนค่า License RPA และค่าจ้างพัฒนารวมกันประมาณ 500,000 บาท ซึ่งจะคืนทุนได้ในเวลาไม่ถึง 1 ปี
สรุปแล้ว การใช้ RPA เข้ามาช่วยทำงานที่ซ้ำๆ ปริมาณเยอะๆ นอกจากจะช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นแล้ว ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดี ยังช่วยลดความเสี่ยงจาก Human error ด้วย เพราะคนมีโอกาสใส่สิทธิสลับกันได้ นอกจากนี้ยังคุ้มค่ากับการลงทุนมากกว่า และยังช่วยให้ชีวิตการทำงานของคนดีขึ้นด้วยเพราะไม่ต้องทำงานที่จำเจและไม่มีคุณค่า