ux.in.th User Experience (UX) in Thailand http://ux.in.th ก่อตั้งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ดำเนินงานโดย Opendream UX

ชีวิตประจำวันของเราต้องปฏิสัมพันธ์กับวัตถุ หลายอย่างเราปฏิสัมพันธ์กับมันแบบไม่ต้องคิดอะไร และอีกหลายอย่างเราก็คิดกับมันมากเสียจนหงุดหงิดว่าจะปฏิสัมพันธ์กับมันอย่างไรดี มีนักคิดคนไหนสักคนบอกว่า สิ่งประดิษฐ์ใดๆ ก็ตามประกอบไปด้วย งานวิศวกรรม และ งานออกแบบ วิศวกรรมนั้นช่วยให้สิ่งประดิษฐ์ทำงานได้ งานออกแบบนั้นช่วยทำให้มนุษย์ใช้งานสิ่งประดิษฐ์นั้นได้

แต่หลายครั้งสิ่งประดิษฐ์ที่คิดแต่มุมของวิศวกรรมมากเก

ินไป ก็กลายเป็นสุดยอดสิ่งประดิษฐ์ที่ใช้งานยากเย็นแสนเข็ญ และ ในขณะเดียวกัน สิ่งประดิษฐ์ที่คิดแต่มุมของการออกแบบมากเกินไป ก็กลายเป็นสิ่งประดิษฐ์สุดแสนวิจิตรที่ใช้งานจริงไม่ได้

User Experience (UX) คือความพยายามในการที่จะผสานทั้งวิศวกรรมและการออกแบบเข้าด้วยกันโดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยและภาระการเรียนรู้ของผู้ใช้เป็นหลัก การออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้เป็นหลัก เป็นปัจจัยให้เกิดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่ทำงานได้ตรงตามเป้าหมายและผู้ใช้มีความสุข

http://www.ux.in.th อยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแบ่งปันประสบการณ์การออกแบบโดยมีผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ทั้งในฝั่งวิศวกรรมและฝั่งการออกแบบ และถ้าว่างก็อยากจะเสนอคำแนะนำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตามที่จะส่งผลกระทบให้เกิดประโยชน์กับผู้ใช้สูงสุด

เราหวังว่าอย่างนั้น.

คุณปอน speker คนแรกของงาน UX Talk ตอน Enterprise https://www.ux.in.th/2015/05/ux-talk-first-skeaker-arnon-homepirom/
04/05/2015

คุณปอน speker คนแรกของงาน UX Talk ตอน Enterprise https://www.ux.in.th/2015/05/ux-talk-first-skeaker-arnon-homepirom/

ความหินของงาน UX ในบริษัท Enterprise ถ้าใครที่ไม่ได้เข้ามาชนเองก็ยากมากที่จะเข้าใจ ผมเคยคิดว่าอะไรที่สมเหตุสมผลก็น่าจะสามารถจัดการได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ในโลกของ Enterprise มันมีพลังที่อยู่เหนือเหตุผล คุณปอน speker คนแรกของเราเป็นคนที่อยู่กับ UX ในอณาจักร True ที่เป็นองค์กรระดับ Enterprise มานานมากครับ ผมคิดว่า True น่าจะเป็นบริษัทแรกๆ ในไทยที่มีแผนก UX ดังนั้นคุณปอนทำงานกับ True มา 10 ปี ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะมีประสบการณ์ที่ต้องชนกับหน่วยงานต่างๆ มามากมายขนาดไหน ผมคิดว่าการโต้เถียงกันในเรื่อง UX มันไม่มีถูกหรือผิด 100% มันจะดูเทาๆ เข้มบ้าง จางบ้าง ตามแต่ละมุมมอง เราต้องเลือกทางที่ชัดที่สุดมาทดสอบ แต่ในโลก Enterprise การเลือกทางนั้นมันไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องมาจากหลาย Business Unit เช่น เมื่อเราทำเว็บขายของในทรู BU Mobile ที่รับผิดชอบยอดขายขายมือถือมองว่าผู้ใช้ควรเลือกรุ่นต่างๆ ได้จากหน้ารายละเอียดสินค้าเพื่อความสะดวก BU Marketplace มองว่าสินค้าแต่ละชนิดมีหน้ารายละเอียดเป็นของตัวเองจะจัดการง่ายกว่า BU Promotion มองว่าสินค้าชนิดเดียวกันถ้ามีส่วนลดไม่เท่ากัน ก็ควรแยกเป็นสองรายการแล้วให้ระบบซ่อนตัวราคาแพงไว้ แต่ละทีมก็จะมีมุมที่ถูกต้องของตัวเอง ดังนั้นการที่ UX จะทำให้เลือกทางที่ตรงใจลูกค้านั้นต้องใช้พลังพิเศษ ถ้าใครอยากรู้ว่าพลังนั้นคืออะไร ใช้อย่างไร หาได้จากที่ไหน ผมอยากชวนให้มาฟังคุณปอน พูดในงาน UX Talk หัวข้อ [ 25 more words. ]

Wireframe ที่ดี ต้องมีองค์ประกอบ 4 ข้อนี้ https://www.ux.in.th/?p=1483
27/04/2015

Wireframe ที่ดี ต้องมีองค์ประกอบ 4 ข้อนี้ https://www.ux.in.th/?p=1483

วันนี้ได้ย้อนกลับมาอ่านบทความเรื่อง Why the Best Wireframe Style Is No Style ของเว็บ uxmovement.com ทำให้นึกถึงประสบการณ์ที่วาด Wireframe มาจนถึงวันนี้ ต้องเจอปัญหามากมายครับ ตั้งแต่วาดสวยไปจนทำให้ออกแบบยาก ใช้เวลาในแต่ละหน้านานจนวาดได้แค่แบบเดียว วาดแล้วไม่เก็บไว้พออยากได้ก็ถูกแก้ไปหมดแล้ว และยังมีปัญหาอื่นๆ อีกมากครับ เลยอยากสรุปไว้เตือนใจตัวเอง ก่อนอื่นผมขอนิยามคำว่า Wireframe สำหรับบทความนี้ก่อนว่ามันไม่รวมแบบที่วาดด้วยมือ (Sketch) และแบบที่วาดสวยงาน (Graphic Design) ครับ แบบที่วาดด้วยมือถือว่าราคาถูกที่สุด ผมจะใช้สำหรับการร่าง Idea เริ่มต้นวาดแบบคร่าวๆ บังคับให้ตัวเองใช้เวลาไม่เกินหน้าละ 10 วินาที เพื่อให้ได้ความหลากหลาย ถ้าเริ่มใช้เวลามากกว่านี้แสดงว่า Idea เริ่มนิ่งผมจะไปลงรายละเอียดต่อในโปรแกรม เพราะสามารถ copy/paste ส่วนที่ซ้ำๆ กันได้ง่าย แบบที่แพงสุดคือการวาดให้สวย ซึ่งมักจะจบงานด้วยโปรแกรม Sketch หรือ PhotoShop การทำสวยจะใช้เวลาต่อภาพนานมาก บางครั้งภาพหนึ่งใช้เวลาเป็นชั่วโมง และเมื่องานค่อนข้างนิ่งจากการทำ Wireframe พอถึงการทำสวยก็จะตั้งใจทำ Layer หรือจัด Group/Symbol มากขึ้น ถ้ามีการแก้ไขอะไรมากๆ ในขั้นตอนนี้จะสิ้นเปลืองที่สุด [ 44 more words. ]

วัดความเป็น UX ของตัวเรา https://www.ux.in.th/?p=1470
17/04/2015

วัดความเป็น UX ของตัวเรา https://www.ux.in.th/?p=1470

“ความสามารถด้าน UX มีแค่ไหนแล้ว” เป็นคำถามที่คนทำหรือคนที่ศึกษาด้าน UX มักมีขึ้นในใจ เพราะผลลัพธ์ของมันไม่ค่อยชัด เริ่มต้นเราอาจจะคิดว่า UX คือการออกแบบให้ใช้งานได้ง่ายถ้าใครออกแบบมาแล้วใช้งานได้ง่าย เข้าใจได้ทันทีนั่นคือมีความรู้ด้าน UX แล้ว ซึ่งถูกต้องสำหรับการเริ่มต้นครับ ถ้าเราเริ่มวาดภาพแล้วออกมาสวยคนดูแล้วรู้ว่าเป็นภาพอะไรก็ถือว่าเรามีความรู้ความสามารถด้านการวาดภาพแล้ว แต่จริงๆ การวาดภาพยังมีเทคนิคและแนวทางในการวาดอีกมากมาย แม้แต่แนวทางแบบตามใจตัวเอง และแนวการวาดตามโจทย์ ก็มีกระบวนการคิดที่ไม่เหมือนกัน ในการทำงานด้าน UX ให้ดีก็มีพื้นฐานความรู้อยู่หลายอย่าง เท่าที่อ่านมาเค้าแบ่งใหญ่ๆ ออกเป็นสามข้อ [ 61 more words. ]

ถามอย่าง UX https://www.ux.in.th/?p=1431
01/04/2015

ถามอย่าง UX https://www.ux.in.th/?p=1431

วันนี้ไปเจอบทความของ Jason Grant บนเว็บ uxmovement.com เค้าเขียนบทความเกี่ยวกับการตั้งคำถามสำหรับคนที่เป็น UX โดยคุณ Grant ได้ไปอ่านหนังสือ A More Beautiful Question ของ Warren Berger เค้าเลยเอามาต่อยอด ส่วนผมอ่านแล้วชอบผมเลยขอเอามาเล่าต่อเป็นภาษาไทย (เอาตามที่เข้าใจนะครับ... ไม่อยากบอกว่าแปลเพราะคงแปลไม่ตรงเท่าไหร) ในหนังสือบอกว่าทักษะการตั้งคำถามเป็นทักษะที่เด็กสามารถทำได้ดีมากๆ เพราะเด็กยังไม่ได้พัฒนา “Mental model” จึงยังไม่มีความคิดว่าอะไรควรเป็นอะไร ดังนั้นเด็กจึงตั้งคำถามกับทุกอย่าง (ไม่มีอะไร Makesense สำหรับเด็ก) แต่พอเราผ่านระบบการศึกษาเราก็เริ่มสงสัยน้อยลง ฃนาย Berger บอกว่าคำถามที่สร้างนวัตกรรมออกเป็น 3 แบบ [ 54 more words. ]

Presentation ดีๆ ไม่จำเป็นว่าต้องดีสำหรับทุกคน https://www.ux.in.th/?p=1378
15/03/2015

Presentation ดีๆ ไม่จำเป็นว่าต้องดีสำหรับทุกคน https://www.ux.in.th/?p=1378

การทำ Presentation ก็คล้ายกับการพัฒนาโปรแกรมตรงที่เราต้องคำนึงถึงผู้ใช้ด้วย หรือในกรณีของ Presentation ก็คือผู้ฟัง เท่าที่ศึกษามาแต่ละคนจะมีสูตรสำเร็จในการทำไม่เหมือนกัน เช่น ห้ามเกิน 5 หน้า หรือห้ามใส่ตัวหนังสือเกิน 20% ซึ่งเป็นสูตรที่ดีครับ แต่ไม่ได้เหมาะกับผู้ฟังทุกสถานการณ์ ผมแบ่งสถานการณ์ออกตามลักษณะการนำเสนอเป็นสามกลุ่ม สถานการณ์แรกคือ ทำ Presentation สำหรับเล่าเรื่อง การทำ Presentation แบบนี้ผู้เล่าจะเป็นพระเอกของงาน ผู้ฟังจะตั้งใจฟังผู้เล่าโดยใช้ Presenation เป็นตัวประกอบให้เห็นภาพมากขึ้น หรือช่วยให้รู้ว่าอยู่ที่จุดใดของ Presentation เราจะเห็นได้บ่อยในงานเปิดตัวสินค้า อย่าง Keynote ของ jobs ในงาน WWDC หรืองานเปิดตัว S6 ของ Samsung การทำ Presentation ลักษณะนี้จะเน้นเรียบง่าย ให้ผู้ใช้อยู่กับ Presentation ให้น้อยที่สุด แล้วกลับมาสนใจผู้พูดต่อ ผู้ฟังจะใช้ Presentation ในการดูว่าตอนนี้อยู่ที่หัวข้อที่เท่าไหร หรือภาพที่ผู้เล่าพูดนั้น หน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าพิจารณา apple keynote จะเห็นว่าเค้าใส่ลำดับชัดเจนเสมอ โดยเฉพาะครั้งที่เปิดตัว iphone 4 จะเห็นว่าแทนที่จะเอาหน้าลำดับ กับหน้าหัวข้อที่จะพูดมารวมกัน slide ที่เป็นแบบเล่าเรื่องจะแยกสองหัวข้อนี้ให้ชัดเจน ผู้ฟังจะได้มองตามได้ทันที ถ้าเอามารวมกัน Steve Jobs อาจจะต้องถือ laser pointer ไว้คอยชี้บนเวที และอีกอย่างที่สัดเกตุได้คือ ก่อนที่จะขึ้นหัวข้อถัดไปจะมีสรุปของหัวข้อที่ผ่านมาเสมอเพื่อเป็นการย้ำว่าจบแล้ว กำลังจะขึ้นหัวข้อใหม่แล้วนะ [ 35 more words. ]

Question in UX Workshop: ถ้าบริษัทมี UX คนเดียว https://www.ux.in.th/?p=1362
06/03/2015

Question in UX Workshop: ถ้าบริษัทมี UX คนเดียว https://www.ux.in.th/?p=1362

ปกติหลัง UX Workshop เราจะให้ทุกคนได้ Feedback ตัว Workshop ซึ่งส่วนหนึ่งจะเป็นคำถามที่ยังค้างคาใจอยู่ ก่อนหน้านี้ผมคิดว่าจะเอาไว้ตอบบน Group alumni แต่มาคิดอีกทีเอามาตอบบน blog ดูน่าสนุกกว่า แล้วถ้ามีใครมีความเห็นอื่นๆ จะได้ลองแลกเปลี่ยนกันด้วย Blog แรกเลยเลือกคำถามสนุกๆ โดยคำถามมีบริบทว่า “ถ้าในบริษัทมี UX อยู่คนเดียว คนที่เหลือไม่รู้จัก UX” แล้ว "เราควรเริ่มต้นอย่างไร” เป็นคำถาม สำหรับการตอบคำถามนี้ผมอยากชวนให้คิดถึงเป้าหมายก่อน แล้วค่อยหาทางเริ่มต้น สำหรับคนที่ทำงานด้าน UX ผมจะได้เห็นมาหลายแบบ แต่ละแบบก็มีเป้าหมายไม่เหมือนกัน ซึ่งทำให้การเลือกทางเดินเริ่มต้นต่างกันมาก ผมจะลองยกตัวอย่างซัก 3 แบบพอเป็นแนวๆ แบบแรก เป็นพวกฉายเดียว มีเป้าคือการทำให้ product สร้าง Experience ที่ดีที่สุด พบได้มากในกลุ่ม Startup คนที่ทำ UX ในกลุ่มนี้จะอยากทำงานสุดๆ มีความคิดความฝันและรู้ว่าควรทดสอบโปรแกรมกับผู้ใช้อย่างไร ดังนั้นกลุ่มนี้จะเริ่มต้นด้วยการทำ User interview เพื่อจะรู้ว่าปัญหาที่ควรแก้ จากนั้นก็ต่อด้วย idea creation, prototype, test แล้ววนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเริ่มลงตัวก็ส่งไปให้ Development ทำงานต่อ แล้วตัวเองก็กลับไปเริ่มต้นใหม่ ถ้า Development ทำเสร็จแล้วก็จะเอาไปทดสอบ ซึ่งทำให้ product ก็จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว (แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องกำไร เพราะตามใจลูกค้ามากเกิน) [ 35 more words. ]

UX ของป้าย สิ่งที่คนมีเวลาอ่านน้อยมาก https://www.ux.in.th/?p=1324
01/03/2015

UX ของป้าย สิ่งที่คนมีเวลาอ่านน้อยมาก https://www.ux.in.th/?p=1324

ผมขับรถผ่านที่จอดรถของ รพ.รร ๖ บ่อยมาก ทุกวันก็จะเห็นป้าย “ห้าม” อันหนึ่งติดเอาไว้ ป้ายห้ามนี้ถ้ารถไม่ชลอจะอ่านกันแทบไม่ทัน มองเห็นแต่คำว่า “ห้าม” ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าห้ามอะไร ถ้ามีเวลาอีกนิดจะพออ่านได้ว่า “ห้าม ..... จอดโดยเด็ดขาด” แต่ข้อความตรงกลางต้องมีเวลามากกว่านี้ วันนี้โชคดีครับ มีรถขวางหน้าเลยได้โอกาสถ่ายรูปเอาไว้ เมื่อพิจารณาเฉพาะขนาดของตัวอักษรจะเห็นคำว่า “ห้าม” กินความโดดเด่นของป้ายไป 80% ใครมาดูก็จะอ่านคำนี้ได้ก่อน แต่คำว่า “ห้าม” นั้นไม่สื่อความหมายให้เดาอย่างถูกต้อง ถ้าพิจารณาไปว่าทางนี้เป็น ทางเข้า รพ. + ที่จอดรถ อาจจะเดาเป็น “ห้ามเข้า” “ห้ามกีดขวาง” “ห้ามจอดรถซ้อนคัน” หรือ “ห้ามผ่าน" ก็ได้ [ 15 more words. ]

ตำแหน่งของปุ่มหลักบน message box https://www.ux.in.th/?p=1301
27/02/2015

ตำแหน่งของปุ่มหลักบน message box https://www.ux.in.th/?p=1301

@วันนี้ก็เก็บสะสมความรู้จัก facebook/groups/ux.in.th อีกนะครับ คำถามวันนี้ได้จากคุณ .ble ขอความเห็นหน่อยค่ะ มีการวางปุ่ม 3 แบบตามรูป เพื่อนๆคิดว่าการวางแบบไหนทำ ให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าใช้งานง่าย และทำให้เกิดการกดผิดน้อยที่สุด ( open กับทุกความคิด และเหตุผลค่ะ ) ได้ความคิดเห็นมาสี่สิบกว่าข้อความ ผมขอคัดบางอันออกมานะครับ Soparat จำไว้เสมอนะครับว่าปุ่ม no จะไม่มาก่อน yes ปุ่ม cancel ก็เช่นกัน และ next กับ back ก็เหมือนกัน อ้างอิงตามหลักความเป็นจริงนะครับ Kumrungsee Soparat พูดถูกครับ ตามมุมมองผมนะครับ อันนี้ผมขอแสดงความเห็นหน่อย การที่ปุ่ม Y หรือ N จะมาก่อน มันขึ้นอยู่กับว่าเราอยากให้เขาทำอะไรมากกว่าครับ เช่นถ้าเราไม่อยากให้เขาลบอันนี้จริงๆ เราก็ควรจะ Convince ให้เค้ากด No ครับ แบบนี้น่าจะหมายถึงปุ่มไหนสำคัญหรือเรียกว่าเป็น Primary Button ก็ให้เอาไว้ทางซ้าย ต้องดูด้วยว่าเค้าอ่านจากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย แต่เนื่องจาก interface ปัจจุบันเค้าเรียงซ้ายไปขวาหมด ดังนั้นแม้แต่ประเทศที่อ่านหนังสือขวาไปซ้าย ก็น่าจะเคยชินกับการเรียงปุ่มแบบเอา Primary ไว้ซ้ายกัน [ 117 more words. ]

Process การเตรียมไฟล์ icon หลากหลายขนาด https://www.ux.in.th/?p=1282
26/02/2015

Process การเตรียมไฟล์ icon หลากหลายขนาด https://www.ux.in.th/?p=1282

คนที่ทำงาน Graphic มักบ่นเรื่อง เจ้าของงานชอบเปลี่ยน! ทำให้งานออกมาล่าช้าหรือไม่สวย ผมก็มองว่าจริง แต่แทนที่เราจะไปบังคับไม่ให้เจ้าของงานเปลี่ยน ผมกลับมองว่าความเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่ดี ความเปลี่ยนแปลงแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่เจ้าของพยายามทำให้มันดีขึ้น (ดีขึ้นจริงหรือเปล่า เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) ของที่ไม่เปลี่ยนต่างหากที่อันตราย เพราะมันแสดงว่าไม่มีการแข่งขันที่เราต้องทำให้มันดีขึ้น ดังนั้นการที่เราไม่พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงต่างหากที่ควรเปลี่ยน ในวงการ Software Development มีกระบวนการอย่าง TDD (Test Driven Development) ที่ช่วยให้การเปลี่ยนแปลงไม่น่ากลัวและสามารถเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว หรือกระบวนการอย่าง Agile ที่ทำให้โปรแกรมเสร็จอยู่ตลอดเวลา แก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงจนโปรแกรมไม่เสร็จ ในการทำงานด้าน Graphic และ UX/UI ก็มีเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้เรารับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีความสุข บังเอิญอาทิตย์ที่ผ่านมา คุณ Win Charurat ถามเรื่องการจัดเตรียม icon ขอสอบถามหาความรู้หน่อยครับผม ตอนนี้เวลาออกแบบเว็บ/ทำเว็บ เวลาทำ artwork เตรียมให้devไปใช้อะครับ เราต้องเตรียม icon ต่างๆไว้อย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุดในตอนนี้ครับ? สาเหตุ: เนื่องจากตอนนี้จอretina เยอะกันมาก บางคนซูมหน้าจอซ้ำอีก ทำให้ iconsต่างๆที่ทำมาแตกเพราะเป็นไฟล์ png ผล: เราควรจะทำเป็น png ไฟล์เดียว มี icons เรียงกันครบเหมือนเดิมแต่ใหญ่ขึ้่น(เท่าไหร่ดี) หรือ เราทำเป็นลิสในไฟล์เดียวแล้วexport มาเป็นsvg (วาดใหม่หมดสินะ!!!) [ 94 more words. ]

บรรยากาศจากงาน UX Talk ครั้งแรก!
01/02/2015

บรรยากาศจากงาน UX Talk ครั้งแรก!

น้ำพร้อม :-)
31/01/2015

น้ำพร้อม :-)

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ux.in.thผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ux.in.th:

แชร์