ITC Training Center

ITC Training Center ศูนย์อบรมด้านไอที เน้นฝึกปฏิบัติ ทำงานได้จริง 100%‼️ สำหรับระบบ Network และ Server ของทุกองค์กร www.ITcert2005.com

Tips แก้ปัญหา Windows ทุกองค์กรBlue Screen (BSOD) แก้ยังไง❓Blue Screen of Death (BSOD) คือ หน้าจอสีน้ำเงินที่เกิดขึ้นเมื...
05/06/2026

Tips แก้ปัญหา Windows ทุกองค์กร
Blue Screen (BSOD) แก้ยังไง❓

Blue Screen of Death (BSOD) คือ หน้าจอสีน้ำเงินที่เกิดขึ้นเมื่อ Windows พบข้อผิดพลาดร้ายแรงจนไม่สามารถทำงานต่อได้ ระบบจึงหยุดการทำงานเพื่อป้องกันความเสียหายของข้อมูลและฮาร์ดแวร์

อาการที่พบบ่อย
❌ เครื่องรีสตาร์ทเอง
❌ จอฟ้าพร้อมข้อความ Error
❌ เปิดเครื่องแล้วเข้าหน้า Windows ไม่ได้
❌ ทำงานอยู่แล้วค้างก่อนขึ้นจอฟ้า
❌ เล่นเกมหรือใช้งานหนักแล้วเกิด BSOD

--------------------------------------
สาเหตุหลักของ Blue Screen (BSOD)

🔷 1. Driver มีปัญหา (พบบ่อยที่สุด)
เช่น
• Driver การ์ดจอ
• Driver Network
• Driver Storage
• Driver Printer

อาการ :
• จอฟ้าหลังอัปเดต Driver
• จอฟ้าหลังติดตั้งอุปกรณ์ใหม่

วิธีตรวจสอบ :
เปิด Command Prompt (Run as Administrator)
driverquery

หรือเปิด
devmgmt.msc

👉 ตรวจสอบว่ามีเครื่องหมาย ! สีเหลืองหรือไม่

--------------------------------------
🔷 2. RAM มีปัญหา
RAM เสียหรือทำงานผิดพลาดสามารถทำให้เกิด BSOD ได้ทันที

วิธีตรวจสอบ :
กด
mdsched.exe
เลือก
Restart now and check for problems
👉 Windows จะทดสอบ RAM อัตโนมัติ

อาการ :
• จอฟ้าแบบสุ่ม
• โปรแกรมปิดเอง
• เครื่องค้างบ่อย

--------------------------------------
🔷 3. Hard Disk / SSD เริ่มเสีย
Bad Sector หรือ SSD เสื่อม

ตรวจสอบ :
chkdsk C: /f /r

ตรวจสอบสถานะดิสก์
wmic diskdrive get status

ผลลัพธ์ควรเป็น
OK

--------------------------------------
🔷 4. ไฟล์ Windows เสียหาย
เกิดจาก
• ปิดเครื่องผิดวิธี
• ไฟดับ
• Malware
• Update ล้มเหลว

ซ่อมแซมระบบ
sfc /scannow

จากนั้น
DISM /Online /Cleanup-Image /RestoreHealth

--------------------------------------
🔷 5. Driver การ์ดจอมีปัญหา

พบบ่อยในเครื่องที่
• เล่นเกม
• ตัดต่อวิดีโอ
• ใช้งาน GPU หนัก

วิธีแก้ :
1. ถอน Driver เดิม
2. ดาวน์โหลด Driver ล่าสุดจากผู้ผลิต
3. ติดตั้งใหม่

--------------------------------------
🔷 6. ความร้อนสูงเกินไป (Overheat)
CPU หรือ GPU ร้อนเกิน

อาการ
• จอฟ้าระหว่างใช้งานหนัก
• เครื่องดับเอง

ตรวจสอบ :
ดูอุณหภูมิ
• CPU ควรต่ำกว่า 85°C
• GPU ควรต่ำกว่า 85°C

วิธีแก้ :
• ทำความสะอาดพัดลม
• เปลี่ยนซิลิโคน CPU
• เพิ่มการระบายอากาศ

--------------------------------------
🔷 7. Windows Update มีปัญหา
บางครั้ง Update ที่ไม่สมบูรณ์ทำให้เกิด BSOD

วิธีแก้ :
ถอน Update ล่าสุด
ไปที่ Settings
-> Windows Update
-> Update History
-> Uninstall Updates

--------------------------------------
🔷 8. Hardware เสีย
เช่น
• RAM
• SSD
• Mainboard
• Power Supply

วิธีตรวจสอบ :
ถอดอุปกรณ์ที่เพิ่งติดตั้งใหม่ออกก่อน

เช่น
• RAM เพิ่มใหม่
• การ์ดจอใหม่
• SSD ใหม่

--------------------------------------
🔷 วิธีดูรหัส Error ของ BSOD

รหัส Error และ สาเหตุของปัญหา

MEMORY_MANAGEMENT -> RAM
IRQL_NOT_LESS_OR_EQUAL -> Driver
SYSTEM_SERVICE_EXCEPTION -> Driver หรือ Windows
CRITICAL_PROCESS_DIED -> ไฟล์ระบบเสีย
KERNEL_SECURITY_CHECK_FAILURE -> Driver หรือ RAM
PAGE_FAULT_IN_NONPAGED_AREA -> RAM หรือ Disk

👉 จดรหัส Error ไว้ก่อนรีสตาร์ท จะช่วยวิเคราะห์ได้เร็วขึ้น

--------------------------------------
🔷 ขั้นตอนแก้ BSOD แบบเร็วที่สุด

✅ ขั้นตอนที่ 1
ซ่อมไฟล์ Windows
sfc /scannow

✅ ขั้นตอนที่ 2
ซ่อม Component Store
DISM /Online /Cleanup-Image /RestoreHealth

✅ ขั้นตอนที่ 3
ตรวจสอบ Disk
chkdsk C: /f /r

✅ ขั้นตอนที่ 4
ตรวจสอบ RAM
mdsched.exe

✅ ขั้นตอนที่ 5
อัปเดต Driver
โดยเฉพาะ
• Chipset
• LAN
• Wi-Fi
• VGA

--------------------------------------
🔷 ถ้าเข้า Windows ไม่ได้

เข้าสู่ Safe Mode
1. เปิดเครื่องแล้วบังคับปิด 3 ครั้ง
2. เข้า Automatic Repair
3. เลือก
Troubleshoot
-> Advanced Options
-> Startup Settings
-> Safe Mode

👉 จากนั้นถอน Driver หรือ Update ที่เพิ่งติดตั้ง

--------------------------------------
🔷 สรุปสุดท้ายเข้าใจง่าย

BSOD ไม่ได้หมายความว่า Windows เสียเสมอไป
โดยส่วนใหญ่สาเหตุมักเกิดจาก :
1. Driver ผิดพลาด
2. RAM มีปัญหา
3. SSD/HDD เริ่มเสีย
4. ไฟล์ Windows เสียหาย
5. Windows Update ผิดพลาด
6. Hardware เสียหรือร้อนเกินไป

แนวทางตรวจสอบที่เร็วและได้ผลที่สุดคือ ดูรหัส Error -> ตรวจสอบ RAM -> ตรวจสอบ Disk -> ซ่อมไฟล์ Windows -> อัปเดต Driver

👉 ซึ่งสามารถแก้ปัญหา BSOD ได้มากกว่า 80% ของกรณีที่พบในงาน IT Support และ System Administrator ทั่วไป‼️

แจกฟรี‼️ หนังสือรวม 4 หลักสูตรNetwork + Windows + Hyper-V + VMwarehttps://drive.google.com/file/d/1VfPelhgBvQ1RlUIysF7Jz...
04/06/2026

แจกฟรี‼️ หนังสือรวม 4 หลักสูตร
Network + Windows + Hyper-V + VMware
https://drive.google.com/file/d/1VfPelhgBvQ1RlUIysF7Jz_phviQL-1L9/view?usp=sharing

เน้นปฏิบัติ ทำงานได้จริง 100%‼️
หลักสูตรด้านไอทีสำหรับทุกองค์กร
รับส่วนลด 35%‼️ ทบทวนซ้ำฟรี
แถมฟรี‼️ หลักสูตร Online
https://www.itcert2005.com/schedule.php

Tips แก้ปัญหา Network ทุกองค์กรQoS ช่วยแก้เน็ตช้าได้จริงไหม❓หลายคนเข้าใจผิดว่าเปิด QoS แล้วเน็ตจะเร็วขึ้นทันที แต่ความจร...
04/06/2026

Tips แก้ปัญหา Network ทุกองค์กร
QoS ช่วยแก้เน็ตช้าได้จริงไหม❓

หลายคนเข้าใจผิดว่าเปิด QoS แล้วเน็ตจะเร็วขึ้นทันที แต่ความจริง QoS เป็นเพียงการ จัดลำดับความสำคัญของทราฟฟิก (Traffic Prioritization) เพื่อให้บริการที่สำคัญใช้งานได้ลื่นขึ้นเมื่อเกิดการใช้งานพร้อมกันจำนวนมาก

------------------------------------------
🔷 QoS (Quality of Service) คืออะไร❓

QoS คือระบบที่ช่วยให้ Switch, Router หรือ Firewall สามารถกำหนดได้ว่า
• ทราฟฟิกไหนสำคัญ
• ทราฟฟิกไหนรอได้
• ใครควรได้ Bandwidth ก่อน
• แอปพลิเคชันใดควรได้รับ Priority สูง

เปรียบเทียบเข้าใจง่าย

ไม่มี QoS❌
ถนน 4 เลน
• รถพยาบาล
• รถบรรทุก
• รถยนต์ทั่วไป

วิ่งปะปนกันทั้งหมด
👉 เมื่อรถติด ทุกคันติดเหมือนกัน

------------------------------------------
มี QoS✅
ถนนเดิม 4 เลน
• รถพยาบาลมีช่องทางพิเศษ
• รถฉุกเฉินได้รับสิทธิ์ก่อน

👉 แม้รถจะติด แต่บริการสำคัญยังทำงานได้ดี

------------------------------------------
QoS แก้ปัญหาอะไรได้บ้าง❓

🔷 1. VoIP เสียงกระตุก
เช่น
• Microsoft Teams
• Zoom
• IP Phone

หากมีคนโหลดไฟล์ขนาดใหญ่พร้อมกัน
QoS สามารถกำหนดให้
• Voice = Priority สูงสุด

ผลลัพธ์ :
✅ เสียงไม่ขาด
✅ ไม่ดีเลย์
✅ สนทนาชัดเจนขึ้น

------------------------------------------
🔷 2. Video Conference กระตุก
ปัญหาที่พบ
• ภาพค้าง
• เสียงหาย
• ประชุมสะดุด

QoS สามารถให้ Priority กับ
• Teams
• Zoom
• Google Meet

ผลลัพธ์ :
✅ ภาพลื่นขึ้น
✅ ลดปัญหาเกิด Lag

------------------------------------------
🔷 3. ระบบ ERP หรือ Database ช้า
องค์กรจำนวนมากมี
• ERP
• SAP
• โปรแกรมบัญชี
• Database

หากพนักงานดู YouTube หรือโหลดไฟล์จำนวนมาก
👉 QoS สามารถกัน Bandwidth ให้ระบบธุรกิจได้

ผลลัพธ์ :
✅ โปรแกรมหลักขององค์กรตอบสนองเร็วขึ้น

------------------------------------------
🔷 4. ป้องกันคนใช้ Bandwidth มากเกินไป
ตัวอย่าง
มี Internet 200 Mbps

ผู้ใช้ 1 คนกำลัง
• Download ISO
• Backup Cloud
• Sync ข้อมูล
👉 ใช้ Bandwidth ไป 180 Mbps

QoS สามารถกำหนด
• จำกัด User ไม่เกิน 10 Mbps
• จำกัด Application

ผลลัพธ์ :
✅ ทุกคนใช้งานได้ปกติ

------------------------------------------
🔷 QoS แก้ปัญหาเน็ตช้าไม่ได้ในกรณีใด❓

1. Bandwidth ไม่พอจริง❌
ตัวอย่าง
• Internet 100 Mbps
• ผู้ใช้ 500 คน

ถึงมี QoS ก็ยังช้า
เพราะ Bandwidth ไม่พอ
👉 QoS ไม่สามารถสร้าง Bandwidth เพิ่มได้

------------------------------------------
2. ISP มีปัญหา❌
เช่น
• Internet ล่ม
• Packet Loss สูง
• Routing ผิดปกติ

QoS ช่วยไม่ได้
👉 ต้องแก้ที่ ISP

------------------------------------------
3. Wi-Fi สัญญาณอ่อน❌
เช่น
• AP อยู่ไกล
• สัญญาณรบกวนสูง
• Channel ชนกัน

QoS ไม่ได้ช่วยเรื่องสัญญาณ
👉 ต้องแก้ที่ระบบ Wi-Fi

------------------------------------------
4. Server ปลายทางช้า❌
ตัวอย่าง
• เว็บช้า
• Cloud ช้า
• Database ช้า

👉 QoS ไม่สามารถทำให้ Server ตอบสนองเร็วขึ้น

------------------------------------------
🔷 ควรตั้ง QoS กับอะไรบ้าง❓

✅ Priority สูง (Critical)
• Voice
• IP Phone
• Teams Audio
• Zoom Audio
• ERP
• Database

✅ Priority กลาง
• Web
• Email
• Microsoft 365

✅ Priority ต่ำ
• YouTube
• Netflix
• Download
• Torrent
• Software Update

------------------------------------------
🔷 อุปกรณ์ที่รองรับ QoS

ส่วนใหญ่มีใน
• Cisco Systems Switch/Router
• Fortinet Firewall
• Juniper Networks
• Aruba Networks
• MikroTik Router
• Ubiquiti

------------------------------------------
🔷 วิธีตรวจสอบว่าควรใช้ QoS หรือไม่❓

ให้ดูช่วงที่ผู้ใช้บ่นว่าเน็ตช้า
1. ตรวจสอบ Bandwidth Utilization
2. ตรวจสอบ Top Talker
3. ตรวจสอบ Application ที่ใช้ Bandwidth สูง
4. ตรวจสอบ Packet Loss
5. ตรวจสอบ Latency

หากพบว่า :
• Internet ใช้เกิน 80%
• มีคนใช้ Bandwidth จำนวนมาก
• Voice หรือ Video กระตุกตอนคนโหลดไฟล์

👉 แสดงว่าการใช้ QoS มีโอกาสช่วยได้มาก

------------------------------------------
🔷 สรุปสุดท้ายเข้าใจง่าย

QoS ช่วยบริหารจัดการ Bandwidth ที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
✅ ลดปัญหา Teams กระตุก
✅ ลดปัญหา VoIP เสียงขาด
✅ ป้องกันบางคนใช้ Bandwidth มากเกินไป
✅ ทำให้ระบบสำคัญได้รับสิทธิ์ก่อน

แต่ถ้าปัญหาเกิดจาก
❌ Bandwidth ไม่พอ
❌ ISP มีปัญหา
❌ Wi-Fi สัญญาณอ่อน
❌ Server ปลายทางช้า

👉 QoS จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ต้องเน้นแก้ที่สาเหตุหลัก‼️

แจกฟรี‼️ หนังสือวางระบบ Data CenterWindows Server 2019 to 2025https://drive.google.com/file/d/1SHZJBSlZPJaEd-_4mCYS9WybI...
02/06/2026

แจกฟรี‼️ หนังสือวางระบบ Data Center
Windows Server 2019 to 2025
https://drive.google.com/file/d/1SHZJBSlZPJaEd-_4mCYS9WybIxVM020v/view?usp=sharing

เน้นปฏิบัติ ทำงานได้จริง 100%‼️
หลักสูตรด้านไอทีสำหรับทุกองค์กร
รับส่วนลด 35%‼️ ทบทวนซ้ำฟรี
แถมฟรี‼️ หลักสูตร Online
https://www.itcert2005.com/schedule.php

Tips แก้ปัญหา Network ทุกองค์กรวิธีทดสอบ Speed Test ให้แม่นยำที่สุด‼ หลายคนเจอปัญหา "อินเทอร์เน็ตช้า" แล้วรีบทดสอบ Speed...
02/06/2026

Tips แก้ปัญหา Network ทุกองค์กร
วิธีทดสอบ Speed Test ให้แม่นยำที่สุด‼

หลายคนเจอปัญหา "อินเทอร์เน็ตช้า" แล้วรีบทดสอบ Speed Test ทันที แต่ผลที่ได้อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อความเร็วที่วัดได้

Speed Test วัดอะไรบ้าง❓
เมื่อทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต จะมีค่าหลักๆ ดังนี้

🔷 1. Download Speed
ความเร็วในการรับข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมายังเครื่อง

ตัวอย่าง :
• ดู YouTube
• ดู Netflix
• ดาวน์โหลดไฟล์
• เปิดเว็บไซต์

👉 ค่ายิ่งสูงยิ่งดี

--------------------------------------------
🔷 2. Upload Speed
ความเร็วในการส่งข้อมูลจากเครื่องออกสู่อินเทอร์เน็ต

ตัวอย่าง :
• ส่งไฟล์ขึ้น Cloud
• ประชุมออนไลน์
• Live Streaming
• Backup ข้อมูล

👉 ค่ายิ่งสูงยิ่งดี

--------------------------------------------
🔷 3. Ping (Latency)
ระยะเวลาที่ข้อมูลเดินทางไปกลับ

ตัวอย่าง :
• เกมออนไลน์
• VoIP
• Microsoft Teams
• Zoom

👉 ค่าต่ำดีกว่า

ค่าเวลา Ping และ คุณภาพ
• 1-20 ms -> ดีมาก
• 20-50 ms -> ดี
• 50-100 ms -> พอใช้
• มากกว่า 100 ms -> เริ่มมีปัญหา

--------------------------------------------
🔷 วิธีทดสอบ Speed Test ให้แม่นยำที่สุด

✅ วิธีที่ 1 : ใช้สาย LAN แทน Wi-Fi

Wi-Fi มีปัจจัยรบกวนมาก เช่น
• ผนัง
• ระยะทาง
• สัญญาณรบกวน
• ผู้ใช้งานคนอื่น

การเสียบสาย LAN จะได้ผลที่ใกล้เคียงความเร็วจริงที่สุด
👉 แนะนำสำหรับการตรวจสอบปัญหาที่แท้จริง

--------------------------------------------
✅ วิธีที่ 2: ปิดโปรแกรมที่ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมด

ก่อนทดสอบให้ปิด
• YouTube
• Netflix
• Teams
• Zoom
• OneDrive
• Google Drive
• Windows Update
• Steam
• Torrent

👉 เพราะโปรแกรมเหล่านี้แอบใช้ Bandwidth อยู่

--------------------------------------------
✅ วิธีที่ 3 : ทดสอบหลายครั้ง
ไม่ควรวัดแค่ครั้งเดียว

แนะนำ :
• เช้า
• กลางวัน
• เย็น
• ช่วงพีค (19:00-22:00)

👉 แล้วนำค่าเฉลี่ยมาเปรียบเทียบ

--------------------------------------------
✅ วิธีที่ 4 : เลือก Server ที่ใกล้ที่สุด

Server ที่อยู่ไกลจะทำให้
• Ping สูง
• Download ต่ำ
• Upload ต่ำ

👉 ควรเลือก Server ในประเทศไทยก่อน

--------------------------------------------
✅ วิธีที่ 5 : ทดสอบจากหลายเว็บไซต์

ตัวอย่างเว็บไซต์ยอดนิยม
• Speedtest by Ookla
• Fast.com
• Cloudflare Speed Test

👉 ผลอาจแตกต่างกันเล็กน้อย

--------------------------------------------
✅ วิธีที่ 6 : ตรวจสอบความเร็วของ LAN Card

ตัวอย่าง
ถ้า LAN Negotiation ได้แค่
• 100 Mbps
แต่แพ็กเกจอินเทอร์เน็ต
• 500 Mbps
👉 ผล Speed Test จะไม่มีทางเกิน 100 Mbps

ตรวจสอบได้จาก :
Windows
Control Panel
-> Network Connections
-> Ethernet Status
-> Speed

ควรขึ้น :
• 1 Gbps
• 2.5 Gbps
• 10 Gbps

👉 ตามอุปกรณ์ที่ใช้งาน

--------------------------------------------
✅ วิธีที่ 7 : ตรวจสอบสาย LAN

สายที่เสียหรือเข้าหัวไม่ดีอาจทำให้
• วิ่งแค่ 100 Mbps
• Packet Loss
• Ping สูง

แนะนำให้ใช้
• CAT 5E
• CAT 6
• CAT 6A

👉 ที่ได้มาตรฐาน

--------------------------------------------
✅ วิธีที่ 8 : ทดสอบจากหลายอุปกรณ์
เช่น
• Notebook
• PC
• Smartphone

หากช้าเฉพาะเครื่องเดียว
👉 แสดงว่าปัญหาอยู่ที่เครื่อง

หากช้าทุกเครื่อง
แสดงว่าปัญหาอาจจะอยู่ที่
• Switch
• Router
• ISP

--------------------------------------------
🔷 วิธีวิเคราะห์ผล Speed Test

กรณีที่ 1
แพ็กเกจ 500 Mbps

ผลทดสอบ :
• Download 480 Mbps
• Upload 490 Mbps
👉 ถือว่าปกติ

--------------------------------------------
กรณีที่ 2
แพ็กเกจ 500 Mbps

ผลทดสอบ :
• Download 90 Mbps

ให้ตรวจสอบ :
• LAN Speed 100 Mbps หรือไม่
• สาย LAN เสียหรือไม่
• Switch รองรับ Gigabit หรือไม่

--------------------------------------------
กรณีที่ 3
Download ปกติ
แต่ Ping สูง❌
เช่น
• Download 900 Mbps
• Ping 200 ms

สาเหตุอาจจะเป็นที่
• Router มีปัญหา
• Packet Loss
• ISP มีปัญหา
• ใช้งาน VPN

--------------------------------------------
🔷 Checklist ทดสอบ Speed Test แบบมืออาชีพ

✅ ใช้สาย LAN
✅ ปิดโปรแกรมทั้งหมด
✅ ตรวจสอบ LAN Link Speed
✅ เลือก Server ใกล้ที่สุด
✅ ทดสอบหลายรอบ
✅ ทดสอบหลายช่วงเวลา
✅ ทดสอบหลายเว็บไซต์
✅ ตรวจสอบ Packet Loss ควบคู่กัน
✅ เปรียบเทียบกับแพ็กเกจที่สมัครไว้

--------------------------------------------
🔷 สรุปสุดท้ายแบบเข้าใจง่าย

การทำ Speed Test ที่แม่นยำที่สุดคือ ต่อสาย LAN โดยตรง, ปิดโปรแกรมที่ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมด, เลือก Server ใกล้ที่สุด และทดสอบหลายครั้งในหลายช่วงเวลา เพราะผลการทดสอบเพียงครั้งเดียวอาจไม่สะท้อนประสิทธิภาพจริงของเครือข่าย

👉 หากทำตามขั้นตอนเหล่านี้ จะช่วยแยกได้ว่าปัญหาเกิดจากเครื่องผู้ใช้, อุปกรณ์เครือข่ายภายใน หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ‼️

Tips แก้ปัญหา Domain ทุกองค์กรThe Trust Relationship Failed คืออะไร❓The Trust Relationship Between This Workstation and ...
01/06/2026

Tips แก้ปัญหา Domain ทุกองค์กร
The Trust Relationship Failed คืออะไร❓

The Trust Relationship Between This Workstation and the Primary Domain Failed เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเครื่อง Windows ที่ Join Domain กับ Active Directory (AD) โดยหมายความว่า

❌ เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่สามารถยืนยันตัวตนกับ Domain Controller ได้อีกต่อไป

👉 เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนพนักงานมีบัตรพนักงานที่เคยใช้เข้าออฟฟิศได้ แต่ข้อมูลในระบบส่วนกลางไม่ตรงกับบัตรแล้ว ทำให้ถูกปฏิเสธการเข้าใช้งาน

----------------------------------------------
🔷 อาการที่พบ

• Login ด้วยบัญชี Domain ไม่ได้
• ขึ้นข้อความ
The Trust Relationship Between This Workstation
and the Primary Domain Failed
• เข้า Shared Folder ไม่ได้
• ใช้งาน Group Policy ไม่ได้
• เครื่องติดต่อ Domain Controller ไม่สำเร็จ

----------------------------------------------
สาเหตุหลักที่เจอบ่อย

🔷 1. Computer Account ใน AD ไม่ตรงกับเครื่อง

ทุกเครื่องที่ Join Domain จะมี Password ของ Computer Account
หาก Password ฝั่งเครื่องและฝั่ง AD ไม่ตรงกัน จะเกิด Error นี้

สาเหตุเช่น :
• Restore VM Snapshot เก่า
• Restore Backup เครื่อง
• Clone VM
• ย้าย Storage แล้ว Rollback

----------------------------------------------
🔷 2. เครื่องไม่ได้ติดต่อ Domain Controller นานเกินไป
เช่น :
• ปิดเครื่องเกิน 30 วัน
• Laptop ไม่ได้ต่อ VPN กลับเข้ามาองค์กรนาน

👉 เมื่อ Password Computer Account เปลี่ยนใน AD แต่เครื่องยังใช้ค่าเดิม จึงเกิดปัญหา Trust Relationship

----------------------------------------------
🔷 3. Computer Account ถูกลบใน AD
ผู้ดูแลระบบอาจจะ
• Delete Computer Object
• Disable Computer Account
• ย้าย OU ผิดพลาด

👉 ทำให้เครื่องหา Account ตัวเองไม่เจอ

----------------------------------------------
🔷 4. Active Directory Replication มีปัญหา
กรณีมีหลาย Domain Controller
• AD Sync ไม่ครบ
• Replication Error

👉 ข้อมูล Computer Account ไม่ตรงกัน

----------------------------------------------
🔷 5. Snapshot VM ย้อนกลับ
พบบ่อยมากใน VMware และ Hyper-V

ตัวอย่าง
1. Join Domain วันที่ 1
2. AD เปลี่ยน Password Computer Account หลายครั้ง
3. Restore Snapshot วันที่ 1

เครื่องกลับไปใช้ Password เก่า
👉 จึง Login Domain ไม่ได้

----------------------------------------------
🔷 วิธีการตรวจสอบ

✅ ตรวจสอบการเชื่อมต่อ Domain
เปิด CMD
echo %logonserver%

👉 หากไม่พบ Domain Controller อาจมีปัญหา Network หรือ DNS

----------------------------------------------
✅ ตรวจสอบ Secure Channel

เปิด PowerShell แบบ Administrator
Test-ComputerSecureChannel

ผลลัพธ์
False

👉 แสดงว่า Trust Relationship เสีย

----------------------------------------------
✅ ตรวจสอบ DNS
เปิด CMD
nslookup yourdomain.local

👉 ต้องตอบกลับ IP ของ Domain Controller ได้

----------------------------------------------
🔷 วิธีแก้ไขที่ถูกต้อง

✅ วิธีที่ 1 : รีเซ็ต Secure Channel

PowerShell Administrator
Test-ComputerSecureChannel -Repair
หรือ
Reset-ComputerMachinePassword

จากนั้น Restart เครื่อง

----------------------------------------------
✅ วิธีที่ 2 : Remove และ Join Domain ใหม่

1. Login ด้วย Local Administrator
2. เปลี่ยนจาก Domain เป็น Workgroup
System Properties
-> Computer Name
-> Change
-> Workgroup
3. Restart
4. Join Domain ใหม่
System Properties
-> Computer Name
-> Change
-> Domain
5. Restart เครื่องอีกครั้ง

👉 วิธีนี้แก้ได้เกือบทุกกรณี

----------------------------------------------
✅ วิธีที่ 3 : Reset Computer Account ใน AD

บน Domain Controller
1. เปิด Active Directory Users and Computers
2. หา Computer Object
3. คลิกขวา
4. Reset Account

จากนั้นที่เครื่องมีปัญหา
Test-ComputerSecureChannel -Repair

----------------------------------------------
🔷 สิ่งที่ไม่ควรทำ

❌ Delete User Account โดยไม่จำเป็น
❌ ลบ Computer Object โดยไม่วิเคราะห์สาเหตุก่อน
❌ Reinstall Windows ทันที
❌ เปลี่ยน DNS เป็น Google DNS (8.8.8.8)

----------------------------------------------
🔷 สรุปสุดท้ายแบบสั้นเข้าใจง่าย

The Trust Relationship Failed คือปัญหาที่เครื่อง Windows สูญเสียความสัมพันธ์ (Trust) กับระบบ Active Directory ทำให้ Domain Controller ไม่สามารถยืนยันตัวตนของเครื่องได้

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ
1. Restore Snapshot หรือ Backup เก่า
2. เครื่องไม่ได้เชื่อมต่อ Domain นาน
3. Computer Account ใน AD มีปัญหา
4. AD Replication ผิดพลาด
5. DNS หรือการเชื่อมต่อ Domain Controller มีปัญหา

👉 วิธีแก้ที่ใช้บ่อยที่สุดคือ Reset Computer Account, Repair Secure Channel หรือ Remove แล้ว Join Domain ใหม่ ซึ่งมักแก้ปัญหาได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด‼️

Tips แก้ปัญหา Windows ทุกองค์กรลืมรหัสผ่าน Windows แก้อย่างไร❓หากลืมรหัสผ่าน Windows วิธีแก้จะขึ้นอยู่กับประเภทบัญชีที่ใ...
31/05/2026

Tips แก้ปัญหา Windows ทุกองค์กร
ลืมรหัสผ่าน Windows แก้อย่างไร❓

หากลืมรหัสผ่าน Windows วิธีแก้จะขึ้นอยู่กับประเภทบัญชีที่ใช้งานอยู่ โดยแบ่งเป็น Microsoft Account และ Local Account

🔷 วิธีที่ 1 : ใช้ Microsoft Account
ถ้าหน้า Login แสดงอีเมล เช่น Outlook, Hotmail หรือ Gmail ที่ผูกกับ Microsoft

ขั้นตอน :
1. ที่หน้า Login กด Forgot Password
2. หรือเข้าเว็บไซต์
https://account.live.com/ResetPassword.aspx?mkt=th-TH
3. ยืนยันตัวตนผ่าน
• อีเมล์สำรอง
• เบอร์โทรศัพท์
• Microsoft Authenticator
4. ตั้งรหัสผ่านใหม่
5. เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและ Login อีกครั้ง

✅ ข้อมูลในเครื่องจะไม่หาย

-------------------------------------------
🔷 วิธีที่ 2 : ใช้ Local Account
หากเป็นบัญชีภายในเครื่อง (ไม่มีอีเมล Microsoft)

กรณีเคยตั้ง Security Questions
1. พิมพ์รหัสผิดจนขึ้น
Reset Password
2. ตอบคำถามความปลอดภัย
3. ตั้งรหัสผ่านใหม่
4. Login เข้าใช้งาน

✅ ข้อมูลไม่หาย
-------------------------------------------
🔷 วิธีที่ 3 : ใช้บัญชี Administrator ตัวอื่น

หากมีบัญชี Admin อีกตัวในเครื่อง
1. Login ด้วยบัญชี Admin
2. กด Windows + R
3. พิมพ์
-> control userpasswords2
4. เลือก User ที่ลืมรหัส
5. กด Reset Password
6. ตั้งรหัสใหม่

-------------------------------------------
🔷 วิธีที่ 4 : เข้า Safe Mode
ใช้กรณีเครื่องมีปัญหาเกี่ยวกับการ Login

วิธีเข้า :
1. กดปุ่ม Shift ค้างไว้
2. เลือก Restart
3. เข้า
Troubleshoot
-> Advanced Options
-> Startup Settings
-. Restart
4. กดเลข 4 หรือ F4
เข้าสู่ Safe Mode เพื่อตรวจสอบบัญชีผู้ใช้และปัญหาระบบ

-------------------------------------------
🔷 วิธีที่ 5 : Reset This PC
หากไม่สามารถกู้รหัสได้เลย

ขั้นตอน :
1. หน้า Login กด Shift + Restart
2. เลือก
Troubleshoot
-> Reset This PC
3. เลือก
Keep my files
• เก็บไฟล์ส่วนตัวไว้
• ลบโปรแกรมและการตั้งค่า
หรือ
Remove everything
• ลบข้อมูลทั้งหมด

⚠️ ควรสำรองข้อมูลก่อนถ้าทำได้

-------------------------------------------
🔷 กรณีเครื่องอยู่ใน Domain
หากเป็นเครื่องบริษัทที่ Join Domain

ให้ตรวจสอบ :
• ใช้รหัส Domain หรือ Local Account
• บัญชีถูก Lock หรือ Password Expired หรือไม่
• ติดต่อผู้ดูแลระบบ Active Directory ให้ Reset Password
• เครื่องเชื่อมต่อเครือข่ายองค์กรหรือ VPN หรือไม่

👉 ผู้ดูแลระบบสามารถรีเซ็ตรหัสผ่านจาก
Active Directory Users and Computers
ได้ทันที

-------------------------------------------
🔷 สิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาด

❌ ดาวน์โหลดโปรแกรมแฮกรหัสผ่านจากอินเทอร์เน็ต
❌ แก้ไขไฟล์ระบบโดยไม่มีความรู้
❌ ใช้เครื่องมือ Bypass Password ที่ไม่ถูกต้องตามนโยบายองค์กร
❌ ปิดการเข้ารหัสดิสก์ เช่น BitLocker โดยไม่จำเป็น

-------------------------------------------
🔷 สรุปการแก้ปัญหาแบบเร็ว

สถานการณ์และวิธีแก้ปัญหา

✅ ใช้ Microsoft Account -> Reset ผ่าน Microsoft
✅ Local Account + Security Questions -> ตอบคำถามแล้วตั้งรหัสใหม่
✅ มี Admin อีกบัญชี -> Reset Password ได้
✅ เครื่องบริษัท Domain -> ให้ Admin Reset ใน AD
✅ เข้าไม่ได้ทุกวิธี -> Reset This PC

คลื่น 2.4 GHz vs 5 GHz ต่างกันอย่างไรใช้งานจริงมีปัญหาอะไรบ้าง❓ปัญหาที่พบบ่อยของคลื่น 2.4 GHz🔷 1. สัญญาณรบกวนเยอะมากคลื่...
30/05/2026

คลื่น 2.4 GHz vs 5 GHz ต่างกันอย่างไร
ใช้งานจริงมีปัญหาอะไรบ้าง❓

ปัญหาที่พบบ่อยของคลื่น 2.4 GHz

🔷 1. สัญญาณรบกวนเยอะมาก

คลื่น 2.4GHz ใช้งานร่วมกับอุปกรณ์หลายชนิด เช่น
• Bluetooth
• เมาส์ไร้สาย
• คีย์บอร์ดไร้สาย
• กล้อง CCTV Wi-Fi
• ไมโครเวฟ

ผลลัพธ์คือ :
❌ Internet ช้า
❌ Packet Loss
❌ Wi-Fi หลุดเป็นช่วงๆ

-----------------------------------
🔷 2. ช่องสัญญาณทับกัน

คลื่น 2.4GHz มีช่องสัญญาณที่ไม่ทับกันจริงๆ เพียง 3 ช่องหลัก
• Channel 1
• Channel 6
• Channel 11

หาก AP หลายตัวใช้ช่องเดียวกันจะเกิด
• ปัญหา Interference
• ความเร็วตก
• Roaming ไม่ดี
• Latency สูง

-----------------------------------
🔷 3. คนใช้เยอะเกินไป
ในออฟฟิศหรือคอนโด
• มือถือ
• Notebook
• IoT
มักแย่งกันใช้คลื่น 2.4 GHz
👉 ทำให้ AP ตอบสนองช้าลง

-----------------------------------
ปัญหาที่พบบ่อยของคลื่น 5 GHz

🔷 1. สัญญาณหายเมื่ออยู่ไกล AP
ปัญหาที่พบประจำ
ผู้ใช้บอกว่า
"Wi-Fi เต็มขีด แต่ใช้งานไม่ได้"

สาเหตุคือ :
• เครื่องยังเกาะ AP เดิม
• RSSI ต่ำมาก
• อยู่ไกลเกินระยะใช้งาน

-----------------------------------
🔷 2. ต้องใช้ AP มากขึ้น
หากออกแบบโดยใช้คลื่น 5 GHz เป็นหลัก
อาจต้องติดตั้ง AP มากกว่าเดิม 30–50%
👉 เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่เท่าเดิม

-----------------------------------
🔷 3. DFS Channel
บางช่องของคลื่น 5 GHz ใช้ร่วมกับระบบเรดาร์
เมื่อ AP ตรวจพบสัญญาณเรดาร์
อาจเปลี่ยน Channel อัตโนมัติ

ส่งผลให้ :
• Wi-Fi หลุดชั่วคราว
• VoIP สะดุด
• Video Call กระตุก

-----------------------------------
🔷 ปัญหาที่พบบ่อยในองค์กร

❌ AP เยอะ แต่ Wi-Fi ยังช้า
สาเหตุ :
• Channel ทับกัน
• Power สูงเกินไป
• Client เกาะ AP ผิดตัว
• ไม่มี Band Steering

-----------------------------------
❌ ผู้ใช้เดินแล้ว Wi-Fi หลุด
สาเหตุ :
• Roaming ไม่สมบูรณ์
• AP วางห่างเกินไป
• ค่า RSSI ต่ำ

-----------------------------------
❌ บางพื้นที่ Wi-Fi เต็ม แต่ใช้งานไม่ได้
สาเหตุ :
• Interference
• Channel Congestion
• DHCP ช้า
• DNS มีปัญหา

👉ไม่ใช่ปัญหาที่ความแรงสัญญาณเสมอไป

-----------------------------------
🔷 คำแนะนำสำหรับการใช้งานจริง

✅ IoT, Printer, กล้อง Wi-Fi -> ใช้ 2.4 GHz
✅ Notebook, Smartphone, Video Call -> ใช้ 5 GHz
✅ องค์กรควรเปิดทั้งสองคลื่น
✅ ใช้ Band Steering บังคับให้เครื่องส่วนใหญ่ไปใช้งาน 5 GHz
✅ สำรวจสัญญาณ (Site Survey) ก่อนติดตั้ง AP

-----------------------------------
🔷 สรุปสุดท้ายเข้าใจง่าย

• คลื่น 2.4 GHz เหมาะกับพื้นที่กว้างและอุปกรณ์ IoT แต่มีปัญหาเรื่องสัญญาณรบกวนสูง
• คลื่น 5 GHz เหมาะกับงานที่ต้องการความเร็วสูงและรองรับผู้ใช้จำนวนมาก แต่ระยะสัญญาณสั้นกว่า
• ปัญหา Wi-Fi ส่วนใหญ่ในองค์กรไม่ได้เกิดจากความแรงสัญญาณเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก Channel ซ้ำ, Interference, Roaming และการออกแบบตำแหน่ง AP ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในงาน Network จริง‼️

Tips แก้ปัญหา Domain ทุกองค์กรเครื่องขึ้น Domain Not Available แก้อย่างไร❓อาการนี้มักเกิดตอน Login Windows แล้วขึ้นข้อคว...
29/05/2026

Tips แก้ปัญหา Domain ทุกองค์กร
เครื่องขึ้น Domain Not Available แก้อย่างไร❓

อาการนี้มักเกิดตอน Login Windows แล้วขึ้นข้อความประมาณ
• “The domain isn’t available”
• “Domain not available”
• “Cannot contact domain”
• “The trust relationship failed”
• “No logon servers available”

หมายความว่า
👉 เครื่องคอม “ติดต่อ Domain Controller (DC)” ไม่ได้

----------------------------------
🔷 อาการและสาเหตุที่เป็นไปได้

❌ Login ไม่ได้ -> ติดต่อ DC ไม่ได้
❌ เข้า Domain User ไม่ได้ -> DNS ผิด
❌ ขึ้น Trust Relationship -> Computer Account เสีย
❌ ใช้งาน Network ได้ แต่ Login ไม่ได้ -> DNS ชี้ผิด
❌ VPN ต่อไม่ได้ -> หา Domain ไม่เจอ

----------------------------------
สาเหตุหลักที่พบบ่อยที่สุด

🔷 1. DNS ผิด (เจอบ่อยสุด)
เครื่อง Client ต้องใช้ DNS ของ Domain เท่านั้น
❌ ไม่ควรตั้ง :
• 8.8.8.8
• 1.1.1.1
👉 เพราะจะหา Domain ไม่เจอ

----------------------------------
🔷 2. ติดต่อ Domain Controller ไม่ได้
เช่น :
• DC ปิดอยู่
• Network มีปัญหา
• Firewall Block
• VPN หลุด

----------------------------------
🔷 3. เวลาเครื่องไม่ตรงกับ Domain
ถ้าเวลาเพี้ยนเกินประมาณ 5 นาที
👉 Kerberos จะ Authentication ไม่ผ่าน

----------------------------------
🔷 4. Computer Account มีปัญหา
เช่น :
• Reset Machine Account
• Restore VM เก่า
• Snapshot เก่า
• Clone เครื่อง
👉 จะเกิด Trust Relationship Error

----------------------------------
🔷 วิธีตรวจสอบทีละขั้นตอน

✅ Step 1 : เช็ก Internet และ Network ก่อน
ลอง :
• Ping Gateway
• Ping DC
• เปิด Shared Folder

ตัวอย่าง :
ping 192.168.1.1
ping dc01
❌ ถ้า Ping ไม่ได้ -> Network มีปัญหา

----------------------------------
✅ Step 2 : เช็ก DNS สำคัญที่สุด
เปิด CMD
ipconfig /all
👉 ดูตรง DNS Server

ค่าที่ถูกต้อง✅
ควรเป็น :
DNS Server . . . : 192.168.x.x (IP ของ DC)

ค่าที่ผิด
❌ 8.8.8.8
❌ 1.1.1.1
❌ DNS Router

วิธีแก้ DNS
ไปที่ :
• Network Adapter
• IPv4
• Preferred DNS
ใส่ IP Domain Controller
เช่น :
192.168.1.10

----------------------------------
✅ Step 3 : ทดสอบหา Domain
รัน :
nslookup domain.local
หรือ :
nltest /dsgetdc:domain.local

👉 ถ้าเจอ DC แปลว่า DNS เริ่มปกติ

----------------------------------
✅ Step 4 : เช็กเวลาเครื่อง
รัน :
time
หรือ Sync ใหม่ :
w32tm /resync

----------------------------------
✅ Step 5 : ลอง Login แบบ Cached Credential
ถ้า Domain ล่มชั่วคราว
ให้ลอง :
DOMAIN\username

ถ้าเคย Login เครื่องนี้มาก่อน
👉 Windows อาจใช้ Cached Login ได้

----------------------------------
✅ Step 6 : เช็ก Secure Channel
ถ้าขึ้น :
Trust relationship failed
รัน :
Test-ComputerSecureChannel
❌ ถ้าขึ้น False -> Trust เสีย

----------------------------------
วิธีแก้ Trust Relationship

1. เอาเครื่องออกจาก Domain
ไปที่ :
• System
• Rename this PC
• Workgroup
• Restart

2. Join Domain ใหม่
• กลับเข้า Domain อีกครั้ง

----------------------------------
วิธีแก้แบบ PowerShell
Test-ComputerSecureChannel -Repair

👉 ต้องใช้สิทธิ์ Domain Admin

----------------------------------
✅ Step 7 : เช็ก Domain Controller
บน Server ให้ตรวจสอบ
Service สำคัญ
• DNS
• Netlogon
• Active Directory Domain Services

คำสั่งเช็ก
dcdiag
👉 ใช้ตรวจสุขภาพ DC

----------------------------------
✅ Step 8 : เช็ก VPN (กรณีทำงานจากบ้าน)
ถ้าใช้ VPN แล้วขึ้น Domain Not Available
ให้เช็ก :
• VPN Connected หรือยัง
• ได้ DNS Domain หรือไม่
• Ping DC ได้ไหม

----------------------------------
✅ Step 9 เช็ก Firewall
บางครั้ง Firewall Block Port Domain
Port สำคัญ :
• 53 DNS
• 88 Kerberos
• 389 LDAP
• 445 SMB

----------------------------------
กรณีเปิดเครื่องนอกบริษัท
เช่น :
• เอา Notebook กลับบ้าน
• ไม่ต่อ VPN
จะขึ้น Domain Not Available ได้ปกติ
👉 เพราะหา DC ไม่เจอ

วิธีใช้งานชั่วคราว
Login ด้วย
• Cached Credential
หรือ
• ต่อ VPN ก่อน Login

----------------------------------
🔷 วิธีป้องกันระยะยาว
ควรทำ :
✅ ใช้ DNS ของ DC เท่านั้น
✅ ตั้งเวลา Sync อัตโนมัติ
✅ มี DC มากกว่า 1 ตัว
✅ Backup AD
✅ อย่าใช้ Snapshot DC มั่วๆ
✅ ตรวจ DNS สม่ำเสมอ

----------------------------------
🔷 สรุปลำดับตรวจแบบมืออาชีพ

1. เช็กสาย LAN / Wi-Fi / VPN
2. Ping DC
3. เช็ก DNS
4. nslookup Domain
5. Sync Time
6. Test Secure Channel
7. Join Domain ใหม่ถ้าจำเป็น

👉 เพราะกว่า 80% ของปัญหา “Domain Not Available” มักเกิดจาก DNS และการติดต่อ Domain Controller ไม่ได้‼️

Tips แก้ปัญหา Windows ทุกองค์กรWindows เปิดไม่ขึ้น แก้ยังไง❓อาการ “Windows เปิดไม่ขึ้น” มีได้หลายแบบ เช่น• เปิดแล้วค้างโ...
29/05/2026

Tips แก้ปัญหา Windows ทุกองค์กร
Windows เปิดไม่ขึ้น แก้ยังไง❓

อาการ “Windows เปิดไม่ขึ้น” มีได้หลายแบบ เช่น
• เปิดแล้วค้างโลโก้
• จอฟ้า (Blue Screen)
• รีสตาร์ทวน
• จอดำ
• เข้า Desktop ไม่ได้
• ขึ้นข้อความ “Automatic Repair”
• เปิดแล้วไม่มีภาพ

👉 วิธีแก้ต้อง “แยกอาการ” ก่อน แล้วค่อยตรวจทีละจุด

---------------------------------------
🔷 1. เช็กก่อนว่า “เปิดไม่ขึ้นแบบไหน”

อาการและสาเหตุที่เป็นไปได้

❌ ไม่มีไฟ ไม่มีภาพ -> Power Supply / Adapter / Battery
❌ มีไฟ แต่จอดำ -> RAM / การ์ดจอ / Windows พัง
❌ ค้างโลโก้ Windows -> ไฟล์ระบบเสีย / HDD ช้า
❌ รีสตาร์ทวน -> Driver / Update พัง
❌ จอฟ้า -> Driver / RAM / Disk
❌ เข้า Safe Mode ได้ แต่เข้า Windows ปกติไม่ได้ -> Driver หรือ Startup มีปัญหา

---------------------------------------
🔷 2. ถอดอุปกรณ์ USB ออกก่อน

บางครั้ง Windows บูตค้างเพราะ
• Flash Drive
• External HDD
• Printer
• USB Wi-Fi
• Dongle ต่างๆ

วิธีทำ :
1. ปิดเครื่อง
2. ถอด USB ทุกอย่าง
3. เปิดใหม่อีกครั้ง

---------------------------------------
🔷 3. เข้า Safe Mode

Safe Mode คือโหมดที่โหลดเฉพาะระบบพื้นฐาน
ถ้าเข้าได้ แปลว่า :
• Hardware ยังทำงานได้
• ปัญหาอาจมาจาก Driver / Update / Program

---------------------------------------
วิธีเข้า Safe Mode (Windows 10/11)
1. เปิดเครื่อง
2. ตอนโลโก้ Windows ขึ้น -> กดปุ่ม Power ค้างให้ดับ
3. ทำ 3 รอบ
4. เครื่องจะเข้า “Automatic Repair”
5. เลือก :
• Advanced options
• Troubleshoot
• Startup Settings
• Restart
6. กดเลข 4 = Safe Mode

---------------------------------------
🔷 4. ถ้าเข้า Safe Mode ได้ ให้ทำตามนี้

✅ 4.1 ถอนโปรแกรมล่าสุด
บางครั้งโปรแกรมใหม่ทำให้บูตไม่ได้
ไปที่ :
• Control Panel
• Programs and Features

แล้วถอน :
• Antivirus
• Driver
• VPN
• โปรแกรมที่เพิ่งติดตั้ง

---------------------------------------
✅ 4.2 ถอน Windows Update ล่าสุด
ไปที่ :
• Settings
• Windows Update
• Update History
• Uninstall Updates

---------------------------------------
✅ 4.3 ปิด Startup ที่ไม่จำเป็น
1. กด Ctrl + Shift + Esc
2. เปิด Task Manager
3. ไปแท็บ Startup
4. Disable โปรแกรมที่ไม่จำเป็น

---------------------------------------
🔷 5. ซ่อมไฟล์ Windows
เปิด Command Prompt (Admin)
รันคำสั่ง :
sfc /scannow
👉 ใช้ตรวจไฟล์ Windows เสีย

ต่อด้วย :
DISM /Online /Cleanup-Image /RestoreHealth
👉 ใช้ซ่อม Image ของ Windows

---------------------------------------
🔷 6. เช็ก HDD / SSD เสีย
อาการ Disk ใกล้เสีย :
• ค้างบ่อย
• เปิดช้า
• เสียงดังแกร๊กๆ
• รีสตาร์ทเอง
• จอฟ้า

วิธีเช็ก
เปิด CMD แล้วรัน :
chkdsk /f /r
👉 แล้ว Restart เครื่อง

---------------------------------------
🔷 7. ใช้ Startup Repair
ถ้าเข้า Windows ไม่ได้เลย

วิธีเข้า
1. เข้า Advanced Options
2. เลือก :
• Troubleshoot
• Advanced Options
• Startup Repair
👉 Windows จะพยายามซ่อม Boot ให้อัตโนมัติ

---------------------------------------
🔷 8. ซ่อม Boot Windows
เปิด Command Prompt แล้วรัน :
bootrec /fixmbr
bootrec /fixboot
bootrec /scanos
bootrec /rebuildbcd

ใช้แก้ :
• Boot เสีย
• เปิดไม่ขึ้น
• หา Windows ไม่เจอ

---------------------------------------
🔷 9. เช็ก RAM
RAM เสียทำให้ :
• จอฟ้า
• รีบูตวน
• ค้างตอนเปิด

วิธีเช็ก :
• ถอด RAM แล้วเสียบใหม่
• สลับช่อง RAM
• ใช้ทีละแถว

---------------------------------------
🔷 10. ใช้ System Restore
ถ้ามี Restore Point
วิธีเข้า
• Advanced Options
• System Restore

👉 ย้อนระบบกลับไปก่อนมีปัญหา
---------------------------------------
🔷 11. Reset Windows
ถ้าซ่อมไม่ได้
วิธีเข้า
• Troubleshoot
• Reset this PC
เลือก :
• Keep my files

👉 Windows จะลงใหม่แต่เก็บไฟล์ไว้
---------------------------------------
🔷 12. ถ้ายังไม่หาย อาจเป็นที่ Hardware
จุดที่พบบ่อย :
• SSD เสีย
• HDD Bad Sector
• RAM เสีย
• Power Supply เสีย
• Mainboard มีปัญหา

---------------------------------------
🔷 วิธีไล่เช็กแบบมืออาชีพ

✅ Step 1 : เช็กไฟเข้าเครื่อง
✅ Step 2 : เช็กจอ / สายจอ
✅ Step 3 : ถอด USB ทั้งหมด
✅ Step 4 : เข้า Safe Mode
✅ Step 5 : ซ่อม Startup
✅ Step 6 : เช็ก Disk + RAM
✅ Step 7 : Reset Windows
✅ Step 8 : เปลี่ยน Hardware ถ้าจำเป็น

---------------------------------------
🔷 สรุปสุดท้ายแบบเข้าใจง่าย

อาการและจุดที่ควรเช็ก

❌ ค้างโลโก้ -> เช็ก Disk / Windows
❌ จอฟ้า -> เช็ก RAM / Driver
❌ รีสตาร์ทวน -> เช็ก Update / Driver
❌ จอดำ -> เช็ก RAM / GPU
❌ เปิดช้ามาก -> เช็ก HDD เสื่อม
❌ เข้า Safe Mode ได้ -> Software มีปัญหา

---------------------------------------
🔷 คำแนะนำเพิ่มเติม

สิ่งที่ควรมีติดไว้เสมอ :
• Flash Drive ลง Windows
• Backup ข้อมูล
• โปรแกรมเช็ก SSD
• Restore Point

👉 เพราะปัญหา Windows ส่วนใหญ่ “กู้ได้” ถ้ามีข้อมูลสำรองและเครื่องมือพร้อม‼️

ที่อยู่

119/20 I. M Square Building, Moo. 5, Pakkret, Pakkret, Nonthaburi 11120
Bangkok
10210

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ITC Training Centerผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ITC Training Center:

แชร์