28/06/2018
#มอร์มูฟเป็นข่าว อันตรายขั้นสุด!! งานวิจัยท้องถิ่นเผย หนองบัวลำภูจังหวัดเดียวพบผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าระหว่างปี 56-60 สะสมสูงถึง 1,065 ราย เกือบ 10% ของผู้ป่วยจะพิการหรือเสียชีวิต #การเจ็บป่วยในพื้นที่สัมพันธ์กับปริมาณการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชเกินอัตราแนะนำ โดยระบุพบทั้งจังหวัดใช้ 'พาราควอต' เยอะมาก 8 แสนลิตรต่อปี!!
Source : https://www.tcijthai.com/news/2018/4/scoop/7889
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายส่งเสริมวิจัยท้องถิ่น จ.หนองบัวลำภู ร่วมกับนักวิจัยท้องถิ่น ได้ทำการวิจัยในพื้นที่ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู เนื่องจากเห็นผลกระทบด้านสุขภาพตัวเลขการเจ็บป่วยสูงและพบการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในการทำเกษตรกรรมเกินอัตรากำหนด 4-8 เท่า โดยคาดการณ์กันว่าในพื้นที่ อ.สุวรรณคูหา มีการใช้ ‘พาราควอต’ มากกว่า 3 แสนลิตรต่อปี โดยทั้ง จ.หนองบัวลำภูมีการใช้มากกว่า 8 แสนลิตรต่อปีเลยทีเดียว
อนึ่ง หนองบัวลำภูมีผู้ป่วย 'โรคเนื้อเน่า' (Necrotizing fasciitis) เฉพาะโรงพยาบาล จ.หนองบัวลำภู นับตั้งแต่ปี 2553 มีผู้ป่วยไม่ต่ำกว่าปีละ 120 คน และเกือบร้อยละ10 ของผู้ป่วยจะพิการและเสียชีวิต โดยสถิติทั้งจังหวัดมีผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าสะสมระหว่างปี 2556-2560 จำนวน 1,065 คน และพบผู้ป่วยโรคผิวหนังมากสุดช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. โดยผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษามักมีการสัมผัสกับน้ำในลำน้ำ นาข้าว หรืออ่างเก็บน้ำเป็นเวลานาน หลายรายมีบาดแผลในบริเวณแขน ขา จากการทำงานและไปล้างตัวในแหล่งน้ำที่รองรับสารเคมีทางการเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมเกษตรกรใช้สารเคมีในห้วงเวลาดังกล่าว
ทั้งนี้ จากข้อมูล ‘โครงการวิจัยกระบวนการพัฒนาและขับเคลื่อนธรรมนูญชุมชนประเด็นสารเคมีเกษตร’ โดยณรงฤทธิ์ จันทรนาหว้าและคณะ ที่ได้ทำการศึกษาในพื้นที่ ต.นาดี อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู พบว่า #การเจ็บป่วยมีความสัมพันธ์กับปริมาณการใช้สารเคมี #โดยหมู่บ้านที่ใช้สารเคมีในปริมาณมากจะมีจำนวนผู้ป่วยทุกประเภทหรือได้รับผลกระทบมาก เช่น หมู่ที่ 13 มีการใช้สารเคมี 7,372 ลิตร มีจำนวนผู้ป่วยทุกชนิดสูงถึง 272 ราย เทียบกับหมู่บ้านที่ใช้ปริมาณสารเคมีจำนวนน้อย หมู่ที่ 7 ใช้สารเคมีจำนวน 1,510 ลิตร มีจำนวนผู้ป่วยเพียง 88 คน
ด้าน รศ.ดร.พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล นักวิจัย สกว. ม.นเรศวร ได้ดำเนินการวิจัยเพื่อหาการตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรในพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู และความสัมพันธ์ของสารเคมีเหล่านี้กับการเกิดโรคเนื้อเน่าพบว่า #จากการใช้สารพาราควอตจำนวนมากเกินอัตราของเกษตรกรในพื้นที่ #ทำให้มีโอกาสการตกค้างของสารเคมีในอ่างเก็บน้ำและลำน้ำที่มีระดับความเข้มข้นสูง จนก่อให้เกิดอันตรายได้ ผลการวิเคราะห์สารเคมีตกค้างในตัวอย่างสิ่งแวดล้อมยืนยันว่า ตัวอย่างสิ่งแวดล้อมที่นำมาตรวจสอบ #มีการตกค้างของสารเคมีพาราควอตในทุกตัวอย่างและอยู่ในระดับความเข้มข้นสูง ในขณะที่มีการตรวจพบสารเคมีทางการเกษตรชนิดอื่นๆ ในปริมาณต่ำมาก จึงมีแนวโน้มว่าแหล่งน้ำทั้งอ่างเก็บน้ำและลำน้ำในพื้นที่มีทั้งสารเคมีพาราควอตและเชื้อแบคทีเรียก่อโรคเหล่านี้ปนเปื้อนอยู่ร่วมกัน ทั้งนี้ ต้องมีงานวิจัยทางการแพทย์ระบุถึงความเชื่อมโยงของปัจจัยในการเกิดโรคทั้งสองส่วนต่อไป.