ก้าวทันการศึกษา

ก้าวทันการศึกษา รายการก้าวทันการศึกษา สถานีวิทยุกร

https://www.facebook.com/share/Kce25NP3jXrxj1bu/?mibextid=xfxF2i
18/07/2024

https://www.facebook.com/share/Kce25NP3jXrxj1bu/?mibextid=xfxF2i

มุมมองของเจิมศักดิ์ (16 กรกฎาคม 2567)ข้อคิดจากการตรวจสอบสถานะการศึกษาของ สว.หญิงคนดัง สะท้อนสังคมไทยไม่อยากเร....

https://www.facebook.com/share/FLCY5d7968B5c1Hx/?mibextid=xfxF2i
23/04/2024

https://www.facebook.com/share/FLCY5d7968B5c1Hx/?mibextid=xfxF2i

Elon Musk ลั่น !!
“มหาวิทยาลัย” มีไว้เพื่อความสนุก
ไม่ได้มีเพื่อ “การเรียนรู้” จริงๆหรอก
ยุคนี้คุณสามารถเรียนรู้อะไรก็ได้แบบฟรีๆ
Elon Musk ชายผู้ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในโลกธุรกิจ ปัจจุบันเป็น CEO ของ Tesla , Space X , Neuralink และ อีกหลายๆบริษัท และที่สำคัญยังเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก อันดับ 2 ที่มีทรัพย์สินมากกว่า 7 ล้านล้านบาท
เคยได้แสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย
โดยระบุว่า “มหาวิทยาลัยนั้นมีไว้สำหรับความสนุกสนาน ไม่ใช่เพื่อการเรียนรู้จริงๆหรอก”
Elon Musk เคยลงทะเบียนเรียนที่มหาวิทยาลัย Stanford
แต่ได้ออกจากมหาวิทยาลัยหลังจากนั้นเพียง 2 วัน โดยให้ความเห็นว่า
"คุณไม่จำเป็นต้องเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ ทุกอย่างมีให้เรียนรู้ได้ฟรีอยู่แล้ว คุณสามารถเรียนรู้อะไรก็ได้ฟรีๆ มันไม่ใช่อุปสรรคของการเรียนรู้เลย ฉันคิดว่ามหาวิทยาลัยมีไว้สำหรับความสนุกสนานพื้นฐานๆ และพิสูจน์ว่าคุณสามารถทำงานบ้านของคุณได้ แต่พวกเขาไม่ได้สร้างมาเพื่อการเรียนรู้จริงๆหรอก"
เมื่อ Elon Musk ได้แสดงความคิดเห็นก็ได้รับทั้งเสียงสนับสนุน และ คัดค้านจากผู้คนหลายกลุ่ม
บางคนเห็นด้วยกับมัสก์ว่าการศึกษาในมหาวิทยาลัยมีไว้เพื่อวุฒิบัตร และ การสร้างเครือข่ายมากกว่า การเรียนรู้จริง
ในขณะที่บางคนโต้แย้งว่ามหาวิทยาลัยเป็นสถานที่สำคัญในการพบปะผู้คนหลากหลายประสบการณ์ ซึ่งจะช่วยให้เรียนรู้ที่จะเผชิญกับบุคคลที่มีนิสัยต่างๆ ในชีวิตจริงได้
อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้คัดค้านความคิดเห็นของ Elon Musk โดยระบุว่าเขาประสบความสำเร็จจึงไม่ควรถือว่าทุกคำพูดของเขาเป็นคำสอน
แต่ในมุมมองของแอดคิดว่า “ยิ่งคนพูดประสบความสำเร็จมากแค่ไหน นั่นยิ่งเป็นเครื่องการันตีว่าเราควรฟังเขามากแค่นั้น
สำหรับ Elon Musk เอง เขาได้ศึกษาเศรษฐศาสตร์และฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัย Pennsylvania และได้รับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์และปริญญาตรีด้านฟิสิกส์
จากนั้นเขาจึงลงทะเบียนที่มหาวิทยาลัย Stanford ต่อ
แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้ดร๊อปออกมาใน 2 วันต่อมา
แม้ Elon Musk จะมีความคิดเห็นแปลกใหม่เกี่ยวกับการศึกษา
แต่เรื่องนี้ก็ยังถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องในสังคม และแต่ละบุคคลมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป
เรียบเรียงโดย
REF : LiveMint [REF in Comment]

https://www.facebook.com/100064357042971/posts/795858269236067/?mibextid=NOb6eG
07/03/2024

https://www.facebook.com/100064357042971/posts/795858269236067/?mibextid=NOb6eG

🧑‍🏫 หากพูดถึงประเทศที่มีดีขึ้นชื่อเรื่อง “ระบบการศึกษา” หลายคนคงจะนึกถึงประเทศในทวีปยุโรป ไม่ว่าจะเป็นฟินแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ หรือเนเธอร์แลนด์ แต่รู้หรือไม่ว่าในฝั่งทวีปเอเชียนั้น มีหนึ่งประเทศที่แม้จะขึ้นชื่อด้านอุตสาหกรรมบันเทิง อยู่แถวหน้าในการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ อีกมุมหนึ่งในด้านระบบการศึกษาก็ได้รับการยอมรับและมีความน่าสนใจไม่แพ้กัน ประเทศนั้นก็คือ “เกาหลีใต้”
🇰🇷 โดยจากการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมหรือ GII โดย WIPO เกาหลีใต้มีความโดดเด่นในปัจจัยด้านทุนมนุษย์และวิจัย (Human Capital and Research) มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก และยังเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องการส่งเสริม Lifelong Learning หรือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างจริงจังจนเป็นต้นแบบให้กับหลายประเทศ แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
🤝 นั่นก็เพราะพัฒนาการการศึกษาในอดีตของเกาหลีใต้ได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิขงจื๊อ ประเทศจีน และเคยอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลายาวนานกว่า 35 ปี ส่งผลให้ประชาชนถูกปิดกั้นหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะระบบการศึกษา โรงเรียนและมหาวิทยาลัยถูกสั่งห้ามไม่ให้สอนเป็นภาษาเกาหลี จนภายหลังจากได้รับอิสรภาพ ผู้คนจึงมีความกระตือรือร้นในการพัฒนาตนเองและเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้น ประกอบกับได้รับการช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้จึงได้รับแนวคิดในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพบนพื้นฐานการศึกษาที่เข้มแข็ง
👬 ภายใต้แนวคิดนี้ ภาครัฐจึงได้เริ่มดำเนินการอย่างจริงจัง สร้างแผนในการพัฒนาประเทศอย่าง “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งชาติ (National Human Resource Development หรือ NHRD) ซึ่งมีการกำหนดแผนงานที่ชัดเจน และมีระบบการประเมินผลที่ทำอย่างต่อเนื่องทุกๆ 5 ปี ซึ่งเป็นการการันตีได้ว่างบประมาณต่างๆ สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
🎓 เมื่อแผนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้ผลดีตามที่คาด จึงทำให้ความสามารถของคนรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่มีความแตกต่าง ภาครัฐที่เห็นช่องว่าง เลยหันมาส่งเสริม “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” เพื่อช่วยให้คนในทุก Generation มีทักษะความรู้ที่เท่าเทียมกัน ซึ่งแผนการนี้ ได้มีการนำร่องในเมือง “กวังมยอง” ก่อนจะต่อยอดไปสู่เมืองอื่นๆ สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ภาครัฐมีแนวคิดในการสร้างพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ให้ประชาชนเข้าถึงง่ายที่สุด ง่ายจนถึงระดับที่สามารถเดินไปถึงได้โดยใช้เวลาแค่ 10 นาที
💻 ที่สำคัญ ยังได้มีการก่อตั้งสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งชาติ (The National Institute for Lifelong Education – NILE) เพื่อทำหน้าที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้สร้างแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า K-MOOC ขึ้นมา เพื่อให้คนทั้งประเทศสามารถเรียนผ่านช่องทางออนไลน์ได้ ซึ่งประกอบไปด้วยเนื้อหาที่หลากหลายกว่า 900 วิชา หลังเรียนจบผู้เรียนก็ต้องทำแบบทดสอบให้ได้คะแนนถึงตามเกณฑ์เพื่อรับใบ Certification เป็นหลักฐานในการโอนวุฒิ หรือใช้เป็นใบรับรองสำหรับการสมัครงานหรือประกอบอาชีพได้จริงอีกด้วย
🗨 แพลตฟอร์ม K-MOOC ของเกาหลีใต้ ได้มีการปรับปรุงเนื้อหาอยู่เป็นประจำ และมีการสร้างระบบให้เท่าทันต่อความต้องการที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย มีรูปแบบการเรียนออนไลน์ที่ให้ผู้เรียนผู้สอนมีปฏิสัมพันธ์กัน จึงช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ โดยช่องทางการศึกษาในลักษณะแบบนี้ ไม่ได้มีแค่ที่เกาหลีใต้เท่านั้น
🇹🇭 ในประเทศไทยเอง ก็มีหลายหน่วยงานลุกขึ้นมาสร้างช่องทางการศึกษาสำหรับประชาชน ที่เปิดโอกาสให้คนทุกวัยสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ด้วยตนเองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ภายใต้สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ก็ได้สร้าง NIA Academy แพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้วยตนเองด้านนวัตกรรม เพื่อพัฒนาศักยภาพกลุ่มเป้าหมายทั้งในระดับเด็กและเยาวชน ผู้ประกอบการ ผู้บริหารและผู้นำรุ่นใหม่ ซึ่งมีหลักสูตรตั้งแต่การปูพื้นฐานนิยามความหมายของคำว่านวัตกรรม ยกระดับธุรกิจด้วยฐานคิดนวัตกรรม ไปจนถึงหลักสูตรสำหรับการพัฒนาศักยภาพนวัตกรรมองค์กร และนวัตกรรมเชิงนโยบายสำหรับผู้นำรุ่นใหม่ที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
สิ่งนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่า นอกจากผู้คนที่มีความกระตือรือร้นในการพัฒนาตัวเองแล้ว การมีนโยบายส่งเสริม หรือมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็เป็นอีกกุญแจสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และอนาคตของการเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีก็อยู่อีกแค่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ติดตามคอนเทนต์ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และสตาร์ทอัพที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่
https://www.nia.or.th/article/blog.html
#มุ่งเป้าสู่ชาตินวัตกรรม
อ้างอิงข้อมูลจาก :
https://www.wipo.int/edocs/pubdocs/en/wipo-pub-2000-2023/kr.pdf
https://www.history.com/news/japan-colonization-korea?li_source=LI&li_medium=m2m-rcw-history
http://www.journalhri.com/pdf/0902_09.PDF
https://en.eef.or.th/2023/05/08/lifelong-learning-in-south-korea-a-case-study/
https://www.thekommon.co/soft-power-learning-city-south-korea/
https://www.academia.edu/74602870/เคมู_ก_แพลตฟอร_มการเรียนรู_ตลอดชีวิตในยุคดิจิทัลของเกาหลีใต_K_MOOC_Lifelong_Learning_Platform_in_Korean_Digital_Era

https://www.facebook.com/100064729118904/posts/808624977971799/?mibextid=NOb6eG
13/02/2024

https://www.facebook.com/100064729118904/posts/808624977971799/?mibextid=NOb6eG

สองทศวรรษ สพฐ.จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ถึงเวลาแยก รร.มัธยมศึกษา โอนไปสังกัด สำนักบริหารการมัธยมศึกษา หรือ “สบม.” รับผิดชอบจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา (ม.1-ม.6) ครอบคลุมภาครัฐและเอกชน ทั้งในส่วนกลาง-ภูมิภาค

#สบม #สำนักบริหารการมัธยมศึกษา #โรงเรียนมัธยมศึกษา #คมชัดลึก

: อ่านต่อ https://www.komchadluek.net/news/education/568989

22/01/2024

5 สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องทำ!!
ในยุค “ความรู้อายุสั้น แต่คนอายุยาว”
มีงานวิจัยที่ชี้ว่าองค์ความรู้ใหม่ในหลายศาสตร์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงเวลาแค่ 2 ปี ซึ่งแปลว่าหากเราไม่ได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ เหล่านั้น เท่ากับความรู้ที่เรามีจะลดลงไปเหลือเพียง 50% ใน 2-3 ปี และเหลือเพียง 25% ภายใน 4-5 ปี สะท้อนแนวคิด “ความรู้อายุสั้น”
สอดคล้องกับงานวิจัยที่ชี้ว่าทักษะการทำงานจำนวนมากมีแนวโน้มจะล้าสมัย หรือใช้ประโยชน์ได้น้อยลงในช่วงเวลาเพียง 5 ปี ในขณะที่แนวโน้มของคนจะมีอายุยืนยาวถึง 100 ปี ด้วยความก้าวหน้าและทันสมัยของเทคโนโลยีการแพทย์ สิ่งนี้บ่งบอกถึงแนวคิดที่ “คนอายุยาว”
บทบาทของมหาวิทยาลัยจึงต้องไม่ใช่แค่ “สถานศึกษา” ที่รับนักศึกษาผ่านการสอบเข้าเพื่อมาเรียนรายวิชาต่างๆ ตามหลักสูตรที่ออกแบบไว้ล่วงหน้า หากแต่ต้องตอบโจทย์การเรียนรู้ของคนทุกเจเนอเรชัน สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมหาวิทยาลัยต้องทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์ม” ที่เปิดให้เชื่อมโยงการเรียนรู้ทุกรูปแบบ ทั้งในและนอกห้องเรียน โดยที่ผู้เรียนยังไม่จำเป็นต้องสมัครเป็นนักศึกษาด้วยซ้ำไป
ดังนั้นบทบาทสำคัญ 5 เรื่องที่มหาวิทยาลัยในอนาคตต้องทำ จึงได้แก่
1) ลดการพึ่งพิงค่าหน่วยกิต ด้วยการปรับเปลี่ยนโมเดลการหารายได้ ซึ่งแน่นอนต้องเริ่มต้นจากการปรับโมเดลธุรกิจ หรือรูปแบบการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยก่อน
2) ไม่เก็บผู้เรียนไว้ในมหาวิทยาลัยนานเกินไป ให้ออกไปเผชิญโลกอาชีพและการทำงานเร็วที่สุด ดังนั้น จึงต้องเลิกสอนเยอะๆ เลิกสอนแบบเผื่อ ประเภทเผื่อจะได้ใช้ในอนาคต ไปสู่การสอนเท่าที่จำเป็น แต่เปิดให้กลับมาเติมความรู้และทักษะเฉพาะส่วนที่ขาดหรือที่ต้องการเพิ่มเติมได้โดยสะดวกง่ายดาย
3) สร้างระบบประเมินเพื่อเปิดให้สามารถสะสมหน่วยกิตสำหรับการเรียนรู้นอกห้องเรียน และนอกมหาวิทยาลัยสำหรับทั้งนักศึกษา และผู้ที่สนใจเป็นนักศึกษาในอนาคต
4) เปิดกว้างรับผู้เรียนทุกเจเนอเรชันด้วยรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นที่สามารถเชื่อมต่อ และประสมประสานกันได้ทั้งแบบออนไซต์และออนไลน์
5) เปิดช่องให้ผู้เรียนออกแบบสิ่งที่ต้องเรียนรู้ และกำหนดชื่อปริญญาเองได้ ข้อสุดท้ายนี้อาจยังดูห่างไกลแต่จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในอนาคตอย่างแน่นอนครับ
Sources : ทางรอดมหาวิทยาลัยยุค 'ความรู้อายุสั้น คนอายุยาว' (1) โดย รศ.ดร.พิภพ อุดร
#การศึกษา #บทบาทมหาวิทยาลัยในอนาคต

https://www.facebook.com/share/p/yNzFYVYeaFsAz7F4/?mibextid=qi2Omg
17/01/2024

https://www.facebook.com/share/p/yNzFYVYeaFsAz7F4/?mibextid=qi2Omg

🌍 โลกของเราหมุนเร็วจริง ๆ เผลอแป๊บเดียวก็เข้าสู่ปี 2024 ซะแล้ว 🚀 ทั้งแนวคิด สังคม เทคโนโลยี หรือการศึกษาก็ล้วนเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว... ✨วันนี้สภาการศึกษาชวนมาพบกับ 🌈15 แนวโน้มการศึกษาโลกในปี 2024🌈 เพื่อเตรียมรับมือเทรนด์ใหม่ 📊 และอัปเกรดการศึกษา 📚 ของเราให้เจ๋งกว่าเดิม✨ แนวโน้มที่ว่านี้จะมีอะไรบ้าง มาดูกันไปพร้อม ๆ กันเลย❗
1. Gamification 🎮 ใช้ความเป็นเกมสร้างแรงจูงใจและแรงกระตุ้นให้แก่ผู้เรียน

2. Immersive Reality: AR, VR, และ Mixed Reality 👓 ใช้เทคโนโลยีจำลองเพิ่มศักยภาพปรับเปลี่ยนมุมมองประสบการณ์การเรียนรู้

3. Microlearning 📌 ศึกษาความรู้เฉพาะด้านในลักษณะที่สั้น กระชับ และตรงประเด็น

4. AI and Human Synergy 🤖 ผสมผสานพลังของครูและปัญญาประดิษฐสู่คุณภาพการศึกษาที่ดีกว่าเดิม

5. Leveraging Big Data 🌐 ใช้ประโยชน์จากคลังข้อมูลขนาดใหญ่มาพัฒนาการศึกษาในทุกด้าน

6. Evolving K-12 Digital Education 🎓 ระบบการศึกษาตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมที่ยืดหยุ่นขึ้นด้วย E-learning

7. Blockchain in Education 🔗 บล็อกเชนเพื่อระบบข้อมูลด้านการศึกษาที่ปลอดภัยและโปร่งใส

8. Personalized Learning การเรียนรู้ส่วนบุคคลตอบโจทย์ทักษะ จุดแข็ง และความต้องการของผู้เรียน

9. STEAM-based Program 🏗 หลักสูตรวิทยาตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ และคณิตศาสตร์ พัฒนาระบบการคิดของผู้เรียน

10. Subscription-based Model for Learning 💼 โมเดลการเรียนรู้ในรู้แบบคอร์สที่หลากหลายด้วยการชำระเงินเป็นรายเดือนหรือปี

11. Holistic Learning 🌱🧠 การมุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้แบบครบทุกมิติ สอดคล้องกับการเรียนรู้ตามธรรมชาติของมนุษย์

12. Hybrid Learning 🏫💻 การเรียนรู้แบบผสมผสานระหว่าง Onsite กับ Online

13. Education and Entrepreneurship Mindset 💡 เสริมทักษะผู้ประกอบการเตรียมพร้อมสำหรับตลาดงานแห่งอนาคต

14. Mobile Learning 📲 การเรียนรู้แบบเคลื่อนที่ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา

15. Social-emotional Learning (SEL)🤝 พัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมเพื่อรากฐานด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ยั่งยืน
Download ไฟล์ภาพฉบับเต็ม
https://shorturl.at/evCPS
✏ สอบถามความรู้เพิ่มเติม

0 2668 7123 ต่อ สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
#สภาการศึกษา #การศึกษา #เทรนด์การศึกษา #แนวโน้มการศึกษา

📸 ดูโพสต์นี้บน Facebookhttps://www.facebook.com/706872360/posts/10159917019497361/?mibextid=NOb6eG
11/12/2023

📸 ดูโพสต์นี้บน Facebook
https://www.facebook.com/706872360/posts/10159917019497361/?mibextid=NOb6eG

มหาวิทยาลัยไทย จะเผชิญกับความยากลำบากนานัปการจากนี้เป็นต้นไป ด้วยสาเหตุหลักหลายประการ ตั้งแต่จำนวนนักศึกษาที่น้อยลงตามอัตราการเกิดของประชากรไทย ทำให้ตัวเลขการรับเข้าของหลายๆ สถาบันเริ่มมีปัญหาย้อนหลังไปหลายปีที่ผ่านมา
[บทความโดย สุเปญญา จิตตพันธ์, สุเพชร จิรขจรกุล, ธนาธร ทะนานทอง]
นั่นหมายถึงทรัพยากรของมหาวิทยาลัยมีแนวโน้มลดลง การวางแผนการขยายตัวและการลงทุนของมหาวิทยาลัย จึงจะเป็นปัญหาที่ต้องกลับมาขบคิดอย่างหนัก
สาเหตุประการต่อมาคือ ทัศนคติและค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเปลี่ยนไปว่ามหาวิทยาลัยไม่ใช่คำตอบของชีวิตเสมอไป แม้ว่าปรากฏการณ์เช่นนี้จะยังไม่เห็นชัดนักในระดับปริญญาตรี แต่ในระดับการศึกษาที่สูงกว่านั้นตัวเลขการรับเข้าลดลงอย่างฮวบฮาบ
คนที่จบปริญญาตรีแล้วมีทางเลือกมากมายในการเรียนรู้ ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพามหาวิทยาลัย เขาต้องการทักษะในการประกอบอาชีพมากกว่าใบปริญญา หรือไม่ก็ต้องการใบปริญญาที่ตนออกแบบเองได้ เพื่อเรียนรู้ในสิ่งที่ตอบโจทย์ทักษะหรืออาชีพที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ในปัจจุบัน
การเรียนรู้ตลอดชีวิตในปัจจุบันทำให้ความต้องการในการเพิ่มทักษะ (upskills) การปรับปรุงทักษะ (reskills) และการสร้างทักษะใหม่ (new skills) ของผู้คนมีมากขึ้น เขาต้องการเนื้อหาและวิธีการที่คล่องตัว ที่จะเติมเต็มความต้องการในแบบของตัวเอง
เพื่อจะตอบคำถาม อะไร เมื่อไร อย่างไร ที่ไหน ของตัวเอง ไม่ใช่ต้องเรียนตามข้อกำหนดแบบเดิมๆ ของมหาวิทยาลัย
นอกจากนั้นเทคโนโลยีปัจจุบัน ทำให้สามารถเรียนรู้ได้จากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก และแหล่งความรู้เหล่านี้จำนวนมากเป็นของฟรี
หลักสูตรหลังปริญญาตรีที่เคยเป็นแหล่งรายได้สำคัญของมหาวิทยาลัยต่างๆ จึงจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
มหาวิทยาลัยไทย จึงต้องปรับตัวอย่างแรงบนทางแยกที่ท้าทายของความรุ่งและรอด ไม่ใช่แค่ปรับหรือเปลี่ยนแต่ต้องยกเครื่องใหม่กันเลยทีเดียวทั้งหลักสูตร วิธีการเรียนการสอน คณาจารย์ บุคลากร ไปจนกระทั่ง กลยุทธ์การแสวงหากลุ่มเป้าหมายและพันธมิตรใหม่ๆ
ทั้งหลายทั้งปวงนี้ จะต้องอยู่บนความกล้าหาญของผู้บริหารมหาวิทยาลัยและการยอมรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ตระหนักว่าจะอยู่กันแบบเดิมต่อไปไม่ได้แล้ว
ผู้เขียนและคณะผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานที่ Technical University of Munich (TUM) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศเยอรมนี
จากการจัดอันดับของ QS World Ranking University 2023 มหาวิทยาลัยแห่งนี้อยู่ในลำดับที่ 37 ของโลก เป็นมหาวิทยาลัยที่มีอาจารย์ที่ได้รับรางวัลโนเบิลถึง 18 คน มีนักศึกษามากกว่า 50,000 คน และ 41% เป็นนักศึกษานานาชาติ
ในการพลิกมหาวิทยาลัย TUM ได้กำหนด “TUM Agenda 2030” หรือให้เวลา 7 ปีเพื่อการเปลี่ยนและวางกลยุทธ์การดำเนินการอย่างชัดเจน
ทุก Agenda ล้วนสนับสนุน Core Value ของมหาวิทยาลัย หนึ่งใน TUM Agenda 2030 ที่น่าสนใจมากคือเปลี่ยนจาก “คณะ” เป็น “กลุ่มศาสตร์” (Transforming the Faculties into a School system) นำมาซึ่งการควบรวมคณะให้เป็นกลุ่มความรู้แทน จาก 17 คณะ (Faculties) ได้กลายเป็น 7 กลุ่มศาสตร์ (Schools)
โดยเริ่มการปรับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 และสำเร็จในปี 2023 ใช้เวลาเพียง 3 ปี กลุ่มศาสตร์หรือ Schools ที่เกิดขึ้นใหม่นี้ ทำให้เกิดการบูรณาการอย่างเด่นชัดของศาสตร์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกัน ลดความซ้ำซ้อน ลดการเสียเวลาในการเรียนรู้ของผู้เรียน
ทั้งยังเป็นการเพิ่มทักษะความสามารถของนักศึกษา อันเป็นที่ต้องการและเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน คณาจารย์สามารถข้ามกลุ่มศาสตร์ตามความสามารถ ความถนัด และความเชี่ยวชาญ
โดยไม่ต้องติดอยู่กับความเป็น “คณะ” ที่เหมือนอาณาจักรของใครของมันแบบอดีต ส่งผลให้บัณฑิตที่จบออกไปมีความสามารถเพิ่มขึ้นและเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น
เบื้องหลังความสำเร็จของการพลิกมหาวิทยาลัยของ TUM คือการสร้างการมีส่วนร่วมและการสื่อสาร (Engagement & Communication Strategy) อันเป็นกลยุทธ์หลักที่ TUM นำมาใช้
โดยการจัดระดมสมองร่วมกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholders) ต่าง ๆ มีการหารือเชิงลึกกับผู้มีส่วนได้เสียเฉพาะกลุ่ม เมื่อได้ทักษะและคุณลักษณะของบัณฑิตที่เป็นที่ต้องการจึงเริ่มพูดคุยและสื่อสารกับทุกๆ คนในทุกคณะทั้งมหาวิทยาลัย
โดยจัดให้มีการประชุมเพื่อหารือทั้งกลุ่มใหญ่กลุ่มเล็ก มีการให้ข้อมูลและสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ มีการเข้าพบประชาคมทุกคณะทุกระดับ มีการตอบคำถามที่มาจากประชาคม จนกระทั่งได้แผนการพัฒนาร่วมกัน การควบรวมคณะทำให้เกิดชุดของทักษะและคุณลักษณะของบัณฑิตที่ผลิตได้อย่างชัดเจน
ที่เล่ามาข้างต้นเป็นเพียงแค่ 1 Agenda เท่านั้น TUM ยังจะต้องขับเคลื่อนเรื่องอื่นๆ ต่อไปอีกเพื่อให้ยังคงความหมายของมหาวิทยาลัยในความคิดคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
มหาวิทยาลัยไทยทุกแห่ง ต้องหันกลับมาพิจารณาตนเองเสียทีว่า ได้เวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ประเด็นสำคัญและยากสุดอยู่ที่เรื่องบุคลากร โดยเฉพาะกลุ่มครูบาอาจารย์ที่ดูจะเป็นเงื่อนไขที่ลำบากสาหัสอย่างยิ่งในบริบทของสังคมไทย เนื่องจากอยู่กันมานาน จนบางทียากที่จะรับการเปลี่ยนแปลง
แต่ในวันที่ยังคงมีทางเลือก มหาวิทยาลัยต้องตัดสินใจ อย่ารอจนถึงวันที่ไม่มีทางเลือก เพราะวันนั้นคงได้เห็นมหาวิทยาลัยล้มหายตายจาก หรือไม่ก็ถูกควบรวมครอบงำกิจการกันอย่างมากมาย
#มหาวิทยาลัยไทย #อัตราการเกิด #กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจColumnist

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ก้าวทันการศึกษาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์