30/07/2021
ในยุคที่อำนาจการตัดสินใจอยู่ในมือผู้บริโภค ทำให้ Customer Data หรือข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมต่างๆ ของลูกค้านั้น กลายมาเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกธุรกิจต้องใส่ใจ
โดยเฉพาะธุรกิจ E-commerce แต่ความท้าทายที่สำคัญ คือ Data เหล่านั้นมีปริมาณมหาศาล หากจะดึงมาใช้จะทำอย่างไรให้ เวิร์ค รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากพอ
คำตอบคือ ต้องเลือกใช้ข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกับการติดสินใจซื้อของลูกค้า หรือ Buyer intent data ให้ถูกต้องนั่นเอง
แต่จะเลือกใช้อย่างไร วันนี้ JDC เอาข้อควรพิจารณาสำหรับ Buyer intent data มาฝากครับ
1. Recency ข้อมูลที่ได้จากลูกค้าเมื่อเร็ว ๆ นี้ ถือเป็นข้อมูลที่มีค่าอย่างยิ่ง เพราะยังเป็นข้อมูลที่อยู่ในช่วงระหว่างการตัดสินใจของลูกค้า เช่น ลูกค้าดูสินค้าประเภทนี้จากแบรนด์ ไหน แพลตฟอร์มไหน อยู่บ้าง จึงจำเป็นมากที่จะต้องให้ความสำคัญกับ Data ที่ใหม่และอัพเดทที่สุดอยู่เสมอ เพื่ออุดรอยรั่วเหล่านั้นและไม่ทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจไปเลือกทางอื่น
2. Frequency ความถี่ เป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของความตั้งใจของผู้ซื้อ หากมีลูกค้าที่เข้าชมหน้าร้าน หรือสินค้าของเราบ่อย ๆ เราสามารถสรุปได้ว่าพวกเขากำลังเข้ามาสู่วงจรของการซื้อเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ทีมขาย สามารถ Take action ไปยังลูกค้าเป้าหมายได้ถูกต้อง
3. Engagement การมีส่วนร่วมของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในยุค E-commerce ไม่ว่าจะเป็นการ Comment หรือ การ Rating สินค้า หากลูกค้ามีส่วนร่วมกับโพสต์ของเรา, ผ่านช่องทางแชทบ็อต หรือช่องทางอื่น ๆ Data เหล่านี้เป็นตัวแสดงว่าลูกค้ากำลังสนใจสินค้าของเรา และไม่ควรจะปล่อยให้ลูกค้าเหล่านั้นหลุดมือไป
ข้อควรพิจารณาทั้ง 3 ข้อนี้ล้วนมีความสำคัญต่อการสร้าง Buyer intent data ที่ถูกต้อง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นต้องอาศัยทีมงานที่ชำนาญในการวิเคราะห์ Data รวมถึงเลือกใช้ Tools ในการจัดการข้อมูลที่เหมาะสมอีกด้วยครับ