JIB Digital Consult

JIB Digital Consult บทความและข่าวสาร สำหรับทุกธุรกิจที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อเข้าสู่โลก Digital

JIB Digital Consult ให้บริการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยทีมพัฒนาระบบที่มีประสบการณ์และมีทีมงานที่ครอบคลุมทุกตำแหน่งในสายงาน Softwa...
16/06/2023

JIB Digital Consult ให้บริการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยทีมพัฒนาระบบที่มีประสบการณ์และมีทีมงานที่ครอบคลุมทุกตำแหน่งในสายงาน Software Development และนี่คือบริการของเรา:
• Mobile App Development Services
• Web App Development Services
• Architecture & Infrastructure Solution Design
• Vendor Sourcing, Selection & Implementation
รับประกันผลงานด้านคุณภาพและส่งมอบตรงเวลา ยึดมั่นในความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ มีผลงานทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 092-408-1909 หรือ [email protected]

ในยุคที่อำนาจการตัดสินใจอยู่ในมือผู้บริโภค ทำให้ Customer Data หรือข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมต่างๆ ของลูกค้านั้น กลายมาเป็น...
30/07/2021

ในยุคที่อำนาจการตัดสินใจอยู่ในมือผู้บริโภค ทำให้ Customer Data หรือข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมต่างๆ ของลูกค้านั้น กลายมาเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกธุรกิจต้องใส่ใจ
โดยเฉพาะธุรกิจ E-commerce แต่ความท้าทายที่สำคัญ คือ Data เหล่านั้นมีปริมาณมหาศาล หากจะดึงมาใช้จะทำอย่างไรให้ เวิร์ค รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากพอ
คำตอบคือ ต้องเลือกใช้ข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกับการติดสินใจซื้อของลูกค้า หรือ Buyer intent data ให้ถูกต้องนั่นเอง
แต่จะเลือกใช้อย่างไร วันนี้ JDC เอาข้อควรพิจารณาสำหรับ Buyer intent data มาฝากครับ
1. Recency ข้อมูลที่ได้จากลูกค้าเมื่อเร็ว ๆ นี้ ถือเป็นข้อมูลที่มีค่าอย่างยิ่ง เพราะยังเป็นข้อมูลที่อยู่ในช่วงระหว่างการตัดสินใจของลูกค้า เช่น ลูกค้าดูสินค้าประเภทนี้จากแบรนด์ ไหน แพลตฟอร์มไหน อยู่บ้าง จึงจำเป็นมากที่จะต้องให้ความสำคัญกับ Data ที่ใหม่และอัพเดทที่สุดอยู่เสมอ เพื่ออุดรอยรั่วเหล่านั้นและไม่ทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจไปเลือกทางอื่น

2. Frequency ความถี่ เป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของความตั้งใจของผู้ซื้อ หากมีลูกค้าที่เข้าชมหน้าร้าน หรือสินค้าของเราบ่อย ๆ เราสามารถสรุปได้ว่าพวกเขากำลังเข้ามาสู่วงจรของการซื้อเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ทีมขาย สามารถ Take action ไปยังลูกค้าเป้าหมายได้ถูกต้อง

3. Engagement การมีส่วนร่วมของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในยุค E-commerce ไม่ว่าจะเป็นการ Comment หรือ การ Rating สินค้า หากลูกค้ามีส่วนร่วมกับโพสต์ของเรา, ผ่านช่องทางแชทบ็อต หรือช่องทางอื่น ๆ Data เหล่านี้เป็นตัวแสดงว่าลูกค้ากำลังสนใจสินค้าของเรา และไม่ควรจะปล่อยให้ลูกค้าเหล่านั้นหลุดมือไป
ข้อควรพิจารณาทั้ง 3 ข้อนี้ล้วนมีความสำคัญต่อการสร้าง Buyer intent data ที่ถูกต้อง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นต้องอาศัยทีมงานที่ชำนาญในการวิเคราะห์ Data รวมถึงเลือกใช้ Tools ในการจัดการข้อมูลที่เหมาะสมอีกด้วยครับ

เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในการกำหนดพฤติกรรมของผู้บริโภคให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งสำคัญที่แบรนด์ต้องตระห...
09/07/2021

เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในการกำหนดพฤติกรรมของผู้บริโภคให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งสำคัญที่แบรนด์ต้องตระหนักและเข้าใจอย่างถ่องแท้คือ Customer Journey หรือเส้นทางของลูกค้า
ว่าพวกเขาเหล่านั้น รู้จัก ติดต่อ เยี่ยมชม ใช้บริการจากช่องทางใดบ้าง และมีรูปแบบ (Pattern) อย่างไร
และแน่นอนว่าพวกเขาเหล่านั้นใช้บริการมากกว่าหนึ่งช่องทาง (Multiple Channels) อยู่แล้ว
ดังนั้นแบรนด์ควรมุ่งสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อที่เชื่อมทุกๆ Channel / Touchpoint เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อ (Seamless Experience) หรือที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามันคือการทำ Omnichannel ที่จะปิด Gap ในด้านข้อมูลต่างๆของลูกค้าไม่ว่าจะใช้บริการที่ไหน ก็สามารถ Tracking ได้ตลอดนั่นเอง
“Customer Centric” คือหัวใจสำคัญในการสร้างกลยุทธ์นี้ โดยแบรนด์ต้องทำความเข้าใจลูกค้าด้วย Data ของลูกค้า เพื่อการออกแบบ Journey ที่สมบูรณ์แบบ
ซึ่งก่อนอื่นแบรนด์ต้องสำรวจตัวเองจาก Data ที่มีก่อนว่า
1. ลูกค้าของเรามีการหาข้อมูลและตัดสินใจซื้อสินค้าของเราอย่างไร และ ช่องทางใดบ้างที่เกี่ยวข้อง ?
2. ลูกค้าซื้อสินค้าจากทางไหนมากที่สุด ทางออนไลน์หรือในหน้าร้าน ?
3. จะเชื่อมต่อช่องทางดิจิทัลเข้ากับระบบหน้าร้าน และระบบ stock รวมถึง Customer support ได้อย่างไร ?
4. จะสร้าง Journey ที่สามารถรองรับได้ทั้งลูกค้าเก่าและใหม่ ทั้งทางออนไลน์และหน้าร้านได้อย่างไร ?
ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถทำได้ด้วยการใช้ Data มาวิเคราะห์ เพื่อนำไปสู่การออกแบบและพัฒนา Customer journey ทั้งหน้าร้านและออนไลน์ที่ถูกต้องและเหมาะสมกับธุรกิจของเราที่สุดนั่นเองครับ

จากครั้งที่แล้วที่ JDC นำเอาประโยชน์ของการทำ Personalization ในตลาด E-Commerce มาฝากหลายๆ ท่านคงอยากเริ่มทำ Personalizat...
18/06/2021

จากครั้งที่แล้วที่ JDC นำเอาประโยชน์ของการทำ Personalization ในตลาด E-Commerce มาฝาก
หลายๆ ท่านคงอยากเริ่มทำ Personalization ให้กับร้านค้าของตัวเองกันบ้างแล้ว
แต่ปัญหาที่เจอคือ อาจจะยังจับต้นชนปลายกันไม่ค่อยถูก ว่าควรจะเริ่มแบบไหนดี ถึงจะเหมาะกับธุรกิจของเราที่สุด
วันนี้ JDC ขอชวนทุกท่านมาร่วมสำรวจธุรกิจของตัวเอง ก่อนเริ่มทำ E-Commerce Personalization ด้วย 3 คำถามสำคัญดังนี้ครับ
1. ควรทำ Personalization ที่ Touchpoint ใด ?
: อันดับแรกลองกลับมาดูช่องทางและ Touchpoint ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นเมื่อลูกค้าเข้ามายังหน้าเว็ปไซต์ของเราก่อนนะครับ ว่าจุดไหนที่เหมาะจะทำ Personalization ที่สุด และทำแล้วจะได้ผลดีที่สุด

2. ใช้ Data (ข้อมูล) ใดบ้าง?
: ต่อไปมาดูว่าธุรกิจของเราขณะนี้มีการใช้เครื่องมืออะไรสำหรับการบริหารจัดการอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็น ระบบ CRM, ระบบการชำระเงิน หรือแม้แต่เครื่องมือ marketing automation ที่ใช้งานอยู่ ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้มีการเก็บ Data ต่างๆของลูกค้าไว้มากมาย แล้วลอง list ออกมาว่าต้องการนำ Data อะไรมาใช้บ้าง หรือยังขาดเหลือ Data อะไรอีกบ้าง

3. ใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีใดถึงจะเหมาะสม ?
: สุดท้ายคือการนำคำตอบที่ได้จากข้อ 1 และข้อ 2 มาวิเคราะห์ เพื่อหาเครื่องมือที่จะใช้ในการทำ E-Commerce Personalization นั่นเองครับ ซึ่งปัจจุบันก็มีเครื่องมือและ AI ต่าง ๆมากมายให้เลือกใช้ ซึ่งสิ่งสำคัญคือต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจ และเป้าหมายที่ต้องการบรรลุนั่นเองครับ
หากท่านใดที่ยังไม่แน่ใจกับคำตอบทั้ง 3 ข้อนี้ของตัวเอง สามารถลองมาปรึกษากับ JDC กันได้นะครับ :)

ปัจจุบันการทำ Personalization ในตลาด E-Commerce มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากไม่เพียงแค่ดึงดูดผู้ซื้อเท่านั้น แต่ย...
11/06/2021

ปัจจุบันการทำ Personalization ในตลาด E-Commerce มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากไม่เพียงแค่ดึงดูดผู้ซื้อเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มการซื้อซ้ำ กระตุ้นยอดขาย ได้อีกด้วย
โดย E-Commerce Personalization เป็นกระบวนการในการมอบประสบการณ์ส่วนตัวในโลกของการช็อปปิ้งออนไลน์โดยจะมีการแสดงเนื้อหา คำแนะนำผลิตภัณฑ์ และดีลพิเศษเฉพาะลูกค้าแต่ละคน โดยพิจารณาจาก Data ก่อนหน้านั้นของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการเรียกดู ประวัติการสั่งซื้อ การกดถูกใจ การ Add to cart ทิ้งไว้ รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ
วันนี้ JDC ได้นำสถิติที่น่าสนใจ เกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้จากการใช้ E-Commerce Personalization มาฝากกันครับ
.
• 80% ของผู้ซื้อมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้า/บริการ จากแบรนด์ที่มีการทำ E-Commerce Personalization
• 77% ของผู้บริโภคเลือก แนะนำ หรือใช้จ่ายมากขึ้นสำหรับแบรนด์นั้นๆ
• 44% ของผู้บริโภคกล่าวว่าพวกเขาจะกลับมาซื้อซ้ำ
• ช่วยให้ยอดขายโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 20%
ถึงจุดนี้แล้วบางท่านอาจเริ่มสนใจในการทำ E-Commerce Personalization ขึ้นมาบ้างแล้ว
รอติดตามเคล็ดลับเด็ดสำหรับการเริ่มทำ Personalization ในตอนถัดไปได้เลยครับ

เทรนด์การทำตลาด E-commerce ที่พลาดไม่ได้ในยุคนี้ คือการนำข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data มาพัฒนาธุรกิจ E-commerce แต่สำหรับ...
28/05/2021

เทรนด์การทำตลาด E-commerce ที่พลาดไม่ได้ในยุคนี้ คือการนำข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data มาพัฒนาธุรกิจ E-commerce
แต่สำหรับใครที่ยังไม่มีไอเดียว่า จะเอา Big data มาทำอะไรได้บ้าง?
วันนี้ JDC นำ 3 เทรนด์ยอดฮิต ในการนำ Big Data มาพัฒนาธุรกิจ E-commerce ของกลุ่ม Enterprise จาก ETDA มาให้ดูเป็นไอเดียกันครับ
#1 ใช้วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำเสนอสินค้าใหม่ๆ 100%
#2 ใช้เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคอย่างแม่นยำและการวางแผนด้านการตลาด 92.85%
#3 ใช้วิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อม กำหนดยุทธศาสตร์การจำหน่ายสินค้า 85.71%
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นนะครับ เพราะการนำเอา Big data มาใช้พัฒนาธุรกิจ E-commerce สามารถทำได้หลากหลายรอบด้าน ซึ่งต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับธุรกิจของเราเป็นหลักนั่นเอง
ในครั้งหน้า JDC จะนำเทรนด์และไอเดียในการใช้ Big Data อื่น ๆ มาเล่าสู่กันฟัง
ฝากติดตามด้วยนะครับ

ตั้งแต่มีข้อจำกัดและมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19ทำให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเข้าไปซื้อสินค้าที่หน้าร้านและหันมาจับจ่...
14/05/2021

ตั้งแต่มีข้อจำกัดและมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19
ทำให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเข้าไปซื้อสินค้าที่หน้าร้านและหันมาจับจ่ายผ่านช่องทาง E-commerce แทน
นับเป็นการกระตุ้นให้แบรนด์สินค้าต่าง ๆ เริ่มลงทุนกับช่องทางออนไลน์ เพื่อกระตุ้นยอดขายที่หายไปจากยอดขายหน้าร้าน
รายงาน Flash Insights ของ BrandIQ ยืนยันว่า
Digital vouchers หรือบัตรกำนัลดิจิทัล ในไทยเป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตราการเติบโตถึง 1,237%
โดยติดอันดับ #5 ใน Top100 สินค้าขายดีบนโลก E-commerce นับตั้งแต่ปี 2020 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2021
นอกเหนือจากการผลักดันยอดขายแล้วการขายบัตรกำนัลยังเป็นโซลูชันสำหรับแบรนด์ต่าง ๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าคงคลังของตนท่ามกลางวิกฤต COVID-19
โดยแบรนด์เหล่านั้นหันมาใช้คลังสินค้าบนโลกออนไลน์ เพื่อกระตุ้นการเข้าร้านค้าผ่านการซื้อบัตรกำนัลดิจิทัลและการแลกคะแนนสะสมแบบออฟไลน์แทน
จะเห็นได้ว่าหลาย ๆ แบรนด์มักจะออก Digital vouchers ในช่วง Flash Sale เพื่อรักษายอดขายหน้าร้านไปพร้อม ๆ กับยอดขายออนไลน์ในช่วงแคมเปญ
จัดว่าเป็นอีกกลยุทธ์เพิ่มยอดขายที่กำลังมาแรงช่วงนี้เลยครับ.

E-commerce Dashboard เป็นเครื่องมือสำคัญในการวัดประสิทธิภาพของธุรกิจ ที่จะช่วยให้เราได้เห็นมุมมองภาพรวมของธุรกิจสิ่งสำคั...
29/04/2021

E-commerce Dashboard เป็นเครื่องมือสำคัญในการวัดประสิทธิภาพของธุรกิจ ที่จะช่วยให้เราได้เห็นมุมมองภาพรวมของธุรกิจ
สิ่งสำคัญในการสร้าง Dashboard นั้น คือการคำนึงถึงว่าใครเป็นผู้ใช้งาน พวกเขารับผิดชอบงานด้านใดและมีเป้าหมายใดบ้างที่ต้องสัมฤทธิ์ผล ทั้งนี้ต้องทำการเก็บรายละเอียดความต้องการของผู้ใช้งานอย่างละเอียดก่อนการออกแบบ Dashboard ที่จะเป็นเครื่องมือทรงพลังของแต่ละทีมทำงานต่อไป
หากท่านคือผู้บริหารหรือเจ้าของร้านค้า E-commerce การออกแบบ Dashboard ของผู้กุมบังเหียนองค์กรจำเป็นต้องมีข้อมูลและตัวชี้วัดใดบ้าง ในบทความนี้เราจะสรุป Metrics ตัวเน้นๆให้ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการธุรกิจของคุณให้กระบวนการทำงารเป็นไปอย่างราบรื่น มีผลกำไร และควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. รายได้ : แน่นอนว่ารายได้เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องโชว์ แต่มีหลายวิธีในการแสดงข้อมูลรายได้ใน Dashboard โดยอาจแสดงเป็นรายได้โดยรวมเพื่อให้ภาพรวมของธุรกิจ หรือ อาจแบ่งรายได้ตามช่องทางการขาย,ตามแต่ละผลิตภัณฑ์ และอื่น ๆ ตามต้องการ
2. จำนวนออเดอร์ : เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องโชว์พอ ๆ กับรายได้ การเพิ่มขึ้นของจำนวนออเดอร์ภายในร้าน แสดงให้เห็นว่าเราประสบความสำเร็จในการหาลูกค้าใหม่หรือรักษาลูกค้าที่มีอยู่ มากน้อยแค่ไหน
3. ค่าเฉลี่ยมูลค่าการสั่งซื้อ (AOV) : มูลค่าของการสั่งซื้อเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมกับจำนวนออเดอร์ที่เข้ามา เพราะหากมีจำนวนออเดอร์เยอะแต่รายได้กลับไม่เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร เราจึงจำเป็นต้องย้อนมาดูว่าในแต่ละออเดอร์มีมูลค่ามากน้อยเพียงใด เพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป
4. Conversion rate: การเปลี่ยนลูกค้าทั่วไปให้กลายมาเป็นลูกค้าที่ซื้อของจากเรานั้น เป็นหัวใจสำคัญในการขายสินค้า ยิ่งมี Conversion rate มากเท่าไหร่ ก็จะสามารถช่วยในการบริหารจัดการงบโฆษณาและกิจกรรมอื่น ๆ ที่ดึงดูดลูกค้าได้อย่างถูกจุด ดังนั้นหากมีการขายสินค้าในหลาย Platform อาจต้องมีการแยก Conversion rate ของแต่ละช่องทางด้วยครับ
5. อัตราการละทิ้งสินค้าในตะกร้า : ตัวชี้วัดนี้จะบอกว่าเราสามารถปิดการขายในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการซื้อได้หรือไม่ ซึ่งการที่ลูกค้าไม่ทำการสั่งซื้อหรือชำระเงินต่ออาจมาได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งต้องย้อนมาดูปัจจัยต่างๆ ที่อยู่ในขั้นตอนต่อไปอีกครั้ง เช่นขั้นตอนการชำระเงิน การจัดส่ง รวมถึงข้อเสนออื่นๆ เพื่อทำการแก้ไข
6. อันดับสินค้าขายดี : หากร้านค้าของเรามีรายการสินค้ามากมาย การได้รู้ว่าสินค้าตัวไหนขายดี และทำกำไรดี เป็นสิ่งสำคัญกับเจ้าของร้านอย่างมาก สำหรับการพิจารณาเรื่อง Stock รวมถึงการออกแคมเปญส่งเสริมการขายให้สินค้านั้น ๆ
7. การเข้าชมร้านค้า : การเข้าชมสินค้าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจ E-commerce ไม่ว่าจะเป็นคนที่ติดต่อสอบถามเข้ามา หรือ แวะเข้ามาดูเฉย ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าของเราได้ทั้งนั้น นั่นคือเหตุผลที่การเข้าชมร้านค้าเป็นตัวชี้วัดที่ดีในการประเมินความสำเร็จของธุรกิจ E-commerce ในระยะยาว
8. แหล่งที่มาของการเข้าชม : การตรวจสอบแหล่งที่มาของการเข้าชม จะทำให้เราจะเห็นได้ว่าช่องทางใดดึงดูดการเข้าชมและรายได้จากลูกค้ามากที่สุด ทำให้สามารถพัฒนาและต่อยอดในการทำโฆษณาช่องทางนั้น ๆ ได้ถูกต้อง
9. Key word การค้นหายอดนิยม : ลูกค้าส่วนใหญ่มักค้นหาสินค้าที่พวกเขาต้องการผ่านคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดคำค้นหาของสินค้านั้น ๆ และต้องติดตามผลอย่างใกล้ชิดว่า ลูกค้าหาเราเจอจาก Key word อะไรมากที่สุด
10. ต้นทุนในการได้มาซึ่งลูกค้า (CAC) : มาจาก ค่าใช้จ่ายในการยิงโฆษณาไปหาลูกค้า/ยอดขายที่ได้จากกลูกค้าที่ยิงโฆษณา ซึ่งจะช่วยให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนในการยิงโฆษณาให้มีประสิทธิภาพตลอดเวลานั่นเองครับ
ในการสร้างธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้ประสบความสำเร็จ เราต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในแต่ละวันและลงลึกถึงแต่ละนาทีกันเลยทีเดียว การทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นช่วยให้เราสามารถตัดสินใจทางธุรกิจได้ถูกต้อง ดังนั้นสิ่งที่ควรจะมีไว้ใน E-commerce dashboard ต้องพิจารณาตามผู้ใช้งานและเป้าหมายทางธุรกิจของเรา เพื่อการใช้งาน E-commerce dashboard ที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการที่สุดครับ

ถึงเวลาที่ต้องกลับมา Work from home กันอีกครั้งแล้วนะครับและด้วยสถานการณ์เช่นนี้ทำให้เราต้องเตรียมความพร้อมในการทำงานที่...
09/04/2021

ถึงเวลาที่ต้องกลับมา Work from home กันอีกครั้งแล้วนะครับ
และด้วยสถานการณ์เช่นนี้ทำให้เราต้องเตรียมความพร้อมในการทำงานที่บ้านไว้ทุกเมื่อ
วันนี้ JDC มีตัวช่วยดีๆ ในการ Work from home ให้ work มาฝากกันครับ!

ราคาเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ ซึ่งทำให้เป็นหนึ่งในความท้าทายสำหรับ...
31/03/2021

ราคาเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ ซึ่งทำให้เป็นหนึ่งในความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการ e-commerce อย่างยิ่งว่าจะกำหนดราคาอย่างไรให้ซื้อง่ายขายคล่อง
การกำหนดราคาที่เหมาะสมสามารถกำหนดได้โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์ที่แตกต่างกัน รวมถึงพิจารณาเรื่อง Market share การวิเคราะห์กลยุทธ์ของคู่แข่ง และการกำหนดลูกค้าเป้าหมาย เพื่อให้กำหนดราคาที่เหมาะสมและสร้างผลกำไรได้มากขึ้น
ทำให้การทำ Price optimization กลายมาเป็นกลยุทธ์สำคัญของหลายธุรกิจ e-commerce และการที่จะกำหนดราคาให้แม่นยำและเหมาะสมได้นั้นจำเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัย Data ยิ่งมี Data มากเท่าไหร่ โอกาสที่จะตีราคาให้เหมาะสมก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
การใช้ Big data สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการ e-commerce สามารถค้นหาจุดที่เหมาะสมของราคาได้ ผ่านเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ที่จะทำการดึงข้อมูลที่มีผลต่อราคาจากช่องทางติดต่อลูกค้าและแหล่งข้อมูลอื่น ๆ เพื่อคำนวณราคาที่ให้ข้อเสนอที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า ในขณะที่รักษาอัตรากำไรสูงสุดที่เป็นไปได้
โดยสามารถทำให้การคำนวนราคานี้เป็นไปอย่างอัตโนมัติและ real-time ได้ตามอัลกอริทึมและพารามิเตอร์ที่กำหนดไว้ ซึ่งช่วยให้เจ้าของร้านค้าออนไลน์สามารถตัดสินใจกำหนดราคาได้อย่างมีกลยุทธ์และมีข้อมูลรับรองที่เชื่อถือได้
นอกจากนี้ยังสามารถทำการการกำหนดราคาแบบ Dynamic ซึ่งผู้ขายสามารถใช้ข้อมูลจาก Big data มาใช้ในการเพิ่มยอดขายโดยการเสนอผลิตภัณฑ์ในราคาที่แตกต่างกันไปในลูกค้าแต่ละราย หรือเปลี่ยนแปลงเป็นรายชั่วโมงขึ้นอยู่กับตัวแปรของ Data ต่างๆ นั่นเองครับ

เคยไหมยิง Ads ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้กลับมาแค่ยอด Engagement แต่ไม่ได้ลูกค้า?คนที่ Like อาจมีเยอะมาก แต่คนที่จะมาเป็นลูกค้าจร...
25/03/2021

เคยไหมยิง Ads ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้กลับมาแค่ยอด Engagement แต่ไม่ได้ลูกค้า?
คนที่ Like อาจมีเยอะมาก แต่คนที่จะมาเป็นลูกค้าจริง ๆ กลับมีแค่ไม่กี่คนจากในนั้น
หากคุณเปิดเพจขายสินค้าหรือบริการ แล้วคุณมีฐานลูกค้าอยู่พอสมควร และอยากจะหากลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มอีก ทำให้การยิง Ads ไปหาคนที่ Like เพจของคู่แข่งเพื่อหวังดึงลูกค้าเหล่านั้นมาเป็นของเรา กลายมาเป็นวิธียอดฮิตของหลายๆคน แต่ Engagement ที่ได้กลับไม่ค่อยจะสอดคล้องกับยอดขายเท่าไหร่
แน่นอนว่า จำนวนคนกดไลค์ที่มาก อาจจะเป็น reference สำหรับคนบางกลุ่มได้ เพื่อประกอบภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือของสินค้า
แต่หากลองมาไล่ดู Profile ของผู้ที่มากด Like หรือ Engage กับเราจะพบว่า กว่า 60-70% มักเป็นคนที่ดูไม่น่าจะเป็นลูกค้า เนื่องจากพวกเขามักจะกด Like หรือติดตามเพจและบุคคลต่างๆ ไว้อีกหลายพันเพจ ทำให้เป็นไปได้ว่า พวกเขาเหล่านั้นอาจไม่ได้ชอบหรือสนใจสินค้าหรือบริการเราอย่างแท้จริง แต่เป็นกลุ่มคนที่มักจะกด Like หรือ Engage กับ Post ต่างๆไปเรื่อยอยู่แล้ว ทำให้โอกาสที่ได้ลูกค้าจากกลุ่มคนเหล่านี้เหมือนกับงมเข็มในมหาสมุทร แถมค่ายิง Ads ก็ยังสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การยิง Ads ไปหาคนที่ Like เพจคู่แข่งอาจไม่ใช่วิธีที่ดีอีกต่อไป
หาลูกค้าให้เจอได้ ด้วย Audience ที่ใช่
หากเรามี Data กลุ่มลูกค้าของเราพอสมควรแล้ว สามารถใช้ฐานข้อมูลเหล่านั้นมาช่วยในการสร้างกลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำมากขึ้นได้ เช่น Data ของลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าเราไป หรือแม้แต่ Data ของลูกค้าที่เคยทักมาสอบถาม ก็สามารถนำมาสร้างและขยายกลุ่มเป้าหมายได้ โดยการทำ Data Analytics เพื่อวิเคราะห์และจำแนกพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้า แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาสร้าง Lookalike เพื่อการขยายฐานลูกค้าได้ถูกกลุ่มและไม่เสียเงินยิงโฆษณาไปเปล่า ๆ นั่นเองครับ

การทำ Retargeting เป็นอีกกลยุทธ์ทางการตลาดยอดฮิตที่หลายๆแบรนด์เลือกใช้ แน่นอนว่ายิ่งทำมากก็ยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึ...
18/03/2021

การทำ Retargeting เป็นอีกกลยุทธ์ทางการตลาดยอดฮิตที่หลายๆแบรนด์เลือกใช้ แน่นอนว่ายิ่งทำมากก็ยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าได้มาก
แต่รู้หรือไม่ว่าการทำ Retargeting Ads ที่มากเกินไปนั้น ก็อาจเกิดผลเสียต่อแบรนด์ตามมาได้เช่นกัน
จากการสำรวจของ InSkin Media พบว่า ยิ่งแบรนด์มีการทำ Retargeting Ads เยอะเท่าไร ลูกค้าเป้าหมาย ก็จะยิ่งเกิดความรู้สึกรำคาญ หรือ โกรธ มากขึ้นเท่านั้น
โดยหากลูกค้าได้รับ Retargeting Ads หรือโฆษณาเดิมซ้ำๆ เกินกว่า 5 ครั้งต่อวัน จะพบว่า
• ลูกค้ากว่า 55% เลือกที่จะไม่ซื้อหรือไม่สนใจสินค้านั้นอีกต่อไป
• 53% รู้สึกหงุดหงิด กับการเห็นโฆษณาเดิมๆ มากกว่า 5 ครั้งต่อวัน
• มีลูกค้าเพียง 10% เท่านั้น ที่กลับมาซื้อสินค้า
ดังนั้น การทำ Retargeting ให้ได้ผลดี นอกจากจะต้องมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำแล้ว ยังต้องมีความถี่ที่เหมาะสมและไม่รบกวนลูกค้ามากเกินไป
ซึ่งสามารถหาคำตอบเหล่านี้ได้จากการทำ Customer Journey เพื่อสำรวจว่าลูกค้าแต่ละรายนั้นหยุดอยู่ที่ Stage หรือขั้นตอนไหน มีการกดถูกใจ, มีการ Add to cart ไปแล้ว หรือเพียงเข้าดูสินค้า
เพื่อการ Retargeting Ads ด้วย Content และความถี่ที่เหมาะสมในลำดับถัดไปนั่นเองครับ

ที่อยู่

Sathorn Thani 2
Bangkok
10500

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ JIB Digital Consultผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง JIB Digital Consult:

แชร์