Jostech Software Solutions

Jostech Software Solutions ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก Jostech Software Solutions, บริษัทด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ, 19 ถนนเสนานิคม 1 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว, Bangkok

JOSTECH Software Solutions คือผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจที่ต้องการจัดการงานให้เป็นระบบมากขึ้น ทั้งงานคลังสินค้า ขนส่ง การผลิต จัดซื้อ ซัพพลายเชนและค้าส่ง-ปลีกเราออกแบบระบบจากความเข้าใจปัญหาหน้างานจริง ติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาและนัด ได้ทาง Inbox

วันแม่แห่งชาติ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๙
12/08/2026

วันแม่แห่งชาติ
๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๙

12/06/2026
5 สัญญาณว่าเริ่มมี Dead Stockหลายบริษัทคิดว่าDead Stock คือของที่ “เก่าแล้ว” อย่างเดียวแต่ความจริงDead Stock คือของที่ยั...
03/05/2026

5 สัญญาณว่าเริ่มมี Dead Stock

หลายบริษัทคิดว่า
Dead Stock คือของที่ “เก่าแล้ว” อย่างเดียว

แต่ความจริง
Dead Stock คือของที่ยังนอนอยู่ในคลัง
กินเงินสด
กินพื้นที่
กินแรงงาน
แต่แทบไม่ช่วยสร้างยอดขายกลับมา

และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ
มันมักไม่ได้เกิดขึ้นแบบเสียงดัง

แต่มันค่อย ๆ สะสมเงียบ ๆ
จนวันหนึ่งคุณเริ่มรู้สึกว่า

คลังแน่นขึ้น
เงินสดตึงขึ้น
ของบางตัวขาด แต่บางตัวกลับล้น
และทีมเริ่มตอบไม่ได้ว่าของไหนควรเก็บ ของไหนควรรีบเคลียร์

ในแนวทางของ JOSTECH ฝั่ง JOSIMS มีเครื่องมืออย่าง Inventory Turnover, ABC Analysis, Maximum, Minimum/Safety Stock และ ROP จุดสั่งซื้อ ขณะที่ฝั่ง JOSWMS มีรายงาน การเคลื่อนไหวสินค้า, สินค้าคงเหลือ, ระยะเวลาการจัดเก็บสินค้ากลุ่ม ABC, จำนวนสินค้ากลุ่ม ABC, ต้นทุนจัดเก็บต่อพาเลท/ต่อกลุ่ม และ การใช้พื้นที่จัดเก็บ ซึ่งทั้งหมดช่วยให้มองเห็นสัญญาณของ Dead Stock ได้ชัดขึ้น ไม่ใช่รอจนคลังเต็มแล้วค่อยรู้ตัว

1) ของยังอยู่ตัวเดิม แม้ผ่านหลายรอบขายไปแล้ว

นี่คือสัญญาณแรกที่ชัดที่สุด

ถ้าของบางตัว
ยังคงวางอยู่ตำแหน่งเดิม
ผ่านไปหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
ทั้งที่ธุรกิจมีการขายต่อเนื่อง

แปลว่าของตัวนั้นเริ่มมีปัญหาแล้ว

ตัวอย่าง
สินค้าบาง SKU รับเข้าเมื่อต้นไตรมาส
พอปลายไตรมาสยังอยู่เกือบเท่าเดิม
ทั้งที่ระหว่างนั้นธุรกิจขายของกลุ่มเดียวกันไปเรื่อย ๆ

แบบนี้ต้องเริ่มตั้งคำถามแล้วว่า
ของตัวนี้ “ขายช้า”
หรือกำลังเริ่ม “ไม่เดิน” แล้ว

แนวทางแก้ไข
เริ่มดู รายงานการเคลื่อนไหวสินค้า และ ระยะเวลาการจัดเก็บสินค้ากลุ่ม ABC เพื่อแยกให้ชัดว่าอะไรแค่หมุนช้า และอะไรเริ่มนอนนิ่งจริง ๆ

2) ของบางตัวมีคงเหลือเยอะ แต่แทบไม่มีการเบิกออก

หลายบริษัทมองแค่ยอดคงเหลือ
แล้วรู้สึกว่า “ยังมีของอยู่เยอะ ดีแล้ว”

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ
มันถูกเบิกออกจริงแค่ไหน

ถ้ามี stock เยอะ
แต่ movement ออกน้อยมาก
นั่นคือสัญญาณเตือนของ Dead Stock

ตัวอย่าง
สินค้า A เหลือ 800 ชิ้น
แต่ย้อนหลัง 60 วัน เบิกออกไปแค่ 20 ชิ้น
ในขณะที่สินค้า B เหลือ 120 ชิ้น แต่เบิกออกต่อเนื่องทุกสัปดาห์

ตัวที่น่ากังวลจริง
ไม่ใช่ตัวที่เหลือน้อย
แต่คือตัวที่เหลือเยอะและแทบไม่ขยับ

แนวทางแก้ไข
อย่าดูแค่ยอดคงเหลือ
ต้องดูคู่กับ การเคลื่อนไหวรับเข้า-จ่ายออกสินค้า และ Inventory Turnover ด้วย เพื่อรู้ว่าของกำลังหมุนหรือกำลังนอน

3) ของกลุ่มขายช้า เริ่มกินพื้นที่มากกว่าของทำเงิน

Dead Stock ไม่ได้กินแค่เงิน
แต่มันกินพื้นที่ที่มีค่ามากที่สุดในคลังด้วย

ถ้าของที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหว
เริ่มกินชั้นวางดี ๆ
กินพื้นที่หน้าหยิบ
หรือกินพื้นที่หลักของคลัง

นั่นคือสัญญาณที่ธุรกิจเริ่มเสียสมดุลแล้ว

ตัวอย่าง
สินค้าขายดีต้องถูกย้ายไปอยู่ด้านใน
เพราะโซนหยิบดี ๆ ถูกใช้กับของที่นาน ๆ ขายที
ผลคือของทำเงินหยิบยากขึ้น
แต่ของไม่เดินกลับอยู่สบายที่สุดในคลัง

แนวทางแก้ไข
ใช้ ABC Analysis แยกตัวทำยอดออกจากตัวหมุนช้า แล้วดู รายงานการใช้พื้นที่จัดเก็บ ควบคู่กัน เพื่อให้พื้นที่ดีอยู่กับของที่สร้างยอดจริง ไม่ใช่ของที่กำลังกินพื้นที่เฉย ๆ

4) เริ่มมีของบางตัวที่ซื้อซ้ำ แต่ของเก่ายังไม่ออก

อันนี้เป็นสัญญาณที่หลายที่มองข้ามมาก

ธุรกิจบางแห่งยังซื้อของเข้ามาเพิ่ม
ทั้งที่ของล็อตเก่าหรือของเดิมยังค้างอยู่

ถ้าเกิดแบบนี้ซ้ำ ๆ
มีโอกาสสูงมากที่ของบางส่วนกำลังกลายเป็น Dead Stock

ตัวอย่าง
ทีมซื้อเห็นว่าของกลุ่มนี้ “ควรมีไว้”
เลยสั่งเพิ่มอีก
แต่ของเก่าที่อยู่ในคลังยังไม่ได้ถูกใช้จริงตามที่คิด
สุดท้าย stock โตขึ้น
แต่การหมุนจริงไม่ได้โตตาม

แนวทางแก้ไข
กลับมาทบทวน Maximum, Minimum/Safety Stock และ ROP จุดสั่งซื้อ ว่าตั้งตามการใช้จริงหรือยัง หรือยังใช้ความรู้สึกนำอยู่

5) ทีมตอบไม่ได้ว่าของตัวไหนควรรีบระบายก่อน

เมื่อไรที่ถามทีมว่า

ตัวไหนนอนนานที่สุด
ตัวไหนหมุนช้าที่สุด
ตัวไหนควรหยุดซื้อก่อน
ตัวไหนควรทำโปรระบาย
ตัวไหนควรย้ายออกจากพื้นที่หลัก

แล้วไม่มีใครตอบได้ชัด

นั่นคืออีกหนึ่งสัญญาณของ Dead Stock เช่นกัน

เพราะปัญหาไม่ได้อยู่แค่ว่ามีของค้าง
แต่อยู่ที่ธุรกิจยัง “มองไม่เห็น” ว่าตัวไหนคือของค้างตัวจริง

ตัวอย่าง
ผู้บริหารถามว่าทำไมคลังแน่น
ทีมตอบได้แค่ว่า “ของเยอะ”
แต่ไม่มีข้อมูลบอกว่าของเยอะเพราะตัวไหน
กลุ่มไหน
และนานแค่ไหนแล้ว

แนวทางแก้ไข
เริ่มจากใช้ รายงานจำนวนสินค้ากลุ่ม ABC, ระยะเวลาการจัดเก็บสินค้ากลุ่ม ABC, และ สินค้าคงเหลือในคลัง เพื่อให้การตัดสินใจเรื่องเคลียร์ของค้างไม่ใช่การเดาอีกต่อไป

สรุปแบบตรงที่สุด

5 สัญญาณว่าเริ่มมี Dead Stock
คือ

ของยังอยู่ตัวเดิมผ่านหลายรอบขาย
คงเหลือเยอะ แต่แทบไม่มีการเบิกออก
ของหมุนช้ากินพื้นที่มากกว่าของทำเงิน
ซื้อเพิ่มทั้งที่ของเก่ายังไม่ออก
ทีมตอบไม่ได้ว่าตัวไหนควรรีบระบายก่อน

Dead Stock ไม่ได้เริ่มจากของที่ “เก่ามาก” เสมอไป
แต่มันเริ่มจากของที่ “เริ่มไม่เดิน”
แล้วไม่มีใครจับสัญญาณได้เร็วพอ

ดังนั้น
ถ้าไม่อยากให้คลังเต็ม เงินจม และพื้นที่ดีถูกใช้ผิดงาน

อย่ารอถามแค่ว่า
“ของหมดหรือยัง”

แต่ต้องเริ่มถามเพิ่มว่า
“ของตัวไหนกำลังไม่เดินอยู่เงียบ ๆ”

เพราะหลายครั้ง
การรู้ Dead Stock ให้เร็ว
สำคัญกว่าการไประบายของตอนมันสายไปแล้ว

สนใจติดต่อ 094-9541945
Line: SURASAK-JOS

คลังเต็ม ไม่ได้แปลว่าธุรกิจกำลังดีเสมอไปหลายคนพอเดินเข้าไปในคลังแล้วเห็นของแน่นพาเลทเต็มชั้นวางเกือบล้นก็มักรู้สึกทันทีว...
03/05/2026

คลังเต็ม ไม่ได้แปลว่าธุรกิจกำลังดีเสมอไป

หลายคนพอเดินเข้าไปในคลังแล้วเห็นของแน่น
พาเลทเต็ม
ชั้นวางเกือบล้น
ก็มักรู้สึกทันทีว่า

“ยอดขายคงดีมาก”

แต่ในโลกธุรกิจจริง
ภาพแบบนี้ไม่ได้แปลว่าธุรกิจกำลังดีเสมอไปครับ

บางครั้ง
คลังที่เต็ม
อาจไม่ได้สะท้อนว่า “ขายดี”
แต่อาจกำลังสะท้อนว่า

ของหมุนช้า
ซื้อเร็วเกินไป
วางแผนไม่แม่น
พื้นที่ถูกใช้ไม่คุ้ม
และเงินสดกำลังนอนอยู่ในสต๊อกมากเกินไป

ในแนวทางของ JOSTECH เองก็วางเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างชัด ทั้งฝั่ง JOSWMS ที่มีรายงานการใช้พื้นที่จัดเก็บ รายงานต้นทุนจัดเก็บต่อพาเลท/ต่อกลุ่ม และฝั่ง JOSIMS ที่มี Inventory Turnover, ABC Analysis, Maximum, Minimum/Safety Stock และ ROP จุดสั่งซื้อ เพราะการดูแค่ว่า “คลังเต็มไหม” ไม่พอ ต้องดูด้วยว่า “เต็มเพราะอะไร”

ทำไมคลังเต็ม ถึงไม่ได้แปลว่าธุรกิจกำลังดีเสมอไป

1) คลังเต็ม อาจแปลว่าเงินสดกำลังจมอยู่ในของ
ของในคลัง
ก็คือเงินสดที่ถูกเปลี่ยนรูปครับ

ถ้าของหมุนเร็ว
ไม่เป็นไร

แต่ถ้าของนอนนาน
เงินสดก็จะนอนตามไปด้วย

ตัวอย่าง
บริษัทหนึ่งมีของเต็มคลังมูลค่าหลายล้าน
แต่พอเปิดดูจริง
สินค้ากลุ่มใหญ่หมุนช้ามาก
ขายออกทีละนิด
แปลว่าธุรกิจไม่ได้ “แข็งแรงขึ้น”
แต่มีกำลังเอาเงินไปกองไว้ในชั้นวางมากขึ้น

แนวทางแก้ไข

แยกให้ชัดว่าอะไรคือของหมุนเร็ว อะไรคือของหมุนช้า
ดู Inventory Turnover เป็นประจำ
อย่ามองของคงเหลือเป็นทรัพย์สินอย่างเดียว ต้องมองเป็นเงินสดที่ยังไม่กลับเข้าธุรกิจด้วย

2) คลังเต็ม อาจไม่ได้เกิดจากขายดี แต่เกิดจากซื้อเกิน
หลายบริษัทซื้อของเร็วเกินไป
เพราะกลัวขาด
กลัวของไม่พอ
หรืออยากได้ราคาดีจากการซื้อเยอะ

สุดท้ายของเข้ามาแน่นคลัง
แต่ยังขายไม่ทันจังหวะ

ตัวอย่าง
สินค้าขายเดือนละ 300 ชิ้น
แต่ซื้อเข้ามาทีละ 1,500 ชิ้น
คลังดูแน่นมาก
แต่ความจริงคือธุรกิจกำลังแบก stock ล่วงหน้าไว้หลายเดือน

แนวทางแก้ไข

ตั้ง Maximum, Minimum, Safety Stock ให้เหมาะ
ใช้ ROP จุดสั่งซื้อ ช่วยตัดสินใจ
เลิกสั่งจากความกลัวอย่างเดียว แล้วหันมาดูข้อมูลการใช้จริง

3) คลังเต็ม อาจเกิดจากของช้าไปกินพื้นที่ของตัวทำเงิน
นี่คือปัญหาที่เจอบ่อยมาก

ของที่ขายช้า
ของค้าง
ของที่หมุนไม่ดี
กลับกินพื้นที่หลักในคลัง

ส่วนของขายดี
กลับมีพื้นที่ไม่พอ
หรือหยิบยาก
หรือขาดบ่อย

ตัวอย่าง
คลังแน่นทั้งโกดัง
แต่ตัวขายดีบาง SKU กลับหมดทุกเดือน
ในขณะที่ชั้นวางจำนวนมากถูกใช้กับของที่แทบไม่เคลื่อนไหว

แบบนี้คลังเต็มจริง
แต่ไม่ได้แปลว่าธุรกิจกำลังดี
แปลว่าการจัดสมดุล stock ยังไม่ดีต่างหาก

แนวทางแก้ไข

ใช้ ABC Analysis แยกสินค้าตามความสำคัญ
ให้พื้นที่ดีอยู่กับของที่ทำยอดจริง
ของหมุนช้าต้องมีแผนเฉพาะ ไม่ใช่ปล่อยนอนกินพื้นที่ไปเรื่อย ๆ

4) คลังเต็ม อาจแปลว่าพื้นที่ถูกใช้ไม่คุ้ม
บางคลังเต็ม
ไม่ได้เต็มเพราะงานโตจริง

แต่เต็มเพราะ

วางของไม่เหมาะ
จัดโซนไม่ดี
มีของค้างในพื้นที่หลัก
ใช้พื้นที่กับของผิดประเภท

JOSTECH จึงมีทั้ง แสดงพื้นที่การใช้งานจัดเก็บ และ รายงานการใช้พื้นที่จัดเก็บ เพราะเรื่องนี้ต้องดูจากข้อมูล ไม่ใช่ดูจากความรู้สึกล้วน ๆ

ตัวอย่าง
ผู้บริหารเห็นคลังแน่นแล้วคิดว่าต้องขยายพื้นที่
แต่พอไล่จริงกลับพบว่า
ปัญหาไม่ใช่พื้นที่ไม่พอ
แต่เป็นการเอาของหมุนช้าไปวางในโซนที่ควรเป็นของหมุนเร็ว

แนวทางแก้ไข

วัดการใช้พื้นที่เป็นรายโซน
แยกพื้นที่ของ fast mover กับ slow mover
อย่าตัดสินจากภาพรวมว่าแน่นแล้วแปลว่าต้องขยายเสมอ

5) คลังเต็ม อาจหมายถึงต้นทุนกำลังโตเงียบ ๆ
ของไม่ได้กินแค่เงินซื้อ

แต่มันกินต่ออีกหลายอย่าง

พื้นที่
คน
เวลา
การเคลื่อนไหว
การนับ
การดูแล
ความเสี่ยงเสื่อมสภาพ / ล้าสมัย

ใน JOSWMS มีทั้ง รายงานต้นทุนบริหารคลังสินค้าต่อยอดขาย, ต้นทุนจัดเก็บต่อพาเลท, และ ต้นทุนจัดเก็บต่อกลุ่ม ซึ่งสะท้อนว่า stock ที่มากเกินไปมีต้นทุนตามมาจริง ไม่ใช่แค่เรื่องพื้นที่อย่างเดียว

ตัวอย่าง
พาเลทที่นอนอยู่เฉย ๆ 1 พาเลท
ไม่ได้เสียแค่ค่าเช่าพื้นที่
แต่มันกินแรงงานเวลาต้องย้าย
กินเวลาตอนนับ
และกินโอกาสของพื้นที่นั้นที่จะใช้กับของที่หมุนดีกว่า

แนวทางแก้ไข

ดูต้นทุนจัดเก็บควบคู่กับยอดขาย
แยกต้นทุนต่อกลุ่มสินค้า
อย่ามองของเต็มคลังเป็นภาพบวกทันที โดยไม่ดูว่ามันสร้างหรือกินกำไรกันแน่
แล้วคลังแบบไหนถึงเรียกว่า “กำลังดีจริง”

ไม่ใช่คลังที่เต็มที่สุดครับ

แต่คือคลังที่

มีของพอในตัวที่ควรมี
ไม่จมเงินเกินจำเป็น
พื้นที่ถูกใช้คุ้ม
ของหมุนเร็วไม่ขาด
ของหมุนช้าไม่กินทรัพยากรเกินไป

พูดง่าย ๆ คือ
คลังที่ดี ไม่ใช่คลังที่ดูแน่น
แต่เป็นคลังที่ สมดุล

ตัวอย่างให้เห็นภาพ

สมมติธุรกิจหนึ่งมีคลังแน่นมาก
ผู้บริหารมองแวบแรกแล้วรู้สึกสบายใจ

แต่พอวิเคราะห์จริงกลับพบว่า

ของหมุนช้าถือเยอะ
ตัวขายดีขาดบ่อย
เงินสดตึง
ซื้อด่วนบ่อย
ต้นทุนคลังสูงขึ้น
พื้นที่หลักถูกใช้กับของที่ไม่ทำเงิน

แบบนี้ “คลังเต็ม”
ไม่ได้แปลว่าธุรกิจกำลังดี

แต่มันกำลังส่งสัญญาณว่า
ธุรกิจอาจต้องกลับมาจัดการ stock อย่างจริงจังแล้ว

สรุปแบบตรงที่สุด

คลังเต็ม ไม่ได้แปลว่าธุรกิจกำลังดีเสมอไป

บางครั้งมันอาจแปลว่า

เงินสดกำลังจม
ซื้อเกิน
ของหมุนช้ากินพื้นที่
พื้นที่ถูกใช้ไม่คุ้ม
และต้นทุนกำลังโตแบบเงียบ ๆ

ดังนั้น
ก่อนจะภูมิใจกับภาพคลังแน่น
ลองถามให้ลึกขึ้นอีกนิดว่า

ของที่เต็มอยู่ในคลังวันนี้
กำลังช่วยสร้างยอดขาย
หรือกำลังกินเงินสดและพื้นที่ของธุรกิจอยู่กันแน่

เพราะธุรกิจที่แข็งแรงจริง
ไม่ใช่ธุรกิจที่ “ของแน่นคลังที่สุด”
แต่คือธุรกิจที่
มีของพอดี หมุนดี และไม่จมเงินเกินจำเป็น

สนใจติดต่อ 094-9541945
Line: SURASAK-JOS

#คลังสินค้า

แจกตัวอย่างวิธีคิดจุดสั่งซื้อแบบง่ายหลายธุรกิจมีอาการนี้เหมือนกันครับของบางตัวหมดเร็วกว่าที่คิดต้องรีบโทรสั่งลูกค้ารอของ...
03/05/2026

แจกตัวอย่างวิธีคิดจุดสั่งซื้อแบบง่าย

หลายธุรกิจมีอาการนี้เหมือนกันครับ

ของบางตัวหมดเร็วกว่าที่คิด
ต้องรีบโทรสั่ง
ลูกค้ารอของ
ฝ่ายขายบ่น
ทีมซื้อเครียด

แต่พอแก้ด้วยการสั่งเผื่อเยอะ ๆ
อีกไม่นานก็เจออีกปัญหา

ของแน่นคลัง
เงินสดจม
บางตัวค้าง
บางตัวขายไม่ทัน

นี่คือเหตุผลที่เรื่อง
“จุดสั่งซื้อ”
สำคัญมากกว่าที่หลายคนคิด

ในแนวทางของ JOSTECH ฝั่ง JOSIMS วางเรื่อง Maximum, Minimum หรือ Safety stock, แจ้งเตือน ROP จุดสั่งซื้อ, พยากรณ์ยอดขาย, Inventory Turnover และ ABC Analysis ไว้ชัด เพราะการสั่งซื้อที่ดี ไม่ใช่แค่ดูว่าของใกล้หมดหรือยัง แต่ต้องรู้ว่า “ควรสั่งตั้งแต่เมื่อไร” ด้วย

จุดสั่งซื้อคืออะไร

พูดง่าย ๆ เลย

มันคือ
จุดที่บอกว่า ถึงเวลาต้องสั่งแล้ว

ไม่ใช่รอให้ของเหลือน้อยจนค่อยตกใจ
และไม่ใช่ซื้อเผื่อแบบไม่มีหลัก

แต่เป็นจุดที่คำนวณจากของจริงว่า
ถ้าสต๊อกลงมาถึงระดับนี้
ควรเริ่มสั่งทันที
เพื่อให้ของใหม่เข้ามาทันก่อนของเก่าหมด

วิธีคิดแบบง่ายที่สุด

แนวคิดพื้นฐานคือ

จุดสั่งซื้อ = ปริมาณที่ใช้ระหว่างรอของเข้า + กันชนเผื่อพลาด

หรือถ้าพูดให้คุ้นขึ้นอีกนิด

ROP = Demand during Lead Time + Safety Stock

แต่ไม่ต้องตกใจครับ
ช่วงเริ่มต้นคิดแบบบ้าน ๆ ได้เลย

เริ่มจาก 3 คำถามก่อน
1) ของตัวนี้ใช้เฉลี่ยเท่าไร

ต้องรู้ก่อนว่า

วันหนึ่งใช้กี่ชิ้น
หรือสัปดาห์หนึ่งใช้กี่ชิ้น

ตัวอย่าง
สินค้าตัว A ขายเฉลี่ยวันละ 10 ชิ้น

แปลว่า

7 วัน = 70 ชิ้น
10 วัน = 100 ชิ้น

ถ้าไม่รู้ตัวเลขนี้
จะตั้งจุดสั่งซื้อแบบแม่น ๆ ไม่ได้เลย

2) ถ้าสั่งวันนี้ ของจะเข้าเมื่อไร

นี่คือเรื่องของ Lead Time

บางตัวสั่งแล้วได้ใน 2 วัน
บางตัว 7 วัน
บางตัว 15 วัน

ตรงนี้สำคัญมาก
เพราะช่วงที่คุณกำลังรอของเข้า
ธุรกิจก็ยังขายของต่ออยู่ทุกวัน

ตัวอย่าง
ถ้าขายเฉลี่ยวันละ 10 ชิ้น
และของใช้เวลาเข้า 7 วัน
แปลว่าระหว่างรอของเข้า
คุณจะใช้ของไปประมาณ 70 ชิ้น

3) ต้องกันเผื่อไว้เท่าไร

โลกจริงไม่เคยเป๊ะครับ

ลูกค้าอาจซื้อเยอะกว่าปกติ
ซัพพลายเออร์อาจช้า
ของอาจเข้าไม่ตรงวัน

ส่วนนี้แหละที่เรียกว่า
Safety Stock

ตัวอย่าง
ถ้าธุรกิจมองว่าอย่างน้อยควรมีกันชนอีก 20 ชิ้น
ก็เอา 20 ชิ้นนี้บวกเข้าไป

ตัวอย่างวิธีคิดแบบง่าย

สมมติ

ขายเฉลี่ยวันละ 10 ชิ้น
ของใช้เวลาเข้า 7 วัน
อยากมีกันชน 20 ชิ้น

วิธีคิดคือ

ปริมาณใช้ระหว่างรอของเข้า = 10 × 7 = 70 ชิ้น
Safety Stock = 20 ชิ้น

ดังนั้น

จุดสั่งซื้อ = 70 + 20 = 90 ชิ้น

แปลว่า
ถ้าสต๊อกเหลือ 90 ชิ้น
คือต้องเริ่มสั่งแล้ว

ไม่ใช่รอให้เหลือ 20 แล้วค่อยวิ่งแก้

อีกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้น
สินค้า B
ขายเฉลี่ยวันละ 5 ชิ้น
Lead time 10 วัน
Safety Stock 15 ชิ้น

คำนวณได้ว่า

ใช้ระหว่างรอของเข้า = 5 × 10 = 50
บวกกันชน 15

เท่ากับ

จุดสั่งซื้อ = 65 ชิ้น

หมายความว่า
พอของเหลือ 65 ชิ้น
ควรออกใบสั่งซื้อได้เลย

แล้ว Safety Stock ควรเริ่มตั้งยังไง

ถ้ายังไม่อยากใช้สูตรยาก
เริ่มจากดู 3 เรื่องนี้ก่อน

1) ยอดขายแกว่งไหม
ถ้าแกว่งมาก ต้องกันมากขึ้น

2) ของเข้าช้าหรือไม่แน่นอนไหม
ถ้าซัพพลายเออร์มาช้าบ่อย ต้องกันมากขึ้น

3) ถ้าของขาดแล้วเจ็บแค่ไหน
ถ้าเป็นตัวทำยอด หรือกระทบลูกค้าหนัก ต้องกันมากขึ้น

ตรงนี้สำคัญมาก
เพราะสินค้าทุกตัวไม่ควรใช้กันชนเท่ากันหมด

JOSIMS จึงมีทั้ง ABC Analysis และ Safety Stock / ROP เพื่อช่วยให้แต่ละสินค้ามีวิธีคิดที่เหมาะกับความสำคัญและความเสี่ยงของตัวเอง ไม่ใช่ใช้กติกาเดียวทั้งคลัง

สิ่งที่หลายบริษัทพลาด

1) รอให้ใกล้หมดจริงก่อนค่อยสั่ง
แบบนี้มักช้าเกินไปเสมอ

2) ใช้ความรู้สึกแทนข้อมูล
เช่น “น่าจะพอ” หรือ “เผื่อไว้ก่อน”

3) ตั้งจุดสั่งซื้อเหมือนกันทุกตัว
ทั้งที่ของแต่ละตัวหมุนไม่เท่ากัน

4) ไม่ทบทวนเมื่อยอดขายเปลี่ยน
เคยขายวันละ 5 ชิ้น
วันนี้อาจเป็น 12 ชิ้นแล้ว
แต่ยังใช้จุดสั่งซื้อเดิมอยู่

ถ้าจะเริ่มใช้จริงพรุ่งนี้ ให้ทำแบบนี้
เลือกสินค้าที่ขายบ่อยก่อน 10–20 ตัว
หายอดใช้เฉลี่ยต่อวัน
หาว่าของใช้เวลาเข้าเฉลี่ยกี่วัน
ตั้งกันชนแบบง่ายตามความเสี่ยง
คำนวณจุดสั่งซื้อทีละตัว
ทบทวนทุกเดือน

แค่นี้ก็เริ่มดีกว่าการเดาแล้วครับ

สรุปแบบตรงที่สุด

การคิดจุดสั่งซื้อ
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสูตรยาก

ให้เริ่มจากการรู้แค่นี้ก่อน

ของตัวนี้ใช้วันละเท่าไร
ถ้าสั่งวันนี้ ของจะเข้าอีกกี่วัน
และควรกันเผื่อไว้อีกเท่าไร

แล้วเอามารวมกันเป็น

จุดสั่งซื้อ = ปริมาณที่ใช้ระหว่างรอของเข้า + กันชน

ถ้าคิดตรงนี้ได้
ธุรกิจจะเริ่มออกจากวงจรเดิมที่ว่า

สั่งเร็วไปก็จมเงิน
สั่งช้าไปก็ขายไม่ได้

แล้วขยับไปสู่จุดที่สำคัญกว่า คือ

มีของพอดี
และสั่งได้ทันเวลาแบบไม่ต้องวิ่งแก้ทั้งวัน

สนใจติดต่อ 094-9541945
Line: SURASAK-JOS

#จุดสั่งซื้อ

Safety Stock กับ ROP ควรเริ่มคิดยังไงหลายธุรกิจมีอาการนี้เหมือนกันครับของบางตัวหมดเร็วเกินคาดต้องซื้อด่วนลูกค้ารอของฝ่าย...
02/05/2026

Safety Stock กับ ROP ควรเริ่มคิดยังไง

หลายธุรกิจมีอาการนี้เหมือนกันครับ

ของบางตัวหมดเร็วเกินคาด
ต้องซื้อด่วน
ลูกค้ารอของ
ฝ่ายขายเสียโอกาส

แต่พอแก้ด้วยการ “สั่งเผื่อเยอะ ๆ”
อีกไม่นานก็เจออีกปัญหา

ของแน่นคลัง
เงินจม
บางตัวขายไม่ทัน
บางตัวนอนยาว

นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจเริ่มต้องเข้าใจ 2 คำนี้ให้ชัด

Safety Stock
และ
ROP

ในแนวทางของ JOSTECH ฝั่ง JOSIMS วางเรื่อง Minimum หรือ Safety Stock, แจ้งเตือน ROP จุดสั่งซื้อ, พยากรณ์ยอดขาย, ความแม่นยำพยากรณ์, Inventory Turnover และ ABC Analysis ไว้เป็นเครื่องมือหลักของการคุมสต๊อกให้พอดีมากขึ้น ไม่ใช่แค่มีของไว้เยอะ ๆ เฉย ๆ

Safety Stock คืออะไร

พูดง่าย ๆ
มันคือ สต๊อกกันชน

มีไว้เผื่อกรณีที่โลกจริงไม่เคยเป๊ะอย่างที่เราคิด

เช่น

ลูกค้าซื้อเยอะกว่าปกติ
ซัพพลายเออร์ส่งช้า
ของเข้าล่าช้า
แผนขายคลาดเคลื่อน

Safety Stock จึงไม่ใช่ของที่ซื้อมาเพื่อขายแบบปกติอย่างเดียว
แต่มันคือของที่มีไว้กันพลาด

แล้ว ROP คืออะไร

ROP หรือ Reorder Point คือ
จุดที่บอกว่า ถึงเวลาต้องสั่งซื้อแล้ว

ไม่ใช่รอให้ของใกล้หมดจริงก่อนค่อยสั่ง
แต่เป็นจุดที่คำนวณไว้ล่วงหน้าว่า
ถ้ายอดคงเหลือลงมาถึงระดับนี้
ควรเริ่มสั่งทันที
เพื่อให้ของใหม่เข้ามาทันก่อนของเก่าหมด

พูดง่าย ๆ แบบนี้ครับ

Safety Stock = กันชน
ROP = สัญญาณเตือนให้สั่ง

2 ตัวนี้ทำงานคู่กันเสมอ

แล้วควรเริ่มคิดยังไง

หลายคนพอได้ยินคำพวกนี้
จะคิดว่าต้องใช้สูตรยาก

จริง ๆ ช่วงเริ่มต้น
ยังไม่ต้องซับซ้อนครับ
ให้เริ่มคิดตาม 4 คำถามนี้ก่อน

1) ของตัวนี้ขายเร็วแค่ไหน

เริ่มจากรู้ก่อนว่า
สินค้าตัวนั้นขายเฉลี่ยเท่าไรต่อวัน หรือ ต่อสัปดาห์

ตัวอย่าง
ถ้าสินค้าขายเฉลี่ยวันละ 10 ชิ้น
แปลว่า 1 สัปดาห์ใช้ประมาณ 70 ชิ้น

ถ้าคุณยังไม่รู้ข้อนี้
จะคิด Safety Stock และ ROP ได้ยากมาก

แนวทางแก้ไข
เริ่มจากเก็บยอดใช้จริงย้อนหลัง
ไม่ต้องหรูมาก
แต่ต้องรู้ว่า “ของตัวนี้วิ่งเร็วแค่ไหน”

2) ถ้าสั่งวันนี้ ของจะเข้าจริงเมื่อไร

ข้อนี้คือเรื่องของ Lead Time

หลายธุรกิจพลาดตรงนี้เยอะมาก
เพราะคิดแค่ว่า “เดี๋ยวสั่งก็มา”

แต่ความจริงของไม่ได้มาในวันเดียว

บางตัว 3 วัน
บางตัว 7 วัน
บางตัว 15 วัน
บางตัวนานกว่านั้นมาก

ตัวอย่าง
ถ้าของขายวันละ 10 ชิ้น
และใช้เวลา 7 วันกว่าของจะเข้า
แปลว่าระหว่างรอของเข้า
ธุรกิจจะใช้ของไปประมาณ 70 ชิ้น

นั่นหมายความว่า
อย่างน้อย ROP ต้องเริ่มคิดจากตัวเลขแถวนี้ก่อน

3) ของตัวนี้ “เสี่ยงขาด” แค่ไหน

นี่คือจุดที่ทำให้ Safety Stock ของแต่ละตัวไม่เท่ากัน

เพราะสินค้าบางตัว

ลูกค้าซื้อแกว่งมาก
ถ้าขาดแล้วเสียโอกาสสูง
ซัพพลายเออร์ส่งไม่แน่นอน
หรือเป็นตัวทำยอดหลักของบริษัท

ของแบบนี้
ควรมี Safety Stock สูงกว่าสินค้าทั่วไป

ตัวอย่าง
สินค้า A ขายทุกวันและเป็นตัวหลัก
สินค้า B ขายเดือนละไม่กี่ครั้ง

ต่อให้ยอดเฉลี่ยใกล้กัน
วิธีคิดกันชนก็ไม่ควรเท่ากัน

ตรงนี้เองที่ ABC Analysis ใน JOSIMS ช่วยได้มาก
เพราะมันทำให้เห็นว่าสินค้าตัวไหนควรคุมใกล้ชิดกว่ากัน

4) ตอนนี้คุณกำลังถือของ “กันพลาด” หรือ “เผื่อมั่ว”

อันนี้สำคัญมากครับ

หลายบริษัทบอกว่ามี Safety Stock
แต่จริง ๆ แล้วเป็นการถือของเผื่อแบบไม่มีหลัก

ต่างกันนะครับ

Safety Stock ที่ดี
คือกันไว้ตามความเสี่ยงจริง

แต่ สต๊อกเผื่อแบบมั่ว
คือซื้อเยอะไว้ก่อนเพราะกลัวขาด
สุดท้ายเงินจม

ตัวอย่าง
ยอดขายจริงใช้เดือนละ 300 ชิ้น
แต่ถือไว้ 1,500 ชิ้น
โดยไม่มีเหตุผลเรื่อง lead time หรือความผันผวนรองรับ

แบบนี้ไม่ใช่ Safety Stock
แต่มันคือเงินสดที่ถูกแปลงเป็นของค้างในคลัง

วิธีเริ่มคิดแบบง่ายที่สุด

ถ้าจะเริ่มแบบไม่ซับซ้อน
ให้ใช้ตรรกะนี้ก่อน

ROP = ปริมาณที่ใช้ระหว่างรอของเข้า + Safety Stock

เช่น

ใช้เฉลี่ยวันละ 10 ชิ้น
ของใช้เวลาเข้า 7 วัน
ปริมาณใช้ระหว่างรอ = 70 ชิ้น
ถ้าอยากมีกันชนอีก 20 ชิ้น

แปลว่า
ROP = 90 ชิ้น

พอของเหลือ 90 ชิ้น
คือถึงเวลาต้องสั่งแล้ว

ไม่ใช่รอให้เหลือ 20 แล้วค่อยตกใจ

แล้ว Safety Stock ควรเริ่มจากเท่าไรดี

ช่วงเริ่มต้น
ยังไม่ต้องใช้สูตรยากครับ
เริ่มจากดู 3 เรื่องนี้ก่อน

1. ความผันผวนของยอดขาย
ถ้ายอดแกว่งมาก ต้องกันมากขึ้น

2. ความไม่นิ่งของ Lead Time
ถ้าซัพพลายเออร์ชอบช้า ต้องกันมากขึ้น

3. ความสำคัญของสินค้า
ถ้าขาดแล้วกระทบยอดขายหรือกระทบลูกค้าหนัก ต้องกันมากขึ้น

ตัวอย่างให้เห็นภาพ
ตัวขายดีมาก ขาดไม่ได้ และของเข้าช้าบ่อย
→ Safety Stock ควรสูง
ตัวขายเรื่อย ๆ ซัพพลายเออร์ส่งตรงเวลา
→ Safety Stock อาจไม่ต้องสูงมาก
ตัวขายช้า และไม่ได้กระทบยอดหลัก
→ ไม่ควรถือกันชนเยอะเกินไป
สิ่งที่หลายบริษัทพลาด

1) ใช้ Safety Stock เท่ากันทุกตัว
ผิดครับ
ของแต่ละตัวเสี่ยงไม่เท่ากัน

2) ไม่มี ROP ชัด ๆ
เลยใช้วิธีดูด้วยตา พอใกล้หมดค่อยสั่ง
สุดท้ายช้าเกินไปเสมอ

3) ไม่ทบทวนเมื่อยอดขายเปลี่ยน
ตอนแรกตั้งไว้พอดี
แต่พอธุรกิจโต ยอดเปลี่ยน
ค่าเดิมก็เริ่มใช้ไม่ได้

4) ดูแต่ของคงเหลือ แต่ไม่ดู Inventory Turnover
ทำให้บางตัวถือเยอะเกิน โดยไม่รู้ว่าเงินกำลังจม

ตรงนี้ JOSIMS วางทั้ง ROP, Safety Stock, Forecast, และ Inventory Turnover ไว้เพื่อช่วยให้การคิดไม่ใช่เดาจากความรู้สึกอย่างเดียว

ตัวอย่างแบบธุรกิจจริง

สมมติร้านค้าหรือโรงงานหนึ่งขายสินค้า 200 SKU

ปัญหาเดิมคือ

ตัวขายดีหมดบ่อย
ทีมซื้อรีบสั่งด่วนประจำ
บางตัวกลับค้างเยอะเกิน
เงินสดเริ่มตึง

พอเริ่มใช้แนวคิดนี้

แยก A/B/C
ตั้ง Safety Stock ตามความเสี่ยง
ตั้ง ROP ตามยอดใช้และ lead time
ดู Forecast ควบคู่
ทบทวน Turnover สม่ำเสมอ

ผลที่มักได้คือ

ของขาดลดลง
ซื้อด่วนลดลง
ของค้างลดลง
เงินสดหมุนดีขึ้น
สรุปแบบตรงที่สุด

ถ้าจะเริ่มคิด Safety Stock กับ ROP
อย่าเริ่มจากสูตรก่อน

ให้เริ่มจากคำถามนี้ก่อน

ของตัวนี้ใช้เร็วแค่ไหน
ถ้าสั่งวันนี้ จะเข้าเมื่อไร
ถ้าขาดแล้วเจ็บแค่ไหน
และตอนนี้เรากำลังกันพลาด หรือกำลังถือเกิน

จำง่าย ๆ แบบนี้ครับ

Safety Stock = กันชน
ROP = จุดที่ต้องสั่ง

ถ้าคิด 2 ตัวนี้เป็น
ธุรกิจจะเริ่มออกจากวงจรเดิมที่ว่า

สั่งเร็วไปก็จมเงิน
สั่งช้าไปก็ขายไม่ได้

แล้วขยับไปสู่จุดที่สำคัญกว่า คือ
มีของพอดี ในเวลาที่ควรมี

สนใจติดต่อ 094-9541945
Line: SURASAK-JOS

สั่งของเร็วไปก็จมเงิน สั่งช้าไปก็ขายไม่ได้นี่คือกับดักที่ธุรกิจจำนวนมากติดอยู่ทุกวันครับถ้าสั่งของเร็วไปของก็เต็มคลังเงิ...
02/05/2026

สั่งของเร็วไปก็จมเงิน สั่งช้าไปก็ขายไม่ได้

นี่คือกับดักที่ธุรกิจจำนวนมากติดอยู่ทุกวันครับ

ถ้าสั่งของเร็วไป
ของก็เต็มคลัง
เงินสดก็จม

แต่ถ้าสั่งช้าไป
ของก็ขาด
ลูกค้าก็รอ
โอกาสขายก็หาย

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องของ “จังหวะการซื้อ”
แต่ความจริงลึกกว่านั้นมาก

เพราะหลายครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ทีมซื้อไม่เก่ง
แต่อยู่ที่ทั้งธุรกิจยังไม่มีเครื่องมือช่วยตอบคำถามสำคัญ 4 ข้อนี้ให้ชัด

ควรมีของเท่าไร
ควรสั่งเมื่อไร
ตัวไหนสำคัญจริง
และของที่ถืออยู่หมุนเร็วพอหรือยัง

ในแนวทางของ JOSTECH ฝั่ง JOSIMS ถูกออกแบบมาช่วยเรื่องนี้ตรง ๆ ด้วยฟังก์ชันอย่าง Maximum, Minimum / Safety Stock, ROP จุดสั่งซื้อ, พยากรณ์ยอดขาย, ความแม่นยำพยากรณ์, Inventory Turnover และ ABC Analysis ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวกับการทำให้สต๊อก “พอดีขึ้น” ไม่ใช่แค่ “มีของ”

ทำไมสั่งเร็วไปถึงจมเงิน

เวลาของเข้าคลัง
เงินสดไม่ได้หายไปไหนครับ

มันแค่เปลี่ยนรูปจาก “เงิน”
ไปเป็น “สต๊อก”

ถ้าของเหล่านั้นหมุนเร็ว
ไม่เป็นไร

แต่ถ้าหมุนช้า
เงินก็จะนอนอยู่ในคลังนานขึ้นเรื่อย ๆ

ตัวอย่าง
สินค้าตัวหนึ่งขายเดือนละ 200 ชิ้น
แต่บริษัทสั่งเข้ามา 1,000 ชิ้นเพราะอยากได้ราคาดี

ฟังดูเหมือนคุ้ม
แต่ความจริงคือคุณเอาเงินสดไปนอนอยู่ 5 เดือน
ยังไม่รวมค่าพื้นที่ ค่าจัดเก็บ และความเสี่ยงของค้างหรือของล้าสมัย

นี่แหละครับ
คืออาการของคำว่า
“ของไม่ขาด แต่เงินสดเริ่มหาย”

แล้วทำไมสั่งช้าไปถึงขายไม่ได้

อีกฝั่งหนึ่งก็เจ็บไม่แพ้กัน

หลายธุรกิจไม่ได้มีของน้อย
แต่มีของ “ไม่ทันเวลา”

คือกว่าจะรู้ว่าของใกล้หมด
ก็หมดไปแล้ว

กว่าจะสั่ง
กว่าของจะเข้า
ลูกค้าก็รอไม่ไหวแล้ว

ตัวอย่าง
สินค้าตัวขายดีใช้วันละ 20 ชิ้น
lead time ซัพพลายเออร์ 7 วัน
แต่ทีมยังรอให้เหลือไม่กี่ชิ้นค่อยสั่ง

ผลคือของขาดกลางทาง
ฝ่ายขายรับออเดอร์ไม่ได้
ลูกค้าเปลี่ยนไปซื้อเจ้าอื่น

แบบนี้ปัญหาไม่ได้เกิดจาก “ขายไม่ดี”
แต่เกิดจาก
สั่งซื้อช้าเกินจังหวะของการขาย

ปัญหาจริงไม่ใช่สั่งเร็วหรือสั่งช้าอย่างเดียว

แต่คือ “ยังไม่รู้ว่าจังหวะที่พอดีอยู่ตรงไหน”

ธุรกิจจำนวนมากใช้วิธีแบบนี้

เดาว่าน่าจะพอ
ซื้อเผื่อไว้ก่อน
ตัวนี้เคยขาด เลยอัดเพิ่ม
ตัวนี้คงยังไม่ต้องสั่งหรอก

ยิ่ง SKU เยอะ
ยิ่งขายหลายช่องทาง
ยิ่งมีฤดูกาลขาย
วิธีคิดแบบนี้จะเริ่มพังเร็วมาก

เพราะบางตัวควรถือเยอะ
บางตัวควรถือน้อย
บางตัวต้องสั่งก่อน
บางตัวไม่ควรให้กินเงินสดเยอะเกินไป

แต่ถ้าบริหารทุกตัวด้วยวิธีเดียวกัน
ผลลัพธ์ก็มักจะออกมาแบบนี้ครับ

ตัวขายดีหมดบ่อย
ตัวขายช้าค้างเต็มคลัง
ซื้อด่วนประจำ
เงินสดตึง
และทุกคนเหนื่อยกับการแก้ปัญหาซ้ำ ๆ
IMS เข้ามาช่วยตรงไหนได้บ้าง
1) ช่วยบอกว่า “ตัวไหนควรให้ความสำคัญก่อน”

ไม่ใช่ทุกสินค้าจะสำคัญเท่ากัน

บางตัวทำยอดขายหลัก
บางตัวขายนาน ๆ ที
บางตัวมีผลกับลูกค้าหลักของบริษัท

ถ้าไม่แยก
ทีมจะเสียเวลาเท่ากันทุกตัว
และมักพลาดตรงตัวที่สำคัญที่สุด

ตรงนี้ ABC Analysis ช่วยมาก
เพราะมันทำให้เห็นว่า
ของตัวไหนควรคุมใกล้
ตัวไหนควรระวัง stockout
และตัวไหนไม่ควรเอาเงินไปจมเกินจำเป็น

2) ช่วยกำหนดว่า “ต่ำสุดควรเหลือเท่าไร”

ของบางตัวถ้าเหลือน้อยเกินไป
ธุรกิจเริ่มเสี่ยงทันที

IMS จึงมีแนวคิดเรื่อง Minimum และ Safety Stock
เพื่อกำหนดว่า
อย่างน้อยควรเหลือเท่าไร
ถึงจะยังปลอดภัยพอระหว่างรอของเข้า

นี่คือการเปลี่ยนจาก
“คอยลุ้นว่าอย่าหมดนะ”
ไปเป็น
“รู้ชัดว่าห้ามต่ำกว่าจุดไหน”

3) ช่วยบอกว่า “ควรสั่งเมื่อไร”

นี่คือหัวใจของการไม่สั่งช้าเกินไป

เพราะการสั่งซื้อที่ดี
ไม่ใช่รอให้ของใกล้หมดแล้วค่อยสั่ง

แต่ต้องรู้ว่า
ก่อนถึงวันหมดของจริง เราควรเริ่มสั่งตั้งแต่เมื่อไร

ตรงนี้ ROP จุดสั่งซื้อ ช่วยมาก
เพราะมันเป็นสัญญาณเตือนว่า
ตอนนี้ถึงเวลาที่ควรสั่งแล้ว
ไม่ใช่รอให้ทุกคนเพิ่งมารู้สึกว่าของน่าจะใกล้หมด

4) ช่วยมองไปข้างหน้า ไม่ใช่ดูแค่ยอดย้อนหลัง

บางธุรกิจไม่ได้พลาดเพราะไม่ดูข้อมูล
แต่พลาดเพราะดูแค่ “ยอดเก่า”

ในโลกจริง
ยอดขายเปลี่ยนได้ตลอด

มีโปรโมชัน
มีฤดูกาล
มีลูกค้าใหม่
มีสินค้าเริ่มโตเร็วขึ้น

ถ้ายังใช้วิธีซื้อแบบเดิมทุกเดือน
ก็มีโอกาสทั้งสั่งเร็วไปและช้าไปพร้อมกัน

ตรงนี้ พยากรณ์ยอดขาย และ ความแม่นยำพยากรณ์ มีบทบาทมาก
เพราะช่วยให้แผนซื้อสัมพันธ์กับแนวโน้มจริงมากขึ้น

5) ช่วยตอบว่า “ของที่ถืออยู่ หมุนเร็วพอไหม”

บางทีสต๊อกไม่ได้ผิดที่จำนวนอย่างเดียว
แต่ผิดที่ “รอบหมุน”

คุณอาจถือของอยู่เยอะ
แต่ถ้าของตัวนั้นหมุนช้า
เงินก็จะจมอยู่ตรงนั้นนาน

ตรงนี้ Inventory Turnover จะช่วยให้เห็นชัดว่า

ตัวไหนหมุนดี
ตัวไหนหมุนช้า
ตัวไหนกำลังกินเงินสดโดยไม่จำเป็น
ตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ

สมมติบริษัทหนึ่งขายสินค้า 300 SKU

ก่อนมีแนวคิดแบบ IMS
ปัญหาคือ

ตัวขายดีหมดบ่อย
ตัวขายช้ากลับค้างเต็มคลัง
ทีมซื้อสั่งด่วนทุกเดือน
เงินสดเริ่มตึง
ผู้บริหารถามว่าทำไมของก็มี แต่ยังขายเสียโอกาส

พอเริ่มใช้แนวคิดนี้

แยกสินค้า A/B/C
ตั้ง Minimum และ Safety Stock
ใช้ ROP ช่วยเตือน
ดู Forecast ก่อนซื้อ
เช็ก Turnover ของแต่ละกลุ่ม

ผลที่มักเกิดขึ้นคือ

ตัวสำคัญขาดน้อยลง
ของค้างลดลง
ซื้อด่วนลดลง
เงินสดหมุนดีขึ้น
และการสั่งซื้อเริ่ม “นิ่ง” มากขึ้น
สรุปแบบตรงที่สุด

สั่งของเร็วไป
คุณจะจมเงิน

สั่งของช้าไป
คุณจะเสียยอดขาย

แต่ธุรกิจที่แข็งแรงจริง
ไม่ควรต้องเลือกระหว่าง 2 อย่างนี้ตลอดเวลา

สิ่งที่ต้องทำคือ
ทำให้การสั่งซื้อเปลี่ยนจาก
การเดา
ไปเป็น
การตัดสินใจจากข้อมูล

เพราะสุดท้ายแล้ว
สต๊อกที่ดี
ไม่ใช่สต๊อกที่เยอะที่สุด
และไม่ใช่สต๊อกที่น้อยที่สุด

แต่คือสต๊อกที่
พอดีกับยอดขาย
พอดีกับเวลา
และพอดีกับเงินสดของธุรกิจ

สนใจติดต่อ 094-9541945
Line: SURASAK-JOS

แจกเช็กลิสต์ว่าเมื่อไรควรเริ่มใช้ IMSหลายบริษัทเริ่มมองหาระบบตอนที่ปัญหา “หนักแล้ว”ของขาดบ่อยของเกินก็เยอะเงินจมทีมซื้อเ...
02/05/2026

แจกเช็กลิสต์ว่าเมื่อไรควรเริ่มใช้ IMS

หลายบริษัทเริ่มมองหาระบบ
ตอนที่ปัญหา “หนักแล้ว”

ของขาดบ่อย
ของเกินก็เยอะ
เงินจม
ทีมซื้อเหนื่อย
ฝ่ายขายบ่น
ผู้บริหารถามว่า

“ทำไมมีของ แต่ยังไม่พอขาย”
หรือ
“ทำไมของไม่ขาด แต่เงินสดกลับตึง”

ความจริงแล้ว
ธุรกิจไม่จำเป็นต้องรอให้พังก่อน
ค่อยเริ่มใช้ IMS

เพราะหน้าที่ของ IMS ไม่ใช่แค่เก็บยอดคงเหลือ
แต่มันช่วยให้ธุรกิจเริ่มตอบคำถามสำคัญได้ว่า

ควรมีของเท่าไร
ควรสั่งเมื่อไร
ตัวไหนสำคัญจริง
ตัวไหนถือเกิน
และสต๊อกที่มีอยู่ หมุนเร็วพอหรือยัง

ในแนวทางของ JOSTECH ฝั่ง JOSIMS วางเครื่องมือไว้ตรงจุดมาก ทั้งการเคลื่อนไหวรับเข้า-จ่ายออก, Maximum, Minimum หรือ Safety stock, แจ้งเตือน ROP จุดสั่งซื้อ, พยากรณ์ยอดขาย, ความแม่นยำพยากรณ์, Inventory Turnover และ ABC Analysis ซึ่งทั้งหมดคือหัวใจของการคุม stock ให้ “พอดีขึ้น” ไม่ใช่แค่ “มีของ”

แล้วเมื่อไรควรเริ่มใช้ IMS

ลองเช็ก 10 ข้อนี้ดูครับ
ถ้าตรงหลายข้อ แปลว่าเริ่มถึงเวลาแล้ว

1) ของบางตัวหมดบ่อย ทั้งที่ของรวมทั้งคลังยังเยอะ
นี่คือสัญญาณคลาสสิกที่สุด

แปลว่าปัญหาไม่ใช่ “ของน้อย”
แต่คือ ของไม่สมดุล

มีของในคลังจริง
แต่ไม่ใช่ของที่ลูกค้าต้องการตอนนั้น

ตัวอย่าง
มีสินค้าอยู่เต็มคลังมูลค่าหลายล้าน
แต่ตัวขายดีหมดทุกเดือน
สุดท้ายต้องซื้อด่วนซ้ำ ๆ

แนวทางแก้ไข
ถ้าเริ่มมีอาการนี้บ่อย
IMS จะช่วยแยกให้เห็นว่าตัวไหนคือของสำคัญ
ผ่าน ABC Analysis และช่วยตั้งจุดสั่งซื้อให้แม่นขึ้นผ่าน ROP และ Safety Stock

2) ทีมซื้อใช้ความรู้สึกมากกว่าข้อมูล
เช่น

ตัวนี้น่าจะใกล้หมด
ตัวนี้เผื่อไว้ก่อน
ตัวนี้เคยขาด เลยซื้อเยอะหน่อย

ถ้าการสั่งซื้อยังพึ่งความชำนาญส่วนบุคคลมากเกินไป
วันหนึ่งพอคนเปลี่ยน
ปัญหาจะตามมาทันที

ตัวอย่าง
หัวหน้าจัดซื้อคนเดิมจำทุกตัวได้
แต่พอมีคนใหม่เข้ามา
เริ่มสั่งไม่ทัน สั่งเกิน และของเริ่มเพี้ยนทั้งระบบ

แนวทางแก้ไข
เมื่อธุรกิจเริ่มโตเกินกว่าจะบริหารด้วยความจำ
IMS จะช่วยเปลี่ยนจาก “ความรู้สึก”
เป็น “กติกาที่วัดได้”

3) เริ่มมีทั้งของขาด และของค้าง ในเวลาเดียวกัน
อันนี้คือสัญญาณแรงมาก

เพราะมันแปลว่า
ธุรกิจไม่ได้มีปัญหาแค่ stock น้อยหรือมาก

แต่กำลังมีปัญหาเรื่อง
จัดสมดุล stock ไม่ได้

ตัวอย่าง
ตัวขายดีหมด
แต่ตัวขายช้ากลับเต็มคลัง
เงินสดเลยหายไปกับของที่ไม่หมุน
ในขณะที่ลูกค้าต้องรอของที่ควรมี

แนวทางแก้ไข
IMS ช่วยดูทั้ง Inventory Turnover และการแบ่งกลุ่มสินค้า ทำให้เห็นว่าตัวไหนควรเติม ตัวไหนควรระบาย ไม่ใช่ถือทุกตัวแบบเท่ากันหมด

4) สั่งซื้อด่วนบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้าธุรกิจเริ่มมีอาการ

โทรเร่งของ
ซื้อฉุกเฉิน
เปลี่ยนแผนซื้อกลางทาง
ของเข้าไม่ทันขาย

นั่นแปลว่าระบบวางแผนเริ่มตามธุรกิจไม่ทันแล้ว

ตัวอย่าง
ทุกปลายเดือนทีมซื้อยุ่งมาก
เพราะต้องไล่แก้ของที่ใกล้หมด
แทนที่จะวางแผนล่วงหน้าแบบนิ่ง ๆ

แนวทางแก้ไข
ถ้าซื้อด่วนกลายเป็นเรื่องปกติ
นั่นคือเวลาที่ควรมี ROP, Minimum, และ Safety Stock มาช่วยเตือนและกำหนดจังหวะสั่งซื้ออย่างเป็นระบบ

5) ยอดขายเริ่มแกว่ง แต่แผน stock ยังเหมือนเดิม
ช่วงที่ธุรกิจเริ่มโต
หรือเริ่มมีโปรโมชัน
หรือมีฤดูกาลขายชัด

ถ้ายังดูแค่ยอดย้อนหลังแบบหยาบ ๆ
ของจะเริ่มไม่พอหรือเกินง่ายมาก

ตัวอย่าง
เดือนปกติขาย 300 ชิ้น
แต่เดือนแคมเปญขาย 500 ชิ้น
ถ้าใช้แผนซื้อเดิม
ยังไงก็ขาด

แนวทางแก้ไข
จุดนี้ IMS ช่วยด้วย พยากรณ์ยอดขาย และ ความแม่นยำพยากรณ์ ทำให้การซื้อไม่ได้อิงแค่ความรู้สึกว่า “น่าจะพอ” อีกต่อไป

6) ผู้บริหารถามเรื่อง stock แต่ทีมตอบไม่ตรงกัน
เช่นถามว่า

ของตัวนี้พอขายกี่วัน
ตัวไหนหมุนช้า
ตัวไหนควรเลิกถือ
ตัวไหนใกล้ถึงจุดสั่งซื้อ

แต่แต่ละฝ่ายตอบคนละแบบ

นี่คือสัญญาณว่า
ข้อมูล stock ยังไม่กลายเป็น “ภาษากลาง” ขององค์กร

แนวทางแก้ไข
เมื่อการคุยเรื่อง stock เริ่มมีผลต่อเงินสด ยอดขาย และแผนซื้อ
IMS จะช่วยให้ทุกคนคุยบนข้อมูลชุดเดียวกัน

7) มี SKU เยอะขึ้นจนเริ่มดูแลไม่ไหว
ตอนมีของไม่กี่สิบตัว
ยังพอจัดการด้วย Excel หรือความชำนาญได้

แต่พอ SKU เริ่มเยอะขึ้น
ความซับซ้อนจะเพิ่มเร็วมาก

ตัวขายเร็วไม่เท่ากัน
lead time ไม่เหมือนกัน
มูลค่าต่อชิ้นต่างกัน
ความเสี่ยง stockout ต่างกัน

ตัวอย่าง
จากเดิม 80 SKU
โตเป็น 400 SKU
ทันทีที่สินค้าเริ่มเยอะ
ทีมเริ่มไม่แน่ใจว่าควรโฟกัสตัวไหนก่อน

แนวทางแก้ไข
ถ้าจำนวน SKU เริ่มโตจนใช้แรงคนล้วน ๆ ไม่ไหว
ถึงเวลาต้องมี IMS มาช่วยจัดลำดับความสำคัญ

8) เงินสดเริ่มตึง ทั้งที่ยอดขายยังดี
ข้อนี้เจ็บมาก
และมักเป็นเหตุผลสำคัญที่ควรเริ่มใช้ IMS

เพราะหลายครั้งเงินสดไม่ได้หายไปไหน
แต่มันไปนอนอยู่ใน stock ที่ถือเกินจำเป็น

JOSTECH วางทั้ง Inventory Turnover และเครื่องมือกำหนดระดับ stock อย่าง Maximum / Minimum เพื่อช่วยให้ธุรกิจเห็นว่ากำลังถือของ “พอดี” หรือ “มากเกินไป” อยู่กันแน่

ตัวอย่าง
ยอดขายยังมี
แต่เงินสดหมุนไม่ดี
เพราะถือของช้าเยอะเกินไป
ในขณะที่ตัวทำเงินกลับมีไม่พอ

แนวทางแก้ไข
ถ้าเริ่มมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง stock กับ cash flow
นั่นคือเวลาที่ควรมี IMS อย่างจริงจัง

9) เริ่มอยากรู้ว่าของแต่ละตัว “ควรถือเท่าไร”
นี่คือสัญญาณที่ดีครับ
เพราะแปลว่าธุรกิจกำลังก้าวจาก
“แค่มีของ”
ไปสู่
“อยากมีของอย่างแม่นขึ้น”

และคำถามนี้คือแกนกลางของ IMS โดยตรง

สูงสุดควรถือเท่าไร
ต่ำสุดควรเหลือเท่าไร
จุดสั่งซื้อควรอยู่ตรงไหน

ทั้งหมดนี้อยู่ในแนวคิดของ Maximum / Minimum / Safety Stock / ROP ที่ JOSIMS รองรับไว้โดยตรง

10) อยากเลิกวิ่งแก้ปัญหา แล้วเริ่มวางแผนล่วงหน้า
ถ้าธุรกิจเริ่มรู้สึกว่า

ไม่อยากรอให้ของใกล้หมดแล้วค่อยสั่ง
ไม่อยากให้ทีมซื้อแก้ปัญหาทั้งวัน
ไม่อยากให้ฝ่ายขายคอยตามของตลอด
อยากทำ stock ให้เป็นระบบมากขึ้น

นี่คือเวลาที่เหมาะที่สุดในการเริ่ม IMS

เพราะ IMS ไม่ได้มีไว้แค่ตอนธุรกิจใหญ่แล้ว
แต่มันมีไว้ตอนที่ธุรกิจเริ่ม “อยากควบคุมอนาคต”
มากกว่าคอย “ตามแก้ปัญหาเดิม”

สรุปเช็กลิสต์แบบสั้นที่สุด

ถ้าธุรกิจของคุณเริ่มมีอาการเหล่านี้

ของบางตัวหมดบ่อย
สั่งซื้อด้วยความรู้สึก
มีทั้งของขาดและของค้าง
ซื้อด่วนบ่อย
ยอดขายแกว่งแต่แผน stock ไม่เปลี่ยน
SKU เยอะจนดูไม่ไหว
เงินสดเริ่มจมในของ
อยากรู้ว่าควรถือเท่าไร
อยากวางแผนแทนการวิ่งแก้

แปลว่า
เริ่มถึงเวลามองหา IMS แล้ว

ตัวอย่างให้เห็นภาพ

สมมติธุรกิจหนึ่งมี 300 SKU

ช่วงแรกยังบริหารไหว
แต่พอออเดอร์โตขึ้นเริ่มเจอว่า

ตัวขายดีหมดทุกเดือน
ตัวขายช้าค้างเต็มคลัง
ซื้อด่วนประจำ
เงินสดเริ่มตึง
ทีมซื้อกับฝ่ายขายคุยกันคนละตัวเลข

แบบนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้ปัญหาหนักกว่านี้ก่อน

เพราะแค่เริ่มใช้แนวคิด IMS

แบ่ง ABC
ตั้ง Minimum / Safety Stock
ใช้ ROP
ดู Forecast
วัด Turnover

ธุรกิจก็จะเริ่มคุม stock ได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน

สรุปแบบตรงที่สุด

IMS เหมาะกับธุรกิจที่เริ่มรู้แล้วว่า

“การมีของ” อย่างเดียว ไม่พออีกต่อไป
แต่ต้องเริ่ม
“มีของให้พอดี ในเวลาที่ควรมี”

ถ้าคุณเริ่มเจออาการ stock ไม่นิ่ง
ซื้อไม่ทัน
ซื้อเกิน
เงินจม
หรือทีมเหนื่อยกับการแก้ปัญหาซ้ำ ๆ

นั่นไม่ใช่แค่สัญญาณว่าระบบมีปัญหา

แต่มันอาจเป็นสัญญาณว่า
ธุรกิจของคุณถึงเวลาควรเริ่มใช้ IMS แล้ว

สนใจติดต่อ 094-9541945
Line: SURASAK-JOS

IMS ช่วยธุรกิจที่ของไม่พอดีได้ยังไงหลายธุรกิจไม่ได้มีปัญหาแค่ว่า “ของเยอะเกิน”แต่กลับเจออีกด้านหนึ่งที่เจ็บไม่แพ้กันคือข...
01/05/2026

IMS ช่วยธุรกิจที่ของไม่พอดีได้ยังไง

หลายธุรกิจไม่ได้มีปัญหาแค่ว่า “ของเยอะเกิน”

แต่กลับเจออีกด้านหนึ่งที่เจ็บไม่แพ้กันคือ
ของไม่พอ

ลูกค้าสั่ง แต่ของหมด
ของบางตัวมีเกิน แต่ตัวที่ขายจริงกลับไม่มี
ต้องรีบซื้อด่วน
ต้องเสียโอกาสขาย
และทีมงานทำงานเหมือนวิ่งไล่ตามปัญหาทั้งวัน

นี่คืออาการของธุรกิจที่สต๊อกยังไม่ “บาลานซ์”

ไม่ใช่มีของน้อยอย่างเดียว
แต่คือ มีของไม่ถูกตัว ไม่ถูกเวลา และไม่พอในจุดที่ควรพอ

ในแนวทางของ JOSTECH ฝั่ง JOSIMS ถูกออกแบบมาช่วยเรื่องนี้ตรง ๆ ด้วยฟังก์ชันอย่าง การเคลื่อนไหวรับเข้า-จ่ายออก, Maximum, Minimum หรือ Safety stock, แจ้งเตือน ROP จุดสั่งซื้อ, พยากรณ์ยอดขาย, ความแม่นยำพยากรณ์, Inventory Turnover และ ABC Analysis

ของไม่พอ จริง ๆ มักเกิดจากอะไร

1) ไม่รู้ว่าของตัวไหนควรมีเท่าไร
หลายบริษัทสั่งของตามความคุ้นเคย

ตัวนี้น่าจะขายดี
ตัวนี้เคยหมด
ตัวนี้เผื่อไว้ก่อน

ฟังดูเหมือนปลอดภัย
แต่สุดท้ายจะกลายเป็นว่า

บางตัวถือเกิน
บางตัวถือขาด
เงินจมในของช้า
แล้วของที่ขายจริงกลับไม่พอ

ตัวอย่าง
ธุรกิจขายอะไหล่มี 500 SKU
แต่ยอดขายจริง 70% มาจากแค่ 80 SKU
ถ้าไม่แยกความสำคัญให้ชัด
ทีมจะบริหารทุกตัวเหมือนกันหมด
และตัวขายจริงจะหมดบ่อยกว่าที่ควร

IMS ช่วยยังไง
IMS ใช้ ABC Analysis แยกให้เห็นว่าสินค้าตัวไหนสำคัญกับยอดขายมากกว่ากัน ทำให้ธุรกิจไม่ต้องบริหารทุก SKU แบบเท่ากันทั้งหมด

2) ไม่รู้ว่าควรสั่งซื้อเมื่อไร
ปัญหานี้เจอบ่อยมาก

บางบริษัทสั่งช้าไป
ของหมดก่อนของเข้า

บางบริษัทสั่งเร็วเกิน
ของค้างเต็มคลัง

ความยากของงานสต๊อก
ไม่ได้อยู่แค่ “สั่งหรือไม่สั่ง”
แต่อยู่ที่ สั่งให้ถูกจังหวะ

ตัวอย่าง
สินค้าตัวหนึ่งขายวันละ 20 ชิ้น
lead time ใช้ 7 วัน
แต่ทีมยังรอให้ของใกล้หมดค่อยสั่ง
สุดท้ายของหมดระหว่างรอของเข้า 3 วันเต็ม ๆ

IMS ช่วยยังไง
JOSIMS มี ROP จุดสั่งซื้อ และ Minimum / Safety Stock เพื่อช่วยบอกว่าของใกล้ถึงจุดที่ต้องสั่งแล้ว ไม่ต้องรอให้คนคอยเดาเองทุกครั้ง

3) ไม่รู้ว่าความต้องการกำลังเปลี่ยน
ของไม่พอหลายครั้ง
ไม่ได้เกิดจากทีมซื้อทำงานช้า

แต่เกิดจากยอดขายเปลี่ยน
แล้วระบบการวางแผนตามไม่ทัน

เดือนนี้ยอดพุ่ง
ลูกค้าบางกลุ่มสั่งถี่ขึ้น
ของบางตัวเริ่มหมุนเร็วกว่าเดิม
แต่แผนสั่งซื้อยังใช้ตัวเลขเดิม

ตัวอย่าง
เคยขายได้เดือนละ 200 ชิ้น
แต่ช่วงโปรโมชันหรือฤดูกาล ยอดขึ้นเป็น 350 ชิ้น
ถ้ายังใช้แผนซื้อแบบเดิม
ของจะขาดแน่นอน

IMS ช่วยยังไง
JOSIMS มีทั้ง พยากรณ์ยอดขาย และ ความแม่นยำพยากรณ์ เพื่อช่วยให้ธุรกิจเห็นแนวโน้ม ไม่ใช่ใช้แต่ความรู้สึกหรือยอดเก่าอย่างเดียว

4) ไม่รู้ว่าของที่มีอยู่ หมุนเร็วพอหรือไม่
หลายบริษัทมองแค่ “ยอดคงเหลือ”

แต่ไม่ค่อยดูว่า
ของตัวนั้นหมุนเร็วแค่ไหน

พอมองไม่เห็นรอบหมุน
ก็จะบริหารแบบผิดง่ายมาก

ตัวหมุนเร็วมีไม่พอ
ตัวหมุนช้าถือเยอะเกิน
เงินสดจม
และของยังขาดในตัวที่ลูกค้าต้องการจริง

ตัวอย่าง
มีของในคลังรวมมูลค่าเยอะมาก
แต่ตัวที่ลูกค้าสั่งบ่อยกลับเหลือไม่กี่วัน
ในขณะที่ของอีกกลุ่มนอนอยู่ 4–5 เดือน

IMS ช่วยยังไง
IMS ใช้ Inventory Turnover ช่วยให้เห็นว่าของตัวไหนหมุนดี ตัวไหนนอนนาน ธุรกิจจึงเริ่มตัดสินใจจากข้อมูลจริง ไม่ใช่ดูแค่ว่ายังมีของอยู่ในคลังหรือไม่

5) ไม่เห็นภาพการเคลื่อนไหวจริงของของ
บางทีปัญหาไม่ได้อยู่ที่ซื้อไม่เก่ง
แต่อยู่ที่มองการเคลื่อนไหวไม่ครบ

ของเข้าจริงเท่าไร
ออกจริงเท่าไร
ตัวไหนเริ่มไหลเร็วผิดปกติ
ตัวไหนเริ่มชะลอ

ถ้าไม่เห็น movement
คุณจะรู้ตัวช้าตลอด

IMS ช่วยยังไง
JOSIMS รองรับ การเคลื่อนไหวรับเข้า-จ่ายออกสินค้า ทำให้ผู้บริหารและทีมวางแผนเห็นภาพการไหลของ stock ชัดขึ้น ไม่ใช่ดูแค่ยอดคงเหลือปลายทางอย่างเดียว

แล้วควรเริ่มแก้ยังไง
1) แยกสินค้าเป็นกลุ่มก่อน

เริ่มจากถามให้ชัดว่า

ตัวไหนขายเร็ว
ตัวไหนสำคัญต่อยอดขาย
ตัวไหนควรมี safety stock สูง
ตัวไหนไม่จำเป็นต้องถือเยอะ
2) ตั้ง Minimum / Safety Stock ให้เหมาะ

อย่าใช้ตัวเลขเดียวทั้งคลัง
ของแต่ละตัวมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน
ต้องตั้งให้สัมพันธ์กับยอดขายและเวลารอของเข้า

3) ใช้ ROP แทนการรอให้ใกล้หมดแล้วค่อยสั่ง

นี่คือจุดเปลี่ยนจาก “แก้ปัญหา”
ไปเป็น “ป้องกันปัญหา”

4) ดู Forecast ควบคู่กับของจริง

ไม่ใช่ดูยอดขายย้อนหลังอย่างเดียว
แต่ต้องดูด้วยว่าช่วงนี้ demand กำลังเปลี่ยนหรือไม่

5) ทบทวนรอบหมุนสม่ำเสมอ

ของที่เคยหมุนดี
อาจเริ่มช้าลง
ของที่เคยธรรมดา
อาจเริ่มสำคัญขึ้น

ถ้าไม่ทบทวน
แผน stock จะเริ่มคลาดเคลื่อนเอง

ตัวอย่างให้เห็นภาพ

สมมติบริษัทหนึ่งขายสินค้า 300 SKU

ปัญหาเดิมคือ

ตัวขายดีหมดบ่อย
ทีมซื้อรีบสั่งด่วนประจำ
ลูกค้าบางรายต้องรอของ
ขณะที่คลังยังมีของค้างเต็มไปหมด

พอเริ่มใช้แนวคิดแบบ IMS

แยกสินค้า A/B/C
ตั้ง Minimum และ Safety Stock
ใช้ ROP เป็นจุดสั่งซื้อ
ดู Forecast รายเดือน
วัด Inventory Turnover

ผลที่มักเกิดขึ้นคือ

ของตัวสำคัญขาดน้อยลง
งานซื้อด่วนลดลง
stock เริ่มสมดุลขึ้น
และทีมไม่ต้องวิ่งแก้ปัญหาทั้งวันเหมือนเดิม
สรุปแบบตรงที่สุด

IMS ช่วยธุรกิจที่ของไม่พอดี
เพราะมันช่วยให้คุณเริ่มตอบคำถามสำคัญได้ว่า

ตัวไหนควรมีมาก
ตัวไหนควรมีน้อย
ควรสั่งเมื่อไร
ความต้องการกำลังเปลี่ยนไหม
และของที่ถืออยู่ หมุนเร็วพอหรือยัง

เพราะปัญหาของไม่พอ
หลายครั้งไม่ได้เกิดจาก “ของน้อย”

แต่มันเกิดจาก
การมอง stock ยังไม่ชัดพอ

และเมื่อเห็นชัดขึ้น
ธุรกิจก็จะเริ่มจากแค่ “มีของ”
ไปสู่การ “มีของพอดีในเวลาที่ควรมี” ได้จริง

สนใจติดต่อ 094-9541945
Line: SURASAK-JOS

ที่อยู่

19 ถนนเสนานิคม 1 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว
Bangkok
10230

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Jostech Software Solutions โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์