ร้านมนูการเกษตร

ร้านมนูการเกษตร จำหน่าย: ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เชื้อรา ยาฆ่?

https://www.facebook.com/share/p/1C7u4WYgzd/
24/12/2025

https://www.facebook.com/share/p/1C7u4WYgzd/

วงจรชีวิตไรแดง
ไรแดงเป็นแมลงขนาดเล็กสีน้ำตาล-แดง ที่สามารถเข้าทำลายพืชได้หลากหลายชนิด สามารถขยายพันธุ์และเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น จึงทำให้ควบคุมได้ยาก

โดยวงจรชีวิตไรแดงแอฟริกันจากระยะไข่จนเป็นตัวเต็มวัยใช้เวลาประมาณ 9-10 วัน โดยมีระยะต่างๆชีวิตดังนี้
1. ระยะไข่ (Egg) : ตัวเมียวางไข่ใต้ใบหรือลำต้นพืช จากนั้นจะเข้าสู่ระยะตัวอ่อนมี 3 ระยะ คือ
2. ระยะตัวอ่อน (Larva ลา-วา) : ฟักออกจากไข่ มี 6 ขา
3. ระยะตัวอ่อน (Protonymph โพร-โท-นิมฟ์): มี 8 ขา
4. ระยะตัวอ่อน (Deutonymph ดิว-โท-นิมฟ์) : มี 8 ขา
5. ระยะตัวเต็มวัย (Adult): มี 8 ขา พร้อมที่จะผสมพันธุ์
ไรแดงจะสืบพันธุ์และการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (Parthenogenesis) ออกลูกเป็นตัว โดยตัวเต็มวัยเพศเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ประมาณ 14-15 ฟอง และตัวอ่อนที่ฟักออกมาจากไข่ที่ไม่ได้รับการผสมจะเจริญเป็นไรเพศผู้ทั้งหมด ขณะเดียวกันตัวอ่อนที่ฟักออกมาจากไข่ที่ได้รับการผสมพันธุ์จะมีทั้งเพศผู้และเพศเมีย

การระบาด : ไรแดงจะระบาดรุนแรงในช่วงอากาศแห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วง หรือปลายฝนต้นหนาว เพราะสภาพอากาศแบบนี้แห้ง มีลมแรง และแดดจัด เหมาะกับการขยายพันธุ์ของไรแดงมาก (ไม่ชอบน้ำ) โดยเฉพาะช่วงธันวาคม-มกราคม และมีนาคม-เมษายน

ลักษณะการทำลาย : ไรแดงทั้งระยะตัวอ่อน และตัวเต็มวัยจะใช้ส่วนปาก ที่มีลักษณะเป็นเข็มแหลมแทงเข้าไปในเนื้อเยื่อของใบพืช โดยเฉพาะใบแก่และใบเพสลาด จากนั้นจะปล่อยสารพิษที่เรียกว่า Toxin ออกมา ทำให้เกิดแผลที่ผิวใบจนเกิดการสูญเสียคลอโรฟิลล์ ทำให้ใบมีลักษณะเป็นจุดเล็กๆ สีขาวซีด และถ้าเกิดการทำลาย หรือแพร่ระบาดอย่างรุนแรง ซึ่งจุดเล็กๆนี้จะแพร่ขยายติดต่อกันเป็นวงกว้าง จะทำให้ใบค่อยๆเปลี่ยนจากสีขาวซีด และเป็นสีน้ำตาล แห้งและร่วงหล่นในที่สุด

แนะนำกลุ่มสารกำจัดไรแดง
- กลุ่ม 3A : เฟนโพรพาทริน
- กลุ่ม 19 : อะมิทราซ
- กลุ่ม 12C : โพรพาไกด์
- กลุ่ม 12B : เฟนบูทาทรินออกไซด์ (กลุ่มใหม่)
- กลุ่ม 23 : สไปโรมีซิเฟน
- กลุ่ม 21A : ไพริดาเบน, ทีบูเฟนไพแรด
- กลุ่ม 23 : สไปโรไดโคลเฟน (กลุ่มใหม่)
- กลุ่ม 10A : เฮกซี่ไทอะซอก (คุมไข่,ตัวอ่อน)
** ควรสลับกลุ่มยา เพื่อป้องกันการดื้อยาในช่วงไรแดงระบาด เนื่องจากไรแดงมีวงจรชีวิตสั้น

#ฅนเกษตร #ไรแดง #สารกำจัดไรแดง #ไพริดาเบน #ไรแดงทุเรียน

29/08/2025

"ยิปซั่ม"
ไม่ได้ช่วยปรับ pH ดิน
อย่างที่หลายคนคิด
ฟังคำอธิบายแบบวิทยาศาสตร์
สมาชิก หลายท่านที่สนใจการปรับปรุงดินอาจเข้าใจว่าสารที่มีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบทั้งหมด เช่น ปูนขาว (Calcium carbonate: CaCO₃), โดโลไมท์ (Dolomite: CaMg(CO₃)₂) และ ยิปซั่ม (Gypsum: CaSO₄·2H₂O) ล้วนช่วยปรับค่า pH ของดินได้เหมือนกัน แต่ความจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้นครับ #ยิปซั่ม มีบทบาทที่แตกต่างและเฉพาะทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ว่า ยิปซั่มไม่ช่วยลดความเป็นกรดของดิน
บทความนี้ IFARM จะอธิบายกลไกและบทบาทที่แท้จริงของยิปซั่ม เพื่อให้สมาชิก IFARM เข้าใจและเลือกใช้ได้อย่างถูกต้อง
1. กลไกการทำงานของยิปซั่ม
ยิปซั่ม (CaSO₄·2H₂O) เมื่อนำมาใช้ในดินจะแตกตัวออกเป็นไอออน แคลเซียม (Ca²⁺) และ ซัลเฟต (SO₄²⁻)
⏺︎ Ca²⁺ (Calcium ion): เข้าไปแทนที่โซเดียม (Na⁺) ที่เกาะอยู่บนอนุภาคดิน (Cation Exchange) และผลัก Na⁺ ออกไปพร้อมกับน้ำ
⏺︎ SO₄²⁻ (Sulfate ion): มีสมดุลเป็นกลาง ไม่ทำปฏิกิริยากับไอออนไฮโดรเจน (H⁺) หรือไฮดรอกไซด์ (OH⁻) ที่มีผลต่อค่า pH ของดิน
นั่นหมายความว่า ยิปซั่มไม่ปล่อยคาร์บอเนต (CO₃²⁻) หรือไบคาร์บอเนต (HCO₃⁻) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ไปทำปฏิกิริยากับ H⁺ เพื่อเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดด่างของดิน ดังนั้นยิปซั่มจึงไม่สามารถปรับค่า pH ได้ ต่างจากปูนขาวหรือโดโลไมท์ที่มีคาร์บอเนตเป็นองค์ประกอบ
2. บทบาทที่แท้จริงของยิปซั่มในงานเกษตร
แม้จะไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงค่า pH แต่ยิปซั่มกลับมีคุณค่ามากในด้านอื่น ๆ ได้แก่
⏺︎ แก้ไขปัญหาดินเค็มโซดิก (Sodic Soil): Ca²⁺ จากยิปซั่มช่วยลดปริมาณโซเดียมส่วนเกิน ทำให้โครงสร้างดินดีขึ้น ดินโปร่งขึ้น และน้ำซึมผ่านได้ง่ายขึ้น
⏺︎ เพิ่มธาตุอาหารรอง (Secondary Nutrients): ยิปซั่มเป็นแหล่งของแคลเซียม (Ca) และซัลเฟอร์ (S) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างโปรตีน การเจริญเติบโต และคุณภาพผลผลิต
⏺︎ ปรับปรุงโครงสร้างดิน (Soil Structure Improvement): ยิปซั่มช่วยให้ดินร่วนซุย ลดการอัดแน่นของดิน (Soil Compaction) ส่งเสริมให้รากพืชชอนไชและดูดซึมธาตุอาหารได้ดียิ่งขึ้น
3. ข้อควรพิจารณา
หากดินมีปัญหา กรดจัด (pH < 5.5) การใช้ยิปซั่มจะไม่สามารถแก้ไขได้ เนื่องจากยิปซั่มไม่ส่งผลต่อค่า pH ควรใช้ ปูนขาว หรือ โดโลไมท์ แทน แต่ถ้าดินมีปัญหา เค็มโซดิก หรือ โครงสร้างดินแน่น น้ำไม่ซึม ยิปซั่มคือคำตอบที่เหมาะสมที่สุด
🟢🔴 สรุป
ยิปซั่ม ไม่ใช่สารสำหรับปรับค่า pH แต่คือ สารปรับปรุงโครงสร้างดินและลดปริมาณโซเดียม การเข้าใจบทบาทที่แท้จริงของยิปซั่มจะช่วยให้สมาชิก IFARM เลือกใช้ได้ตรงกับปัญหา ประหยัดต้นทุน และยังทำให้การจัดการดินในฟาร์มมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ
เขียนและเรียบเรียงโดย
IFARM
๐ ๐ ๐
Creating & Empowering Smart Agripreneurs.
Driving Value. Sustaining Growth
#เกษตรอินทรีย์ #เกษตรเชิงคุณค่า #ยิปซั่ม #แก้ปัญหาดินเค็ม

10/06/2025

หน้าฝนแบบนี้...ฉีดยากำจัดวัชพืชแล้วต้องรอแค่ไหนถึงจะได้ผล?
สารไหนทน สารไหนต้องรอ เช็คูตารางก่อนฉีด
อย่าให้ฝนล้างไปฟรีๆ เพื่อให้ประสิทธิภาพสูงที่สุด

บริษัท เอส พี เค จี จำกัด
“เข้าใจพืช... รู้ใจเกษตรกร”
📞โทร : 034-966-952
👉 Website : www.spkg.co.th
👉 Facebook : https://www.facebook.com/SPKGGROUP
👉 TikTok : https://www.tiktok.com/?_t=ZS-8waBua2t5tw&_r=1
#เกษตรกร #เกษตรยุคใหม่ #ป้องกันกำจัดศัตรูพืช #กำจัดวัชพืช #เคมีเกษตร

14/05/2025
11/05/2025

🚨โบแมก🚨
แมกนีเซียม 4% +โบรอน 10%
ธาตุอาหารรอง - เสริม

👉🏾 ติดดอกได้ดีขึ้น
👉🏾 ลดการแตกของผล
👉🏾 ช่วยให้สังเคราะห์แสงได้ดี
👉🏾 ช่วยในการผสมเกสร
👉🏾 ขั้วดอกเหนียวไม่หลุดร่วง

✨ธาตุอาหารครบ เพิ่มผลผลิต✨

🔊 หากเกษตรกรท่านใดสนใจสามารถหาซื้อได้ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายใกล้ท่านหรือติดต่อสอบถามทางเพจ Facebook ของเราได้เลย 👨‍🌾

#ปุ๋ยตราใบไม้ #ยิบอินซอย #นาข้าว #ปาล์ม #ปาล์มน้ำมัน #ทุเรียน #เคมีเกษตร #ปุ๋ยเกรดคุณภาพไฮพรีเมี่ยม

07/05/2025

ระวัง โรคราสนิมขาว (เชื้อรา Albugo ipomoea-panduratae) Albugo ipomoea-panduratae ในผักบุ้งจีน

สภาพอากาศในช่วงนี้สภาพอากาศร้อนจัด และมีฝนตก เตือนผู้ปลูกผักบุ้งจีน ในระยะ ทุกระยะการเจริญเติบโต รับมือโรคราสนิมขาว (เชื้อรา Albugo ipomoea-panduratae)
พบจุดสีเหลืองซีดที่ด้านบนของใบ เมื่อพลิกดูใต้ใบจะเห็นเป็นตุ่มนูนสีขาวขนาดเล็ก ซึ่งเป็นส่วนของเชื้อรา ต่อมาตุ่มนูนจะขยายใหญ่ หากมีหลายตุ่มขยายมาชนกัน จะเห็นเป็นปื้นสีขาวขนาดใหญ่ ทำให้ใบบิดเบี้ยว หรือเป็นคลื่นไม่เรียบ ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และร่วง บางครั้งพบอาการของโรคที่ก้านใบ และลำต้น

แนวทางป้องกัน/แก้ไข
๑. ก่อนปลูกควรไถพลิกกลับหน้าดิน ตากแดด ทิ้งไว้ระยะหนึ่ง และใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดิน
๒. ใช้เมล็ดพันธุ์ จากแหล่งที่ไม่มีการระบาดของโรค
๓. คลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วยสารเมทาแลกซิล ๓๕% ดีเอส อัตรา ๗ กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ ๑ กิโลกรัม
๔. ไม่หว่านผักบุ้งแน่นเกินไป เพราะจะทำให้มีความชื้นสูง
๕. กำจัดวัชพืชในแปลงปลูก
๖. ตรวจแปลงปลูกสม่ำเสมอ โดยเฉพาะใบล่างๆ เมื่อพบพืชเริ่มแสดงอาการของโรค ตัดส่วนที่เป็นโรค หรือถอนต้น นำไปทำลายนอกแปลงปลูก แล้วพ่นด้วยสารแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม ๖๔%+๔% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา ๓๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ ไซยาโซฟามิด ๔๐% เอสซี อัตรา ๖ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ ไซมอกซานิล+แมนโคเซบ ๘%+๖๔% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๓๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ เมทาแลกซิล ๒๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๒o กรัมต่อน้ำ ๒o ลิตร หรือ แมนโคเซบ ๘o% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๒o–๓o กรัมต่อน้ำ ๒o ลิตร พ่นให้ทั่วโดยเฉพาะบริเวณด้านใต้ใบ พ่นซ้ำทุก ๕- ๗ วัน และควรหยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยวอย่างน้อย ๗ วัน
๗. แปลงที่พบการระบาดของโรค ควรหลีกเลี่ยงการให้น้ำแบบพ่นฝอย และไม่ควรให้น้ำจนชื้นแฉะเกินไป
๘. หลังการเก็บเกี่ยว ควรนำเศษซากพืชไปทำลายนอกแปลงปลูก
๙. ในแปลงที่พบโรคระบาด ควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน

02/05/2025

#สารที่ห้ามฉีด "มะละกอ" เด็ดขาด❗️
ฉีดไป พังทุกสวน แน่นอน❗️
#ฅนขายเคมีเกษตร

---

1. ซัลเฟอร์ (Sulfur / กำมะถัน)

กลไก: ฆ่าเชื้อรา/ไร โดยรบกวนการหายใจในเซลล์

ข้อควรระวัง: ห้ามฉีดกลางแดดหรืออากาศร้อน

ผลเสีย: ใบไหม้ ใบเหลือง ยอดแห้ง พืชชะงัก

---

2. ไวท์ออยล์ (White Oil / น้ำมันปิโตรเลียม)

กลไก: เคลือบตัวแมลง ทำให้หายใจไม่ออก

ข้อควรระวัง: (กรณีใส่มากๆ) มะละกอแพ้ง่าย ใบไวต่อการเคลือบ

ผลเสีย: ใบไหม้ ใบร่วง หยุดโต ยอดไม่เดิน

---

3. โพรพาไกล์ (Propargite)

กลไก: ฆ่าไรโดยยับยั้งการสร้างพลังงานในเซลล์(กลุ่มระบบหายใจ)

ข้อควรระวัง: มีฤทธิ์รุนแรง สะสมพิษในใบมะละกอ

ผลเสีย: ใบม้วน ใบไหม้ ยอดหยุด พืชโทรม

---

4. คลอเฟนนาเพอร์ (Chlorfenapyr)

กลไก: ทำลายกระบวนการผลิตพลังงานของแมลง

ข้อควรระวัง: สะสมพิษ พิษรุนแรง ไวต่อพืช

ผลเสีย: ยอดไหม้ ใบร่วง พืชชะงัก โตช้า

---

5. แนบทารีน (Nabam/Nabththalene compound)

กลไก: ยับยั้งเอนไซม์ของแมลงในพืช ที่ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ (เพราะน้ำมันในลูกเหม็นเกิดพิษต่อพืช)

ข้อควรระวัง: มะละกอไวต่อกลุ่มนี้ เกิดพิษทันที

ผลเสีย: ใบช้ำ ยอดเน่า ใบหยิก ยืนต้นตาย

---

ขอสังเกตุ ยาพวกนี้มีส่วนประกอบของ ซัลเฟอร์กับองค์ประกอบของคาร์บอนสูง ทำให้เป็นพิษ...

แค่พ่นผิด สวนเสียหายทั้งแปลง!
เลือกสารให้เหมาะกับพืช = ปลอดภัยและโตไว
#สายเคมีเกษตรตัวจริงต้องรู้

#ฅนขายเคมีเกษตร

สาระดีๆ จะแชร์หรือเซฟไว้อ่นก็ไม่ว่ากัน

อ่านจบถึงตรงนี้ เป็นเกษตรกรตัวจริงแน่นอน
ฝากกด1ให้ด้วยนะ

❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️

29/04/2025

ระวัง แมลงหวี่ขาวยาสูบ ในมะเขือเปราะ

สภาพอากาศในช่วงนี้มีฝนตก และฝนตกหนักบางพื้นที่ เตือนผู้ปลูกมะเขือเปราะ ในระยะ ทุกระยะการเจริญเติบโต รับมือแมลงหวี่ขาวยาสูบ ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณใบ และเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสสาเหตุโรคใบด่างเหลืองในมะเขือเปราะ ทำให้ผลผลิตลดลง
แนวทางป้องกัน/แก้ไข
1.ก่อนการย้ายปลูก รองก้นหลุมปลูกด้วยสารฆ่าแมลง ไดโนทีฟูแรน 1% G อัตรา 2 กรัมต่อหลุม สามารถควบคุมการเข้าทำลายของแมลงหวี่ขาวได้ประมาณ 45 วัน (เมื่อใส่สารลงในหลุมแล้วให้โรยดินกลบสารบาง ๆ ก่อนทำการย้ายกล้าลงหลุม เพื่อป้องกันรากพืชสัมผัสสารโดยตรง ซึ่งอาจทำให้เกิดความเป็นพิษต่อพืชได้)
2. เมื่อพบการระบาด พ่นด้วยสารฆ่าแมลง บูโพรเฟซิน 40% SC อัตรา 25 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟลอนิคามิด 50% WG อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สไปโรเตตระแมท 15% OD อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไซแอนทรานิลิโพรล 10% OD อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไบเฟนทริน 2.5% EC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% WP อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ น้ำมันปิโตรเลียม เช่น ไวต์ออยล์ 67% EC อัตรา 100 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ควรพ่นสารทุก 5 วัน 2-3 ครั้งติดต่อกัน เมื่อพบการระบาด
*** บูโพรเฟซิน งดพ่นก่อนเก็บเกี่ยว5 วัน

19/04/2025

ที่อยู่

31/63 ม. 1 ต. สำนักท้อน
Ban Chang
21130

เวลาทำการ

จันทร์ 06:30 - 18:30
อังคาร 06:30 - 18:30
พุธ 06:30 - 18:30
พฤหัสบดี 06:30 - 18:30
ศุกร์ 06:30 - 18:30
เสาร์ 06:30 - 18:30
อาทิตย์ 06:30 - 18:30

เบอร์โทรศัพท์

038-604403

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ร้านมนูการเกษตรผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์