MORYA GROUP

MORYA GROUP Contact information, map and directions, contact form, opening hours, services, ratings, photos, videos and announcements from MORYA GROUP, Information Technology Company, 104 หมู่ 2 ซอย 1 ถนนตลาดใหม่ ต. ปาดังเบซาร์, Padang Besar.

เรื่องนี้ไม่มีสอนในโรงเรียนแพทย์นะครับ ขออนุญาตชี้แจงให้ทราบโดยทั่วกันในต่างจังหวัดอาจจะไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่คนวัยทำงานหรื...
03/05/2016

เรื่องนี้ไม่มีสอนในโรงเรียนแพทย์นะครับ ขออนุญาตชี้แจงให้ทราบโดยทั่วกัน

ในต่างจังหวัดอาจจะไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่คนวัยทำงานหรือวัยรุ่นในกรุงเทพมหานครยุคปัจจุบัน นั่งรถไฟฟ้า พักคอนโดกลางเมือง ฟิตเนสหรู กับคลาสต่างๆสุดชิค จะมีไลฟ์สไตล์อีกแบบหนึ่ง ที่เราอาจจะเข้าไม่ถึง คนกลุ่มนี้เค้าจะมี heart rate monitoring กันเกือบทุกคน ไม่ว่าจะเป็น chest strap นาฬิกาแบบ optical สายคาดข้อมือ หรือ apple watch ไม่ได้ใช้แค่ตอนออกกำลัง เวลาเรียน ทำงาน หรือแม้แต่ตอนนอนก็จะ monitor ไปด้วยตลอดเวลา ตัวผมเป็นหมอหัวใจเอง ทุกวันนี้ไม่เคยเอาอะไรมา monitor ตัวเองทั้งสิ้น บอกตรงๆ(กรู)กลัว

การที่คุณไปถามคุณหมอว่า "ดิฉัน heart rate โซน 3 บ่อยๆเวลาทำงานจะเป็นอันตรายมั๊ยคะ"

หมอไม่รู้ไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ แม้แต่การอบรมแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือ สาขาไฟฟ้าหัวใจ เราก็ไม่ได้สอนเรื่องนี้ heart rate zone เป็นของวิทยาศาสตร์การกีฬา หมอที่รู้คือเค้ารู้ของเค้าเอง ศึกษาเพิ่มเติมเนื่องจากสนใจ

เครดิต : เพจ 1412 Cardiology

28/02/2016
ยากินรักษาสิว มีอะไรบ้าง? ใช้อย่างไรให้ได้ผลและปลอดภัยหากคุณตามอ่านมาถึงบทความนี้ หลังจากใช้ยาทารักษาสิวมาแล้วยังไม่ดีขึ...
28/02/2016

ยากินรักษาสิว มีอะไรบ้าง?
ใช้อย่างไรให้ได้ผลและปลอดภัย
หากคุณตามอ่านมาถึงบทความนี้ หลังจากใช้ยาทารักษาสิวมาแล้วยังไม่ดีขึ้นดั่งใจคุณ คงได้รับคำบอกมาว่าให้ใช้วิธีอื่นๆซิ รวมไปถึงการเริ่มต้นใช้ยารับประทานรักษาสิว อยากทราบไหมว่ายากินแล้วมันจะดีจริงไหม ปลอดภัยหรือเปล่า หยุดกินแล้วสิวจะเห่อกลับมาอีกหรือไม่ ตามผมมา เภสัชกรหนุ่มรูปหล่อจะตอบทุกคำถามในเรื่องยากินรักษาสิว
#สิวเป็นเรื่องธรรมชาติ
และต้องการการรักษาต่อเนื่อง เพื่อให้หายเร็วและลดการกลับมาเป็นซ้ำ
มาทบทวนกันว่าสิวจัดว่าเป็นโรคเรื้อรังซึ่งสามารถรักษาให้หายได้แต่มักกลับเป็นซ้ำได้บ่อยเช่นกัน การรักษาสิวที่ถูกต้องจึงต้องรวมทั้งการใช้ยาเพื่อให้สิวหาย และยังต้องใช้ยาต่อเนื่องไปอีกเพื่อไม่ให้สิวกำเริบใหม่ คุณผู้ที่เป็นสิวทั้งหลายจึงต้องเข้าใจว่า สิวเป็นโรคเรื้อรังที่มีอาการกำเริบ และอาการสงบสลับกันไปอย่างต่อเนื่องกันได้นาน จะทำให้คุณไม่เครียดตอนสิวกลับมาและมีกำลังใจในการรักษาให้หายไปได้อีก อย่าใจร้อนเปลี่ยนยาเปลี่ยนวิธีการรักษาอีกเลย
#รักษาสิวอย่างไรให้หายขาด
หากเข้าใจได้ดังนี้แล้ว เรามาดูหลักการใช้ยารักษาสิวที่ได้ผลและปลอดภัยมีอะไรบ้าง
1. #รักษาสิวรักษาต้องทราบสาเหตุ คุณควรทราบสาเหตุของการเกิดและหาทางรักษาที่ถูกต้องเฉพาะเจาะจงลงไป ถ้าไม่ทราบลองกลับไปอ่านบทความเดิมๆที่เล่ามาให้ฟังแล้วในตอนแรกๆนะครับ
2. #หยุดสาเหตุของการเกิดสิว หากคุณมีพฤติกรรมเช่นกินยาที่มีผลเร่งสิว ตั้งครรภ์ ความเครียด คุณควรเริ่มดูแลผิวรวมทั้งไปหยุดการใช้สิ่งกระตุ้นสิวให้สิวกำเริบ
3. #ยาทุกตัวมีทั้งคุณและโทษ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ อย่าเสี่ยงใช้ยาเอง อย่างที่กล่าวมาโรคสิวนี้จะเกิดเป็นระยะเวลายาวนานตั้งแต่แรกรุ่นจนถึงวัยทำงาน การรักษาอาจต้องใช้เวลานานเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน การรักษาด้วยยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุดในคนไข้แต่ละรายและเพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา รวมทั้งแก้ไขผลข้างเคียงต่างๆที่อาจเกิดขึ้นด้วย
ยาหลายตัวต้องทราบวิธีใช้ เพื่อให้คุณได้ทราบเพื่อระวังผลข้างเคียงธรรมดาที่อาจเกิดขึ้น และแก้ไขได้ แต่ยาบางตัวหากใช้ผิดหรือใช้ไปโดยไม่ทราบผลข้างเคียง ผลที่ได้ก็คือคุณนอกจากจะเสียเงินแล้ว ยังอาจทำลายผิวให้เสียหายหมดสวยไปอีกนาน ที่น่ากลัวมากกว่านั้นยาบางตัวในกลุ่มยาทาที่มีผลกัดกร่อนผิวรุนแรง ฮอร์โมนและกรดวิตามินบางตัวหากคุณได้รับไประหว่างการตั้งครรภ์จะมีผลอย่างรุนแรงที่สุดต่อลูกรักของคุณที่กำลังจะเกิดมาอีกด้วย
4. #ดูแลผิวหน้าอย่างถูกต้องต่อเนื่อง สุดท้ายพร้อมการใช้ยา ขาดไม่ได้คือการดูแลผิวหน้าอย่างถูกต้อง หลีกเลี่ยงสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย ไม่วิตกกังวลหรือเครียดเกินไป หลีกเลี่ยงอาหารบางชนิด
#ทำไมต้องใช้ยากินรักษาสิว
ในผู้ป่วยซึ่งเป็นสิวชนิดที่รุนแรงขึ้น อย่างเช่นอาการมีหัวสิวที่อักเสบ มีลักษณะเป็นตุ่มแข็งสีแดง (pupules) หรือหัวสิวที่เป็นหนองชนิดตื้นและลึก (pustule) รวมไปถึงการเกิดแผลเป็น (cyst) แล้วคุณเองได้เพียรใช้ยาทาต่างๆแล้วยังไม่ได้ผลดั่งใจ เราจะเลือกจ่ายกินเพิ่มเติมควบคู่ไปการใช้ยาทากลุ่มต่างๆดังที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความที่ผ่านมา
#ทำไมต้องใช้ยาฆ่าเชื้อในการรักษาสิวอักเสบ
การรักษาสิวด้วยวิธีต่างๆ มีเย้อะมาก ต่างก้อมุ่งไปที่การแก้ไขสาเหตุของการเกิดสิว ดังที่กล่าวมาหลายตอนแบ้ว ซึ่งมีทั้งการดูแลผิวที่ถูกต้อง การดูแลสุขภาพและออกกำลังกาย จนไปถึงการใช้ยาชนิดทา และชนิดรับประทาน
#กินยาสิวอย่างไรให้ปลอดภัย
ก่อนใช้ยาทุกตัว อย่าหาว่าเภสัชเรื่องมากเลย ไปหาหมอก่อนดีกว่าครับ เพื่อตรวจสภาวะสิว ว่าควรใช้ยาอะไรและอย่างไร?
บอกตรงๆนะครับ บ้านเราระบบยามันล้มเหลว แทนที่ว่าคนไข้จะได้เจอกับผู้ที่มีความรู้มากที่สุดในการใช้ยา กลับไปหาซื้อยามาใช้กันเอง จากเนทมั่ง จากร้านยาไม่มีเภสัชกรบ้าง การเลือกใช้ยารักษาสิวที่คุณไม่รู้จะกลับมาเป็นความเสี่ยงทำลายผิวคุณมากที่สุด ทั้งสุขภาพกายและใจอีกด้วยว่าทำไมไม่หาย เปลืองเงินและมีผลข้างเคียงตามมา
ดังนั้นก่อนใช้ยาใดๆ ไปหาเภสัชกรเถิดครับ รวมไปถึงในการใช้ยาในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นสิวด้วย
#กลุ่มยากินรักษาสิวมีอะไรบ้าง
การแบ่งกลุ่มสามารถแบ่งยารับประทานได้ตามฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาดังนี้
1. #ยาต้านจุลชีพ หรือ #ยาฆ่าเชื้อ ที่ใช้กินเพื่อรักษาการอักเสบของสิว
ยากลุ่มนี้ได้แก่ เตตราไซคลีน (tetracycline) ดอกซี่ไซคลิน doxycline มิโนไซคลีน minocycline อีริโทรไมซิน (erythromycin) แอมพิซิลลิน (ampicillin) โคไตร- ม็อกซาโซล (cotrimoxazole) หรือ คลินดาไมซิน (clindamycin)
เลือกใช้ตัวใดตัวหนึ่งที่เหมาะกับผิวเรา เพราะยากลุ่มนี้ออกแรงฤทธิ์กำจัดเชื้อที่เป็นสาเหตุสิวอักเสบแล้ว ยังมีฤทธิ์ช่วยป้องกันการเกิดคอมิโดนได้ดีอีกด้วย
ยาชนิดกินนี้จะต้องกินต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจมีผลแทรกซ้อน และผลเสียต่อร่างกายได้ ส่วนใหญ่เราจะเลือกจ่ายเฉพาะคนไข้เฉพาะในรายที่มีสิวอักเสบมาก หรือมีตุ่มหนองขนาดใหญ่ และไม่สามารถ ทำให้สิวดีขึ้นภายในเวลาเพียงวันหรือสองวัน โดยทั่วไปคุณต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-6 สัปดาห์ จึงจะเห็นว่าสิวอักเสบเริ่มยุบลง และจะได้ผลเต็มที่เมื่อให้ยานาน 6-8 สัปดาห์สิวเก่าหาย สิวใหม่เกิดขึ้นน้อยลง และอาจจะต้องกินยาต่อเนื่องไปอีกเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดสิวใหม่มากวนได้อีก
2. #ยาฮอร์โมน เป็นยาคุมกำเนิดที่มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมน- แอนโดรเจน
สิวที่เกิดในคุณผู้หญิงบางรายมีสาเหตุมาจากฮอร์โมนเพศ ยากลุ่มนี้มีรายละเอียดเยอะมาก ขอนำมาเล่าในตอนต่อไปนะครับ
3. #ยากินที่เป็นอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ
คุณเองคงเคยรู้จักยานี้ดีในชื่อการค้าต่างๆดีอยู่แล้ว โดยมีชื่อสามัญทางยาว่า #ไอโซเทรทิโนอิน ( ) ในปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นยาที่เหมาะสำหรับสิวอักเสบเรื้อรังและรุนแรงโดยให้ผลทั้งในการลดสิว ลดความมันบนใบหน้า และทำให้ให้ผิวหน้าผ่องผุดผาด แต่ยาชนิดนี้มีความละเอียดอ่อนต่อการใช้อย่างมากและมีอันตรายหากระหว่างใช้คุณเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นมา จึงต้องรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่แนะนำให้ซื้อหามากินเองเป็นอันขาด
ตอนต่อไปเราเจาะลึกอาวุธหนักที่ใช้รักษาสิวยาต้านเชื้อหรือยาปฏิชีวนะชนิดกินที่นิยมใช้กัน ทั้งสิวที่ต้องใช้ การกินที่ถูกต้องและปลอดภัยกัน
เห็นไหมว่า การใช้ยาสิวๆ ไม่ใช่เรื่องสิวๆ ยาแต่ละตัว ไม่ใช่ไปซื้อหามาจากอินเตอร์เนท หรือ supermarket แล้วสิวจะหายได้ดั่งฝัน ใช้ไม่เป็นผิวแพ้หน้าพัง ต้องไปนั่งกลุ้มใจไปชั่วชีวิต
งงๆ สงสัยเรื่องการใช้ยารักษาสิวให้หายได้ สบายใจอีหลี แวะปรึกษา #เภสัชกรใจดี ที่ร้านยาใกล้บ้านได้เลย #เภสัชกรไม่กัด
#เภสัชกรอุทัย
แหล่งข้อมูล:
คู่มือรักษาสิวให้หายสนิทโดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล
ตอนที่ 1 ทุกคำถามเรื่องสิว เรามีคำตอบ,
http://www.oknation.net/blog/DIVING/2010/10/08/entry-1
ตอนที่ 2 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคสิว,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2010/10/11/entry-1
ตอนที่ 3 สาเหตุของการเกิดสิว,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2010/10/14/entry-1
ตอนที่ 4 ประเภทของสิว,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2010/11/11/entry-1
ตอนที่ 5
ตอนที่ 6 ยารักษาสิวมีอะไรบ้าง ใช้ตัวไหนดี,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2010/12/22/entry-1
ตอนที่ 7 หลักการรักษาสิวให้ยุบเร็ว ไม่เกิดซ้ำ และ ไม่เกิดแผลเป็น , http://www.oknation.net/blog/DIVING/2010/12/25/entry-1
ตอนที่ 8 ยารักษาสิวใช้ภายนอก ยาทาตัวไหนทีให้ผลการรักษาดี, http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/01/05/entry-1
ตอนที่ 9 ยาทารักษาสิวชนิดฆ่าเชื้อ,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/01/06/entry-1
ตอนที่ 10 ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอขจัดปัญหาสิวอุดตัน, http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/01/08/entry-1
ตอนที่ 11 ยากินรักษาสิว โดย,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/01/10/entry-1
ตอนที่ 12 ยากินฆ่าเชื้อรักษาสิว,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/01/25/entry-1
ตอนที่ 13 ยาฮอร์โมนรักษาสิว,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/01/27/entry-1
ตอนที่ 14 ยากรดวิตามินเอชนิดกิน (Isotretinoin),http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/01/28/entry-1
ตอนที่ 15 การรักษาสิวจากแพทย์ ,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/01/31/entry-1
ตอนที่ 16 มีแผลเป็นสิวมาก รักษาได้ไหม?,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/02/02/entry-1
ตอนที่ 17 วิธีรักษาแผลเป็นจากสิวที่ได้ผลและปลอดภัยที่สุด, http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/02/03/entry-1
ตอนที่ 18 เวชสำอาง เริ่มต้นรักษารักษาแผลสิวด้วยตัวคุณเอง, http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/02/04/entry-1
คุณจะจัดการกับสิว
ด้วยวิธีการใช้ยาได้อย่างไร, http://www.eucerin.co.th/sk…/acne-prone-skin/with-medication
สูตรจัดการสิวอักเสบ สิวหัวช้าง สิวหัวหนองอย่างได้ผล ลองทำดูเผื่อช่วยหน้าใสได้, http://guru.sanook.com/26986/
ยาปฏิชีวนะกับการรักษาสิว, http://www.womanandkid.com/…/179-acne-treatment-with-antibi…
การรักษาสิวด้วยยารับประทาน, http://thaicosderm.org/news_detail.php?id=16&type=2
วิธีการรักษาสิว BY DR.MAY, https://www.facebook.com/notes/erk-erkcom/วิธีการรักษาสิว-by-drmay/253952118006013/
รูปประกอบ มาจาก: https://enlightenme.com/pros-and-cons-of-antibiotics/

“ฟรักโทส” กินผลไม้หยุดเบาหวาน หยุดอ้วน“ฟรักโทส” หรือที่บางคนเรียก ฟรุกโตส เป็นน้ำตาลที่ได้จากผลไม้ แต่ขึ้นชื่อว่าน้ำตาล ...
28/02/2016

“ฟรักโทส” กินผลไม้หยุดเบาหวาน หยุดอ้วน
“ฟรักโทส” หรือที่บางคนเรียก ฟรุกโตส เป็นน้ำตาลที่ได้จากผลไม้ แต่ขึ้นชื่อว่าน้ำตาล กินมากไปก็เสี่ยงกับการเป็นโรคเบาหวาน และโรคอ้วนได้ทั้งนั้น ถึงอย่างนั้นผลไม้สดที่ไม่ผ่านกระบวนการก็มีประโยชน์

…แล้วเราจะเลือกกินอย่างไรดี วันนี้มีคำตอบค่ะ

(ภาคต่อลดอ้วน หยุดเบาหวาน)

น้ำตาลฟรักโทสหรือบางครั้งเรียกว่า น้ำตาลผลไม้ จัดเป็นน้ำตาลโมเลกุลเชิงเดี่ยวมีความหวานสัมพัทธ์เท่ากับ 140 จัดเป็นน้ำตาลชนิดที่หวานที่สุด

น้ำตาลฟรักโทสเป็นองค์ประกอบของน้ำตาลซูโครสหรือน้ำตาลทรายซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเชิงคู่ (ซูโครสประกอบด้วยน้ำตาลฟรักโทสรวมกับกลูโคส)

มักพบน้ำตาลฟรักโทสเป็นโมเลกุลประกอบในน้ำตาลซูโครส และพบในผลไม้ เกสรดอกไม้กากน้ำตาลที่มีรสหวานและน้ำผึ้งซึ่งมีน้ำตาลฟรักโทสเป็นองค์ประกอบถึง 40 เปอร์เซ็นต์

วงจรฟรักโทสย่อยอย่างไรได้สุขภาพ

อาจารย์ศราวุติ กล่าวถึงกลไกการดูดซึมน้ำตาลฟรักโทสว่า มีความคล้ายคลึงกับน้ำตาลกลูโคส คือย่อยและดูดซึมบริเวณเยื่อบุผนังลำไส้เล็ก แล้วจะส่งผ่านไปที่ตับ โดยตับจะทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลฟรักโทสเป็นกลูโคสโดยใช้เอนไซม์ของตับ

ฉะนั้นหากเรากินอาหารที่มีน้ำตาลฟรักโทสมากเกินไปจะส่งผลให้ตับทำงานหนัก เนื่องจากตับเป็นอวัยวะเดียวของร่างกายที่สามารถนำน้ำตาลฟรักโทสไปใช้ได้ แถมยังใช้ได้ในปริมาณจำกัดอีกด้วย น้ำตาลฟรักโทสส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันเข้าไปสะสมในตับจนเกิดภาวะไขมันพอกตับได้

ถึงอย่างนั้น เนื่องจากน้ำตาลฟรักโทสเป็นน้ำตาลโมเลกุลเชิงเดี่ยวร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันทีเหมือนน้ำตาลกลูโคส เเต่มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน คือน้ำตาลฟรักโทสไม่ต้องผ่านการควบคุมโดยฮอร์โมนอินซูลินเหมือนน้ำตาลกลูโคส จึงเหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานที่ร่างกายสังเคราะห์อินซูลินได้น้อยลง

10 อันดับ ผลไม้ฟรักโทสสูง

งานวิจัยของ รองศาสตราจารย์ ดร.รัชนี คงคาฉุยฉาย และคณะพบว่าผลไม้ 10 ชนิด ที่มีปริมาณน้ำตาลฟรักโทสสูงที่สุด (ขนาดผลไม้ 100 กรัม) ดังนี้

ผลไม้(100 กรัม) น้ำตาลฟรักโทส ปริมาณน้ำตาลทั้งหมด(กรัม) จำนวนน้ำตาล

ทั้งหมดเทียบเป็นจำนวนช้อนชา

1 มะขามหวานสีทอง 28.7 53.3 13 ช้อนชา

2 กล้วยหอม 9.9 20.3 5 ช้อนชา

3 กล้วยน้ำหว้า 9.1 18.3 4.5 ช้อนชา

4 ลิ้นจี่จักพรรดิ์ 8.4 17.9 4.5 ช้อนชา

5 มังคุด 8.8 17.5 4 ช้อนชา

6 น้อยหน่าฝรั่ง 8.8 17.2 4 ช้อนชา

7 กล้วยไข่ 8.8 16.6 4 ช้อนชา

8 แก้วมังกรเนื้อสีแดง 8.0 13.3 3 ช้อนชา

9 ลองกอง 7.8 15.2 4 ช้อนชา

10 ลิ้นจี่ฮงฮวย 7.3 14.3 3.5 ช้อนชา

หมายเหตุ น้ำตาลหนัก 4 กรัม มีปริมาณเท่ากับ 1 ช้อนชา

องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ในเด็กที่ต้องการดูแลสุขภาพและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ควรกินน้ำตาลส่วนเกินวันละ 4 ช้อนชา ในผู้ใหญ่ไม่ควรกินวันละ 6 ช้อนชา

กินน้ำผึ้งแค่ไหนดี

ข้อมูลจากหนังสือ เบาหวานโรคร้ายทำลายสุขภาพ สำนักพิมพ์ไพลินบุ๊คเนต จำกัด แนะนำไว้ ดังนี้

น้ำผึ้ง ปริมาณ 1 ช้อนชา ให้พลังงาน 15 กิโลแคลอรี และยังอุดมไปด้วยโปรตีน พลังงานวิตามินและเกลือแร่ มีค่าดัชนีน้ำตาลเท่ากับ 55 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง แต่ไม่แนะนำให้กินเกินวันละ 6 ช้อนชา

How to Eat

ข้อมูลจากเครือข่ายคนไทยไร้พุง แนะนำให้กินผลไม้ที่มีน้ำตาลฟรักโทสเพื่อป้องกันความเสี่ยงและอันตรายจากเบาหวาน และลดการกินผลไม้ที่มีน้ำตาลกลูโคสและซูโครสลง แต่ถึงอย่างนั้น ในผลไม้บางชนิดก็มีปริมาณน้ำตาลฟรักโทสสูงมาก และควรกินด้วยความระมัดระวัง

เครดิต : http://www.cheewajit.com/featured/health-23022016-1/

วิตามินอี กินอย่างไรให้เกิดประโยชน์?“วิตามินอี กินแล้วผิวสวยจริงไหม?” “วิตามินอี กินมากๆแล้วเสี่ยงมะเร็ง จริงป่ะ??” คนไข...
06/01/2016

วิตามินอี กินอย่างไรให้เกิดประโยชน์?

“วิตามินอี กินแล้วผิวสวยจริงไหม?”

“วิตามินอี กินมากๆแล้วเสี่ยงมะเร็ง จริงป่ะ??”

คนไข้มาร้านยาเพราะได้ข้อมูลเกี่ยวกับวิตามินมาอึ้ด เลยมาหาซื้อกินกันเองเย้อะมากสสส์ ยอดนิยมก้อคือ #วิตามินอี นี่เอง มาฟังคำตอบ

#วิตามินอีคืออะไร? สำคัญอย่างไร ?
วิตามินอี หรือ #โทโคเฟอรอล ( ) เป็นวิตามินที่ละลายได้ดีในไขมัน จัดเป็นหนึ่งในวิตามินที่สำคัญที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ โดยวิตามินอีจะช่วยป้องกันการแตกของเม็ดเลือดแดง ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดและการอุดตันของเส้นเลือด ลดการเกิดกระบวนการอักเสบในร่างกายที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคต่างๆ และยังมีฤทธิ์อื่นๆ อีกมากมาย มีหน้าที่เบื้องต้นเสมือนฟองน้ำที่คอยดูดซับอนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เซลล์หรือเนื้อเยื่อถูกทำลาย หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “สารต้านอนุมูลอิสระ”

ีมีกี่รูปแบบ?
ที่เรียกันว่า วิตามินอี (Vitamin E) หรือ โทโคฟีรอล , โทโคไทรอีนอล เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ซึ่งจะถูกเก็บสะสมไว้ที่ตับ เนื้อเยื่อไขมัน หัวใจ เลือด กล้ามเนื้อ มดลูก อัณฑะ ต่อมหมวกไต ต่อมใต้สมอง มีหน่วยวัดเป็น IU โดย 1 IU = 1 mg.

โดยวิตามินอีแบ่งออกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่
คือ
1. #โทโคฟีรอล
2. และ #โทโคไทรอีนอล
โดยทั้ง 2 กลุ่มจะแบ่งเป็น 4 รูปแบบ คือ แอลฟา บีตา แกมมา เดลตา ซึ่งในบรรดาสารทั้ง 8 ตัว #แอลฟาโทโคฟีรอล จัดได้ว่ามีฤทธิ์ทางชีวภาพ แต่แกมมาโทโคฟีรอลมีประสิทธิภาพมากกว่าในการเพิ่มระดับเอนไซม์ซูปเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส (SOD) ซึ่งมีความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันโรคที่เดี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งรวมไปถึงมะเร็ง โรคหัวใจ โรคชรา อัลไซเมอร์

#เราจะรับวิตามินอี ได้จากที่ใดได้บ้าง ?
อาหารที่สำคัญซึ่งมีวิตามินอีมาก ได้แก่ พืชผัก ผลไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่จะเจริญเป็นต้นใหม่ (germ) เมล็ดพืช หรือ ธัญพืช แต่ก็พบว่าออกซิเจนและความร้อนสามารถทำลายวิตามินอีได้ รวมไปถึงการแช่แข็งเป็นเวลานาน ก็ทำให้เกิดการสูญเสียวิตามินอีได้เช่นกัน ดังนั้นการบริโภคผักหรือผลไม้สดจะช่วยเพิ่มปริมาณวิตามินอีที่ร่างกายได้รับได้ นอกจากนี้ยังพบว่าน้ำนมมารดา โดยเฉพาะน้ำนมมารดาหลังคลอด (colostrum) ก็เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ให้วิตามินอีในปริมาณที่สูงมากเช่นกัน

#กินอะไรได้วิตามินอี?
แหล่งที่พบวิตามินอีตามธรรมชาติ ได้แก่ ไข่ จมูกข้าวสาลี ขนมปังโฮลวีต ซีเรียลชนิดโฮลเกรน แป้งทำขนมปังแบบเสริมวิตามิน ถั่วเหลือง น้ำมันพืช น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพดถั่ว เมล็ดทานตะวัน เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ (วอลนัท พีแคน ถั่วลิสง จะมีแกมมาโทโคฟีรอลมากเป็นพิเศษ) กะหล่ำปลี กะหล่ำดาว ผักใบเขียว ผักขม อะโวคาโด(เฉพาะเนื้อ) ปวยเล้ง เป็นต้น

#วิตามินอีกินเท่าไหร่จึงจะดี?

วิตามินอี #ขนาดแนะนำให้รับประทานต่อวันสำหรับผู้ใหญ่คือ 8-10 IU โดยที่ว่าปริมาณร้อยละ 60-70 ของขนาดที่แนะนำให้รับประทานในแต่ละวันจะถูกขับออกทางอุจจาระ

เวลาอ่านฉลาก เราจะพบว่า ค่า ที่ระบุไว้ในฉลากอาหารเสริมของวิตามินอี เป็นค่าของ แอลฟาโทโคฟีรอล ส่วนโทโคฟีรอลตัวอื่นและโทโคไทรอีนอลนั้น ถือได้ว่ามีค่าเป็น 0 IU

ปริมาณ IU บนฉลากอาหารเสริม ไม่ได้เป็นการระบุว่าวิตามินอีนั้นมีเพียงแอลฟาโทโคฟีรอลเพียงตัวเดียว หรือมีโทโคฟีรอลตัวอื่นและโทโคไทรอีนอลรวมอยู่ด้วยหรือไม่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินอีวางจำหน่ายทั้งแบบชนิดเป็นน้ำมัน แคปซูล แบบเม็ดละลายน้ำได้

อาหารเสริมที่สกัดแอลฟาโทโคฟีรอลจากธรรมชาติ จะมีประสิทธิภาพเป็นสองเท่าของแบบสังเคราะห์

วิตามินอีให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จะมีขนาดตั้งแต่ 100-1,500 IU ผู้ที่ไม่ชอบรับประทานแบบน้ำมัน หรือผู้ที่มีปัญหาผิวที่เกิดจากความมัน แนะนำให้รับประทานเป็นแบบเม็ดแห้งละลายน้ำ รวมไปถึงผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีด้วย

ขนาดที่แนะนำให้รับประทานทั่วไปคือ 200-1,200 IU ต่อวัน ผลเสียของการรับประทานเกินขนาด ในปัจจุบันยังไม่พบว่ามีอาการเป็นพิษต่อร่างกายหากรับประทานมาก ๆ

#สำหรับผู้หญิงที่ย่างเข้าสู่วัยทอง ควรรับประทานวิตามินอีให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยหากอายุน้อยกว่า 40 ปี ควรรับประทานในขนาด 400 IU ต่อวัน แต่หากมีอายุมากกว่า 40 ปี ควรรับประทาน 800 IU ต่อวัน ถ้าเป็นแบบเม็ดแห้งจะดีมาก

#ทราบได้อย่างไรร่างกายขาดวิตามินอี ?
จริมๆแล้ว คนเราโดยปกติจะไม่พบการขาดวิตามินอีจากการขาดสารอาหาร แต่มักพบจากความผิดปกติในการดูดซึมไขมัน เช่น การทำงานของตับ ตับอ่อน และลำไส้ผิดปกติ หรือมีโรคทางพันธุกรรม เช่น โรคที่มีอาการผิดปกติของระบบประสาท (เดินเซ) ร่วมกับการขาดวิตามินอี (ataxia with vitamin E deficiency) นอกจากนี้ยังพบการขาดวิตามินอีได้ในทารกคลอดก่อนกำหนดหรือน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ผู้ที่มีพังผืดจับในถุงน้ำดี (cystic fibrosis) รวมทั้งในผู้ที่ขาดเอนไซม์ กลูโคส-6-ฟอสเฟต ดีไฮโดรจีเนส (G-6-PD) ทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกได้ ซึ่งการขาดวิตามินอี ต้องใช้ระยะเวลานานจึงจะเริ่มมีสัญญาณการเกิดความเสียหายของระบบประสาทปรากฏขึ้น เช่น สูญเสียการรับสัมผัสและการตอบสนองต่อสิ่งเร้า สูญเสียความรู้สึกทางกาย กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีปัญหาเรื่องการกลอกตาและทรงตัวได้ยาก เป็นต้น ดังนั้นในผู้ที่ขาดวิตามินอีจึงควรได้รับการแก้ไข เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดความเสียหายดังกล่าว

#วิตามินอีเย้อะไปอันตรายป่ะ?
โดยปกติร่างกายจะรับปริมาณวิตามินอีขนาดสูงได้ดี แต่อาจพบอาการท้องอืด อาเจียน ท้องร่วง ท้องเสีย ปวดท้อง ปวดหัว ตาพร่า อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ได้บ้างในบางราย รวมถึงอาจพบอาการเลือดไหลไม่หยุดในผู้ที่ขาดวิตามินเค และในผู้ที่ได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ แต่โดยส่วนมากแล้ว ถ้าได้รับในขนาดไม่เกินวันละ 800 IU จะมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคที่ไม่มีความผิดปกติใดๆ ส่วนวิตามินอีในรูปที่ปรากฏอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับทาผิว อาจพบอาการแพ้ทางผิวหนังจากการสัมผัส (contact dermatitis) ได้ในบางราย

#วิตามินอีได้ผลจริงๆต่อร่างกายเราคือ ?

1. ในรูปแบบยา นอกเหนือจากบทบาทการเป็นวิตามินผู้ปกป้องร่างกายแล้ว วิตามินอียังมีบทบาทในการเป็นยารักษาโรค โดยทางด้านการแพทย์ จะใช้รักษาโรคโลหิตจางในทารกแรกคลอดเนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตก ใช้รักษาโรคขาดสารอาหาร ใช้รักษาอาการปวดกล้ามเนื้อขาเวลาเดิน และใช้สำหรับต้านทานต่อโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ อีกมากมาย

2. #เครื่องสำอางวิตามินอี เป็นวิตามินที่มีการนำมาใช้มากชนิดหนึ่งในเครื่องสำอางสำหรับผิว โดยใช้เป็นสารกันหืน ใช้เป็นสารให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ใช้ผสมในครีมกันแดด เพื่อช่วยเร่งการทำงานของเอนไซม์ที่ช่วยลดความเกรียมแดดของผิวหนัง และช่วยสมานผิวหนัง ซึ่งฤทธิ์บางอย่างนี้ อาจจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม

3. #อาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีการใช้วิตามินอีเป็นสารกันหืนในอาหาร นอกจากนี้ยังสามารถใช้วิตามินอีเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยจะใช้เพื่อบำรุงร่างกาย ป้องกันการเกิดโรค และลดความรุนแรงของภาวะต่างๆ
ได้ผลจริมๆไหม เด๋วเภสัชจะมาแจกแจงให้ฟังต่อไปครัช

งงๆ สงสัย เรื่องการใช้ยา วิตามินอีดีจริมๆไหม กินอย่างไร จึงจะเจ๋งเป้ง อย่าได้เกรงใจ ไปหา #เภสัชกรใจดี ที่ร้านยาใกล้บ้านได้เบยจ้า #เภสัชกรไม่กัด

#เภสัชกรอุทัย

แหล่งข้อมูล:
VITAMIN E, http://www.webmd.com/vitamins-supplements/ingredientmono-954-vitamin%20e.aspx?activeingredientid=954&activeingredientname=vitamin+e

Vitamins and minerals - Vitamin E, http://www.nhs.uk/Conditions/vitamins-minerals/Pages/Vitamin-E.aspx

ทำความรู้จักกับวิตามินแต่ละชนิด, https://www.goodfoodgoodlife.in.th/มื้ออร่อยได้สุขภาพ/ข้อมูลโภชนาการ/ทำความรู้จักกับวิตามินแต่ละช

วิตามินอี (Vitamin E) ดี โทษ อย่างไร? บทความนี้มีคำตอบ! โดย นศภ. ทศพล จันทร์ดี , http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/dic/knowledge_full.php?id=33

วิตามิน อี กินให้ดีได้ประโยชน์สูงสุด,http://edtech.ipst.ac.th/index.php/2011-07-29-04-02-00/18-2011-08-09-06-29-06/763-2012-12-18-07-18-41.html

วิตามินซี กินตอนไหน ผิวขาวสดใสมากที่สุด, http://www.ovolva.com/ไขข้อข้องใจ-วิตามินซี-กินตอนไหน-ผิวขาวสดใสมากที่สุด/a5.html

รูปประกอบ มาจาก: http://appo.tarad.com/product.detail_1073982_th_6171035 — ที่ PharmaTree Villa Market Sukhumvit Soi 49

ผู้หญิงวัยทอง ทำไมกระดูกพรุนง่าย?"ทำไม?? คุณแม่หกล้มนิดเดียว กระดูกหักเลย""คุณป้าออกกำลังกาย ทุกวันเลยนะ ทำไมปวดกระดูกจั...
06/01/2016

ผู้หญิงวัยทอง
ทำไมกระดูกพรุนง่าย?

"ทำไม?? คุณแม่หกล้มนิดเดียว กระดูกหักเลย"

"คุณป้าออกกำลังกาย ทุกวันเลยนะ ทำไมปวดกระดูกจัง?"

คนไข้หลายราย โดยเฉพาะสตรีวัยทองอันงดงามมักมาปรารภอาการดังกล่าวที่ร้านยา ว่าจะทำอย่างไรดี? อาการที่ว่ามา มักเกิดจากการที่เป็น #โรคกระดูกพรุน ( ) และ/หรือ #โรคกระดูกบาง ( ) ทั้งคู่คือ โรคเกิดจากมี #มวลกระดูก ลดต่ำลงจนเป็นปัจจัยเสี่ยงหรือเป็นสาเหตุของกระดูกหักได้สูง เป็นโรคพบได้บ่อยมากโรคหนึ่ง เป็นโรคของผู้ใหญ่โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้หญิงพบเกิดได้บ่อยกว่าผู้ชาย ทำไมหล่ะ เรามาฟังคำตอบจากเภสัชกรกัลลลลลลล

#กระดูกของเรามาจากไหน?
#กระดูก นับได้ว่าเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย คือพบได้ตามร่างกายทุกแห่ง

กระดูกเป็นส่วนประกอบของร่างกายที่มีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกายอย่างมาก ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ ช่วยให้ร่างกายสามารถคงรูปร่างตามปกติได้ นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่ออิริยาบถต่างๆของคนเรา ทำให้เราสามารถนั่ง เดิน วิ่ง ตามปกติได้ หากปราศจากกระดูกหรือกระดูกไม่แข็งแรงแล้ว ร่างกายจะไม่สามารถทำหน้าที่เหล่านี้ได้ อีกทั้งยังช่วยปกป้องอวัยวะภายในที่สำคัญ เช่น ปอด สมอง และยังเป็นแหล่งผลิตเม็ดเลือดชนิดต่างๆ รวมทั้งเป็นแหล่งสะสมแร่ธาตุแคลเซียม เห็นไหมหล่ะ ว่าสำคัญมาก

#กระดูกกับแคลเซี่ยม
นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งสะสม #แคลเซียม ที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ปกติร่างกายของคนเราต้องการแคลเซียมเพื่อให้การทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกายเป็นไปได้อย่างปกติ แคลเซียมที่ร่างกายต้องการนี้นอกจากได้มาจากอาหารที่รับประทานในแต่ละวันแล้วยังเก็บสะสมไว้ในกระดูก เมื่อร่างกายต้องการใช้แคลเซียมมากขึ้น ร่างกายก็สามารถดึงแคลเซียมออกมาจากกระดูกมาใช้ได้ทันท่วงที เมื่อร่างกายต้องการลดลงก็สามารถเก็บไว้ในกระดูกเพื่อนำมาใช้ในภายหลังได้

#โรคกระดูกพรุนเกิดได้อย่างไร?
กลไกการเกิดกระดูกพรุนที่แน่นอนยังไม่ทราบ แต่ในเบื้องต้นพบว่าเกิดจากการเสียสมดุลระหว่างเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblast) และเซลล์ดูดซึมทำลายกระดูก (Osteoclast) ซึ่งการมีกระดูกที่แข็งแรงต้องมีสมดุลระหว่างเซลล์ทั้งสองชนิดนี้เสมอ ซึ่งการเสียสมดุลเกิดได้จากหลายสาเหตุคือ

#อายุ: อายุที่มากขึ้น เซลล์ต่างๆจึงเสื่อมลงรวมทั้งเซลล์สร้างกระดูก การสร้างกระดูกจึงลดลง แต่เซลล์ทำลายกระดูกยังทำงานได้ตามปกติหรืออาจทำงานมากขึ้น

#ภาวะขาดฮอร์โมนเพศ: ซึ่งเป็นฮอร์โมนช่วยการทำงานของเซลล์สร้างกระดูก ดังนั้น โรคกระดูกพรุนจึงพบได้บ่อยในผู้หญิงและโดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนถาวร

#ภาวะขาดอาหารสำหรับการสร้างกระดูก: อาหารสำคัญของการสร้างกระดูกคือ โปรตีน แคลเซียม และวิตามิน ดี ซึ่งผู้สูงอายุมักขาดอาหารทั้งสามชนิดนี้ การขาดอาหารจะลดการสร้างมวลกระดูกและกระตุ้นให้เซลล์ทำลายกระดูกทำงานสูงขึ้น

#ขาดการออกกำลังกาย: การเคลื่อนไหวออกกำลังกายจะกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างกระดูกและลดการทำงานของเซลล์ทำลายกระดูก ตรงกันข้าม เมื่อขาดการออกกำลังกาย เซลล์ทำลายกระดูกจะทำงานเพิ่มขึ้น

#พันธุกรรม: เพราะพบโรคได้สูงขึ้นในคนมีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้

#โรคต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการสร้างฮอร์โมนผิดปกติ: เช่น โรคต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน(ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ) หรือโรคเนื้องอกของต่อมใต้สมอง

#ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน
คือ

#สูงอายุโดยเฉพาะตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป

#ผู้หญิงเพราะมีการหมดประจำเดือน (หมดฮอร์โมนเพศ)

#ขาดอาหารดังกล่าวแล้ว

#ขาดการออกกำลังกาย

#สูบบุหรี่เพราะสารพิษในควันบุหรี่ลดการทำงานของเซลล์สร้างกระดูก และยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค

#หลอดเลือดตีบ กระดูกจึงขาดอาหารจากขาดเลือดได้อีกด้วย

#การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพราะเป็นสาเหตุให้ขาดอาหาร

#มีโรคเรื้อรังต่างๆvที่ส่งผลถึงสุขภาพซึ่งรวมถึงสุขภาพของกระดูกด้วยเช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง

#มีพันธุกรรมที่คนในครอบครัวเป็นโรคนี้

#ทำไมวัยทองกระดูกหักได้ง่าย?
ผู้หญิงเมื่อเริ่มมีอายุมากขึ้น จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและจิตใจหลายอย่าง อาทิ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มาผิดปกติ หงุดหงิดง่าย ร้อนวูบวาบตามตัว หรือที่เรียกว่าเข้าสู่วัยทอง ซึ่งเป็นธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การดูแลสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากผู้หญิงในวัยนี้ มีโอกาสเกิดโรคกระดูกพรุน โดยผู้หญิงจะมีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย เพราะเมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยทอง ระดับฮอร์โมนเพศหญิง จะลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อัตราการสลายตัวของกระดูกเร็วขึ้นอีก ในขณะที่ผู้ชายไม่มีช่วงที่ฮอร์โมนเพศลดลงอย่างรวดเร็ว จึงทำให้กระดูกพรุนช้ากว่า

งงๆ สงสัย เรื่องการใช้ยา #สตรีวัยทอง #หญิงเริ่มวัยทอง กินอะไรป้องกันโรคกระดูกพรุน อย่าได้เกรงใจ ไปหา #เภสัชกรใจดี ที่ร้านยาใกล้บ้านได้เบยจ้า #เภสัชกรไม่กัด

#เภสัชกรอุทัย

แหล่งข้อมูล:

Compston J., Cooper A., Cooper C., et. al. Guideline forthe diagnosis and management of osteoporosis in postmenopausal women and men from the age of 50 years in the UK. National Osteoporosis Guideline Group (NOGG). 2009. ,http://www.shef.ac.uk/NOGG/downloads.html , 20 January 2010.

A Rational Approach in the Management of Osteoporosis,
www.rtamedj.pmk.ac.th/Vol_59/59-2-6.pdf

ธีระ ทองสง, จตุพล ศรีสมบูรณ์, ธีระพร วุฒยวนิช และคณะ. บทที่ 8 วัยหมดระดู : menopause. นรีเวชวิทยา ฉบับสอบบอร์ด. พิมพ์ครั้งที่ 3. พี บี ฟอเรนบุ๊กส์. กรุงเทพมหานคร. 2551. หน้า 151-7.

อารีรัตน์ สังวรวงษ์พนา, โรคกระดูกโปร่งบางกับวัยทอง = Osteoporosis in aging , ภาควิชาสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, , http://koha.library.tu.ac.th/cgi-bin/koha/opac-detail.pl?biblionumber=247810

ภาวะกระดูกพรุนในหญิงวัยหมดประจำเดือน, http://www.tongkatsu.com/2010/03/ostoporosis-in-menopause/

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ. สมศักดิ์ เชาว์วิศิษฐ์เสรี, ภาวะกระดูกพรุนในสตรีวัยหมดระดู ,(Postmenopausal osteoporosis), http://www.med.cmu.ac.th/dept/obgyn/2011/index.php?option=com_content&view=article&id=206%3Apostmenopausal-osteoporosis-i&catid=37&Itemid=238

ภาวะกระดูกพรุนในสตรีวัยหมดระดู
(Postmenopausal osteoporosis)
,

โรคกระดูกพรุน, http://www.pharm.chula.ac.th/physiopharm/content/activity_%20lh/2.2.2.html

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis), http://www.greenclinic.in.th/osteoporosis.html

โรคกระดูกพรุน โรคกระดูกบาง Osteoporosis Osteopenia - หา ...
haamor.com/th/กระดูกพรุน/

รองศาสตราจารย์ ดร. ภ.ญ. บุษบา จินดาวิจักษณ์ , ยารักษาโรคกระดูกพรุน ใช้อย่างไร?, ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
, http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/30/ยารักษาโรคกระดูกพรุน-ใช้อย่างไร/

นิมิตร เตชไกรชนะ. ฮอร์โมนทดแทนและโรคกระดูกพรุน (Hormone replacement therapy and osteoporosis). ฮอร์โมนทดแทนในวัยหมดระดู (Hormone replacement therapy in the menopause). พิมพ์ครั้งที่ 2. โรงพิมพ์บียอนด์ เอ็นเทอร์ไพรซ์. กรุงเทพมหานคร. 2544. หน้า 167-210.

ผศ.ดร.สมศรี เจริญเกียรติกุล, กินอย่างไร...ป้องกันภัยโรคกระดูกพรุน,http://www.doctor.or.th/article/detail/1557 — ที่ PharmaTree Villa Market Sukhumvit Soi 49

กินอย่างไร...เมื่อเป็นโรคกระเพาะคุณอาจเป็นคนหนึ่งที่มีชีวิตประจำวันวุ่นวายยุ่งเหยิง กินอาหารอย่างเร่งรีบ กินไม่เป็นเวลา ...
06/01/2016

กินอย่างไร...เมื่อเป็นโรคกระเพาะ
คุณอาจเป็นคนหนึ่งที่มีชีวิตประจำวันวุ่นวายยุ่งเหยิง กินอาหารอย่างเร่งรีบ กินไม่เป็นเวลา บางมื้อต้องอดมื้อกินมื้อ หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยๆ โรคกระเพาะอาจถามหาได้

หลักการกินอาหารที่ช่วยรักษาโรคกระเพาะหายให้เร็วขึ้น
1.การกินอาหารให้ตรงเวลา เมื่อถึงเวลามื้ออาหารควรหาอาหารกินทันที เพื่อให้กรดและน้ำย่อยที่หลั่งออกมาได้ทำหน้าที่ในการย่อยอาหารแทนที่ จะไปกัดทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารและสำไส้ และในขณะกินอาหารควรดื่มน้ำบ้าง เพื่อช่วยให้การบดเคี้ยวอาหารดีขึ้น และควรดื่มน้ำมากๆ ระหว่างมื้อให้ได้วันละ 8-10 แก้ว

2.ปริมาณอาหารที่กินแต่ละมื้อไม่ควรมากเกินไป เพื่อให้การทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ในการย่อยอาหารแต่ละครั้งไม่ทำงานหนักจนเกินไป ควรกินครบทั้ง 3 มื้อ และกินอาหารว่างระหว่างมื้อ เพื่อไม่ให้ท้องว่างนานเกินควร การกินแต่ละครั้งก็ให้กินแต่พออิ่ม หลังกินอาหารแต่ละครั้ง ควรอยู่ในท่านั่งหรือยืนไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง เพื่อให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้อย่างดีที่สุด จึงควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง

3.กินอาหารให้ครบหมวดหมู่ และเลือกอาหารที่ย่อยง่าย ขณะกินอาหารก็ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด อาหารจำพวกเนื้อสัตว์และไขมันจะย่อยยากกว่าอาหารจำพวกข้าว แป้ง ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงจำพวกอาหารทอด สำหรับเนื้อสัตว์ควรเลือกกินเนื้อสัตว์ที่ไม่เหนียวหรือมีการสับหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ที่ต้มหรือนึ่งจนสุก เช่น กุ้ง ปลา จะย่อยได้ง่ายกว่าเนื้อวัวหรือเนื้อหมู

4.หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นน้ำย่อย ได้แก่ อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด ของดอง น้ำอัดลม น้ำชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง อาหารเหล่านี้จะไปกระตุ้นเซลล์ให้ผลิตน้ำย่อยมากขึ้น จึงควรหลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณการกินอาหารดังกล่าวตลอดไป

5.ควรงดหรือลดปริมาณการดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ลง และไม่ควรดื่มก่อนอาหารหรือขณะที่ท้องว่างอย่างเด็ดขาด ทำให้เกิดความระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินอาหาร คนที่สูบบุหรี่ควรพยายามลดหรือเลิกสูบบุหรี่เพราะการสูบบุหรี่ทำให้แผลในกระเพาะอาหารหายช้าลง และมีโอกาสเกิดซ้ำใหม่ได้

เครดิตภาพ : 21inf, อัญชณา
เครดิตเนื้อหา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

โทษของการกินไข่ สุกๆ ดิบๆเพราะแหล่งที่มาของไข่ อาจมีความสะอาดไม่เพียงพอ เช่น โรงเลี้ยงที่ไม่สะอาด มีระบบระบายอากาศไม่ดีพ...
06/01/2016

โทษของการกินไข่ สุกๆ ดิบๆ

เพราะแหล่งที่มาของไข่ อาจมีความสะอาดไม่เพียงพอ เช่น โรงเลี้ยงที่ไม่สะอาด มีระบบระบายอากาศไม่ดีพอเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Salmonella จะทำให้เกิดอาการ อาหารเป็นพิษ เกิดโรคระบบทางเดินอาหาร

- ดังนั้น ควรปรุงให้สุก ก่อนรับประทาน

Credit : FDA Thai

แนฟทาลีน "ลูกเหม็น"- ป้องกันแมลง - ดับกลิ่นวิธีลดความเสี่ยงจากการใช้ผลิตภัณฑ์ในบ้านเรือน ที่มีแนฟทาลีนเป็นส่วนประกอบ1. อ...
06/01/2016

แนฟทาลีน "ลูกเหม็น"

- ป้องกันแมลง
- ดับกลิ่น

วิธีลดความเสี่ยงจากการใช้ผลิตภัณฑ์ในบ้านเรือน ที่มีแนฟทาลีนเป็นส่วนประกอบ

1. อย่าเก็บลูกเหม็นและก้อนดับกลิ่นใกล้มือเด็ก
2. หลีกเลี่ยงการใช้ลูกเหม็นกับเสื้อผ้า - ผ้าห่มของเด็กทารก
3. เก็บแนฟทาลีน ในตู้ปิดสนิทหรือในภาชนะปิดสนิท
4. ก่อนที่จะใช้เสื้อผ้าหรือผ้าห่ม ที่มีการใช้ลูกเหม็นกำจัดกลิ่นหรือป้องกันแมลงให้นำเสื้อผ้า - ผ้าห่ม มากำจัดไอระเหยที่ตกค้างก่อนโดย

- ตากแดด
- ผึ่งลม
- ซักอีกครั้งก่อนใช้

Credit : FDA Thai

เพิ่มความอร่อย แต่ไม่ดีต่อสุขภาพส่วนประกอบหลักของครีมเทียม คือ ไขมันทรานส์เพิ่มความเสี่ยงในการเกิด- โรคหัวใจ- โรคความดัน...
06/01/2016

เพิ่มความอร่อย แต่ไม่ดีต่อสุขภาพ

ส่วนประกอบหลักของครีมเทียม คือ ไขมันทรานส์

เพิ่มความเสี่ยงในการเกิด
- โรคหัวใจ
- โรคความดันโลหิตสูง
- โรคเบาหวาน
- ไขมันอุดตันในเส้นเลือด
- โรคอ้วน

* หากรับประทาน ชา , กาแฟ ควรเลือกใส่นม

* หมายเหตุ : ไม่ได้ห้ามรับประทานแต่ไม่แนะนำ

Credit : FDA Thai

Address

104 หมู่ 2 ซอย 1 ถนนตลาดใหม่ ต. ปาดังเบซาร์
Padang Besar
90240

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when MORYA GROUP posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Share