26/05/2016
มาทำความรู้จักประเภทของเคสไอโฟนกันค่ะ
เคยสงสัยไหมค่ะว่าทำไมเราถึงต้องใส่เคสไอโฟน?คำถามนี้ทุกคนน่าจะพอรู้กันอยู่แล้วค่ะว่ามันมาจากสาเหตุง่ายๆ เพียง 2 ข้อคือ “กลัวเป็นรอย” และ “เพื่อความสวยงาม” ซึ่งเคสสมัยนี้ก็ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งสองข้อคือทั้งกันรอยและมีความสวยงามหรูหรา อีกทั้งบางเคสมีคุณสมบัติทนแรงกระแทกได้ดีอีกด้วย
โดยปกติแล้ว เคสไอโฟน จะแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆด้วยกัน 4 ประเภท ดังนี้ค่ะ
1. Soft Case (เคสนิ่ม)
2. Hard Case (เคสแข็ง)
3. Hybrid Case (เคสลูกผสม)
4. Leather Case (เคสหนัง)
ซึ่งเคสทั้ง 4 แบบยังสามารถแบ่งออกเป็นชนิดย่อยๆ ได้อีกหลายชนิดค่ะตามชนิดของ "Material" ที่ใช้
1. Soft Case (เคสนิ่ม) แบ่งได้อีก 2 ประเภทคือ
1.1 Silicone Case (เคสไอโฟนแบบซิลิโคน)
เคสซิลิโคนเป็นเคสที่ทำมาจากซิลิโคนตามชื่อซึ่งจะมีลักษณะนิ่มๆ นุ่มๆ จับแล้วให้สัมผัสที่ดี ทนทานสูง เนื่องจากมีความยืดหยุ่นที่ดี ทำความสะอาดง่าย สวมใส่กับตัวไอโฟนง่าย มีแรงเสียดทานสูง สามารถยึดเกาะ กับสภาพผิวอื่นๆ ได้ดี ไม่ลื่นหล่นง่าย เช่น การวางไว้ขอบโต๊ะ การถือใช้งาน เป็นต้น
1.2 TPU Case (เคสไอโฟนเนื้อวัสดุ TPU)
TPU ย่อมาจาก Thermoplastic Polyurethanes เคสไอโฟนชนิดนี้มีแตกต่างจากเคสไอโฟน แบบซิลิโคน อย่างเห็นได้ชัดคือ ความยืดหยุ่นจะน้อยกว่า แต่จะมีการคงรูปที่มากกว่า ทำให้เวลาใช้ไปนานๆ เคสไอโฟนประเภทนี้จะไม่มีการเสียรูปทรง อายุการใช้งานจะยาวนานขึ้น เนื่องจากมีความคงทนที่มากกว่าเคสซิลิโคน ทนทานต่อแรงกระแทก สวมใส่กับเครื่องไอโฟนง่าย
2. Hard Case (เคสแข็ง) แบ่งได้อีก 2 ประเภทคือ
2.1 Plastic (เคสไอโฟนแบบเนื้อพลาสติก)
หนึ่งในเคสที่คลาสสิกตลอดกาลน่าจะเป็นเคสแบบพลาสติกใสซึ่งมีออกมาหลายแบบและมีจุดประสงค์แบบเดียวกันคือป้องกันเครื่องไอโฟนและโชว์ความงามของไอโฟนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งแต่ละรุ่นก็จะมีลูกเล่นของวัสดุแตกต่างกันไป เช่น ความบาง ความเท่ห์ การทนทานรอยขีดข่วนและทนแรงกระแทกต่างๆ
2.2 Aluminium (เคสไอโฟนแบบเนื้ออลูมิเนียม)
เคสชนิดนี้จะมีความสวยงามตามการออกแบบของแต่ละยี่ห้อ แต่เคสประเภทที่เป็นโลหะส่วนมากจะต้องมีการไขน็อตเพื่อทำการสวมใส่ซึ่งจะลำบากพอสมควรและมีราคาแพง แต่ก็แลกมากับความสวยงาม เท่ห์ หรูหรามีสไตล์ และยังทนทานต่อรอยขีดข่วน ทนต่อแรงกระแทกต่างๆได้ดีกว่าเคสแบบพลาสติกธรรมดา
3. Hybrid Case (เคสลูกผสม)
เป็นเคสไอโฟนแบบลูกผสมระหว่าง Soft Case กับ Hard Case ดังนั้นจึงเป็น เคสไอโฟน ที่รวมเอาข้อดีของเคสไอโฟน ทั้ง 2 ชนิดเข้ามาไว้ด้วยกัน โดยปกติจะเป็น Silicone + Plastic ซะส่วนมาก มีข้อดีเรื่องความยืดหยุ่นจาก Soft Case ที่มักอยู่ติดกับตัวเครื่อง มีความเสียดทานทำให้เพิ่มการยึดเกาะในทุกพื้นผิวได้ดี ข้อดีเรื่องความแข็งแรงทนทาน คงรูปนานและไม่เสียรูปทรงจาก Hard Case และรับแรงกระแทกได้ดีที่สุด เมื่อเทียบกับเคสไอโฟนทุกแบบ
4. Leather Case (เคสหนัง)
สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทมาก แล้วแต่การดีไซน์ผลิตภัณฑ์ของแต่ละที่ จึงมีรูปลักษณ์และรูปทรงแตกต่างกันตามการดีไซน์ ข้อดีคือสวยงาม ตามแต่การดีไซน์ มีความ classic และทันสมัย ง่ายในการสวมใส่เคสไอโฟน อายุการใช้งานทนทาน เสียหายยาก