JobTelecom Thailand

JobTelecom Thailand JobTelecom Thailand

29/05/2026
27/05/2026

Starlink บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของ SpaceX ประกาศความร่วมมือกับสายการบิน American Airlines โดยเตรียมติดตั้งอุปกรณ์รับ...

27/05/2026

การใช้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมต่างชาติในราชอาณาจักรไทย 🛰️⭐️

27/05/2026

ส่องมหากาพย์ HUAWEI จากวันที่โดนแบน สู่วันที่ลุยผลิตชิป 1.4 nm

ล่าสุด HUAWEI ได้ระบุว่าภายในปี 2031 ชิประดับไฮเอนด์ของบริษัทจะมีความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์เทียบเท่ากับชิปขนาด 1.4 นาโนเมตร แม้จะยังไม่มีข้อมูลด้านประสิทธิภาพจากหน่วยงานอิสระมายืนยัน แต่เป้าหมายนี้ก็นับว่าสำคัญมาก เพราะปัจจุบันขีดความสามารถในการผลิตชิปขั้นสุดที่จีนทำได้จริงอยู่ที่ราว ๆ 7 นาโนเมตรเท่านั้น ในขณะที่ระดับ 1.4 นาโนเมตรถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นมาตรฐานสูงสุดของโลกในช่วงปลายทศวรรษนี้

ย้อนรอยวิกฤต มหากาพย์การแบน HUAWEI จากสหรัฐฯ

หากย้อนกลับไปดูไทม์ไลน์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ประเด็นการแบน HUAWEI นั้นเริ่มคุกรุ่นอย่างหนักตั้งแต่ต้นปี 2018 โดยเปิดฉากจากการที่ AT&T ผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ของอเมริกา ตัดสินใจฉีกดีลยกเลิกการวางจำหน่ายสมาร์ตโฟน HUAWEI Mate 10 Pro แบบกะทันหันก่อนงาน CES เพียงไม่กี่วัน เนื่องจากโดนแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนัก
ตามมาด้วยการที่ผู้อำนวยการหน่วยงานข่าวกรองระดับท็อปของสหรัฐฯ ทั้ง FBI, CIA และ NSA ออกมาเตือนประชาชนอเมริกันให้หลีกเลี่ยงการใช้สินค้าของ HUAWEI โดยอ้างว่ามีความเสี่ยงด้านความมั่นคงและการโจรกรรมข้อมูล

หลังจากนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยกระดับด้วยการลงนามออกกฎหมายแบนหน่วยงานรัฐไม่ให้ใช้อุปกรณ์ของ HUAWEI พร้อมทั้งเดินสายล็อบบี้ และกดดันกลุ่มประเทศพันธมิตรเครือข่ายข่าวกรอง Five Eyes เพื่อสกัดกั้นการใช้เทคโนโลยี 5G ของบริษัท ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ประกาศแบนอุปกรณ์ 5G ของ HUAWEI จากโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติอย่างเป็นทางการ

จนกระทั่งสถานการณ์เดินทางมาถึงจุดแตกหักในวันที่ 1 ธันวาคม ปี 2018 เมื่อ เมิ่ง หว่านโจว (Meng Wanzhou) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ซึ่งเป็นลูกสาวของ เหริน เจิ้งเฟย (Ren Zhengfei) ผู้ก่อตั้ง HUAWEI ถูกทางการแคนาดาบุกรวบตัวที่สนามบินแวนคูเวอร์ตามคำขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนของสหรัฐฯ ในข้อหาฉ้อโกงธนาคารและแอบทำธุรกรรมละเมิดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน เหตุการณ์จับกุมผู้บริหารระดับสูงครั้งนี้ สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก และกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญ ที่ทำให้สงครามเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจลุกลามบานปลายแบบไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้

จุดแตกหักครั้งประวัติศาสตร์

จุดแตกหักครั้งประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมปี 2019 เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติเพื่อป้องกันการคุกคามทางเทคโนโลยี

ส่งผลให้ HUAWEI ถูกขึ้นบัญชีดำทางการค้าอย่างเป็นทางการ วิกฤตครั้งนี้ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ต้องยุติการทำธุรกิจกับ HUAWEI แทบจะทันที ไม่ว่าจะเป็น Google ที่หยุดสนับสนุนแอปพลิเคชัน, ARM ที่ระงับการทำธุรกิจจนส่งผลกระทบสั่นคลอนไปถึงการผลิตชิป Kirin, Microsoft ที่ถอดสินค้าออกจากหน้าร้าน ไปจนถึงการถูกตัดสิทธิ์จากสมาคม SD Card
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้บีบให้ HUAWEI ขาดแคลนเทคโนโลยีที่มีต้นกำเนิดจากสหรัฐฯ ถูกสกัดกั้นไม่ให้เข้าถึงเครื่องมือพิมพ์ลายวงจร (Lithography) ขั้นสูง และจำใจเข้าสู่โหมดเอาชีวิตรอดขั้นสุด

ก้าวข้ามด้วย 'Tau Scaling Law'

เมื่อเป็นเรื่องยากที่จะผลิตชิปขนาดเล็กจิ๋วได้ด้วยเทคนิคการผลิตแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียวเนื่องจากการโดนคว่ำบาตร ทำให้ HUAWEI นั้นได้เปิดเผยหนทางใหม่ในการพัฒนาชิป โดยชี้ว่าอุตสาหกรรมนี้ ไม่อาจพึ่งพาการย่อขนาดทรานซิสเตอร์แบบเดิม ๆ หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'กฎของมัวร์' - Moore's Law เพื่อสร้างความก้าวกระโดดทางการประมวลผลได้อีกต่อไป
บริษัทจึงนำเสนอ 'กฎเทาสเกลลิง' (Tau Scaling Law) ซึ่งหันไปเน้นที่การลดระยะเวลาที่สัญญาณและข้อมูลใช้เดินทางภายในชิปและระบบประมวลผลแทน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเซมิคอนดักเตอร์จาก Omdia ให้ความเห็นว่า
แนวทางของ HUAWEI คือการเปลี่ยนผ่านจากการย่อขนาดแบบเดิม มาเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานระดับระบบ เน้นลดระยะทางเชื่อมต่อ ลดความหน่วง และปรับปรุงการส่งข้อมูลภายในชิป ซึ่งเป็นวิธีที่สมเหตุสมผลในการรีดประสิทธิภาพออกมา ในสภาวะที่ถูกจำกัดเครื่องมือผลิต

อ่านต่อใต้คอมเมนต์

ที่มา : BT beartai, Reuters

#ชิปAI #ชิปHUAWEI

27/05/2026

กสทช. จัดประชาพิจารณ์ 5 (ร่าง) ประกาศที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่ระบบเรดาร์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น 🔝✨

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569 พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กสทช. ในฐานะประธานอนุกรรมการคลื่นความถี่และมาตรฐานทางเทคนิค กสทช. เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประชาชนทั่วไป (Public Hearing) ต่อ (ร่าง) ประกาศ กสทช. ที่เกี่ยวข้องกับการใช้คลื่นความถี่สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมระบบเรดาร์ที่และมาตรฐานทางเทคนิคที่เกี่ยวข้อง จำนวน 5 ฉบับ ที่หอประชุมสำนักงาน กสทช.

พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ฯ ชี้แจงว่า ในอดีตที่ผ่านมาระบบเรดาร์เริ่มจากเทคโนโลยีด้านการทหาร ที่ใช้ตรวจจับอากาศยานหรือวัตถุที่สะท้อนกลับมาได้ จากนั้นได้มีการพัฒนาประยุกต์ใช้ระบบเรดาร์กับงานด้านพลเรือน ทำให้ กสทช. ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์เพื่อให้ใช้คลื่นความถี่ระบบเรดาร์ที่ติดตั้งในรถยนต์ การจราจร โดรน
หรือ เซนเซอร์ทั่วไป เท่านั้น ทว่าปัจจุบันได้มีการใช้งานมากขึ้น เช่น ระบบตรวจสอบภายในห้องโดยสาร (in-cabin monitoring) ระบบขนส่งทางราง อุปกรณ์เซนเซอร์อัจฉริยะภายในอาคาร หรือระบบเรดาร์ในโรงงานอุตสาหกรรม จึงได้อนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 57 – 64 GHz เพิ่มเติม และขยายกำลังส่งของคลื่นความถี่ย่าน 24.05 - 24.25 GHz สำหรับระบบเรดาร์

และเป็นที่มาของการปรับปรุงและจัดทำ (ร่าง) ประกาศ กสทช. ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จำนวน 5 ฉบับ ดังนี้
1. (ร่าง) ประกาศ กสทช. ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องวิทยุคมนาคมระบบเรดาร์ จำนวน 3 ฉบับ คือ
1) (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้คลื่นความถี่และเครื่องวิทยุคมนาคมระบบเรดาร์ที่อนุญาตให้มีการใช้งานเป็นการทั่วไป
2) (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมระบบเรดาร์ที่ไม่จำกัดประเภทการประยุกต์ใช้งาน
3) (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมระบบเรดาร์สำหรับการจราจรและขนส่งทางบก

2. (ร่าง) ประกาศ กสทช. ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องวิทยุคมนาคมที่อนุญาตให้มีการใช้งานเป็นการทั่วไป จำนวน 3 ฉบับ คือ
4) (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้คลื่นความถี่และเครื่องวิทยุคมนาคมที่อนุญาตให้มีการใช้งานเป็นการทั่วไป (ฉบับที่ 2)
5) (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมที่อนุญาตให้มีการใช้งานเป็นการทั่วไป คลื่นความถี่ 57 – 64 GHz
“ปัจจุบันเทคโนโลยีเรดาร์ช่วยให้คุณภาพชีวิตของประชาชนสะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้นโดยเฉพาะยุคหลัง COVID-19 ที่เน้นการลดการสัมผัสโดยผ่านระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะต่างๆ แทน รวมทั้งมีการพัฒนาเทคโนโลยีระบบเรดาร์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง ได้แก่ การตรวจจับวัตถุรอบคันเพื่อป้องกันการชน และ/หรือ ความปลอดภัยภายในห้องโดยสาร เช่น การตรวจจับความเหนื่อยล้า การป้องกันการลืมเด็ก ตลอดจนการใช้งานกับอุปกรณ์ภายในบ้านเพื่ออำนวยความสะดวก เช่น การตรวจจับสิ่งกีดขวางและเคลื่อนไหว การเปิด-ปิดสุขภัณฑ์ โดยที่เทคโนโลยีเรดาร์ยุคใหม่แม่นยำสูงจนถึงขั้นตรวจจับการขยับนิ้วได้ รวมไปถึงภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ตรวจวัดระดับความสูงหรือความเร็วของวัตถุที่ต้องการควบคุม เนื่องจากระบบเรดาร์มีความทนทานและเสถียรกว่าระบบกล้องหรือเลเซอร์ที่ขึ้นกับสภาพอากาศ ดังนั้นจึงได้เร่งรัดปรับปรุงคลื่นความถี่และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องให้เท่าทันเทคโนโลยี รองรับการใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน ต่อไป” กสทช. พลอากาศโท ธนพันธ์ุ ฯ กล่าวปิดท้าย

26/05/2026

จากดีลทรู-ดีแทค ถึงสุญญากาศทีวีดิจิทัล เปิด 4 ปมความ'ล้มเหลว'บอร์ด กสทช.?
การอภิปรายรายงานผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประจำปี 2566 ในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการพิจารณารายงานประจำปีตามกลไกรัฐสภา หากแต่กลายเป็นเวทีสะท้อน “วิกฤติศรัทธา” ต่อองค์กรอิสระที่เคยถูกคาดหวังให้เป็นผู้คุมกติกาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม กิจการโทรทัศน์ และเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ซึ่งมีขุมทรัพย์รวมกันนับแสนล้านบาท
ตลอดหลายชั่วโมงของการอภิปรายในสภาของ สส.จากทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ต่างตั้งคำถามไปในทิศทางเดียวกันว่า เหตุใดองค์กรที่มีงบประมาณมากกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี มีบุคลากรกว่า 2,000 คน ฐานเงินเดือนสูงลิ่ว 52,700 บาท และถือครองอำนาจกำกับกิจการสื่อสารทั้งประเทศ กลับไม่สามารถผลักดันนโยบายสำคัญให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้
หลายๆภารกิจหลักกลับถูกตั้งคำถาม ทั้ง การคุ้มครองผู้บริโภค การกำกับโทรคมนาคม การจัดระเบียบสายสื่อสาร การกำกับบริการเสริมบนโครงข่ายโทรคมนาคม (โอเวอร์ เดอะ ท๊อป หรือ โอทีที : OTT) และความโปร่งใสของงบประมาณ บางช่วงถึงขั้นระบุว่า กสทช.กลายเป็น “จำเลยของสังคม” และตั้งคำถามว่าถึงเวลาต้อง “ยุบ กสทช. เพื่อจัดตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่” หรือไม่
เบื้องหลังคำวิจารณ์เหล่านี้ ไม่ได้เกิดจากปัญหาเฉพาะหน้าเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่สะสมมาจากความล้มเหลวเชิงนโยบายหลายด้าน ที่สะท้อนภาพการบริหารงานแบบไร้เอกภาพ บอร์ดแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ขัดแย้งกันเอง และไม่สามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญของประเทศได้อย่างทันท่วงที
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีอย่างน้อย 4 ประเด็นใหญ่ ที่ถูกมองว่าเป็น “รอยแผล” สำคัญของบอร์ดกสทช. ชุดปัจจุบัน ตั้งแต่การปล่อยให้เกิดโครงสร้างตลาดโทรคมนาคมแบบผูกขาดสองราย การก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ที่ยืดเยื้อไร้จุดจบ การไร้ทิศทางอนาคตทีวีดิจิทัล ไปจนถึงความล่าช้าในการกำกับแพลตฟอร์ม OTT ในยุคที่โลกสื่อเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว
“ตราบาป” ควบรวมทรู-ดีแทค กับวันที่ตลาดมือถือเหลือผู้เล่นใหญ่แค่ 2 ราย
หนึ่งในประเด็นที่ถูกอภิปรายหนักที่สุด คือ การควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทค ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็น “จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์” ที่ทำให้ตลาดโทรคมนาคมไทยเข้าสู่ยุค Duopoly หรือการแข่งขันแบบผู้เล่นรายใหญ่เพียงสองราย ได้แก่ เอไอเอส และ ทรู อย่างเบ็ดเสร็จ
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1235459
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจTech

24/05/2026

ส่องความพร้อม ทรู (true) ส่ง AI เฝ้าหน้าจอเปิด War Room รับมือลงทะเบียน “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ดีเดย์ 25 พ.ค. 69… อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://url.in.th/ABFPQ
่าย #ลงทะเบียน25พค #เครือข่ายไม่ล่ม #ทรู #ไทยช่วยไทยพลัส #ไทยช่วยไทยพลัส6040 #เทรนด์เทคโนโลยี2026

13/05/2026

เกิดอะไรขึ้นกับ ‘ไทยคม’ ทำไมเลื่อนยิงดาวเทียมใหม่ถึง 2 ดวง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมครั้งล่าสุด ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ บอร์ดกสทช. เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 ได้ถกเถียงกันนานกว่า 3 ชั่วโมง แต่ในท้ายที่สุดก็ได้มีมติเห็นชอบ 4 เสียง และงดออกเสียง 3 เสียง ต่อการอนุมัติให้ บริษัท สเปซ เทค อินโนเวชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบมจ.ไทยคม ในการขยายระยะเวลาการส่งดาวเทียม “ไทยคม 9” ขึ้นประจำการในวงโคจร 119.5 องศาตะวันออก ออกไปจนถึงเดือนกันยายน 2570 จากเดิมที่กำหนดต้องส่งขึ้นใช้งานภายในวันที่ 15 พ.ค. 2569
การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนว่า “ภารกิจรักษาวงโคจรดาวเทียมของไทย” กำลังเผชิญแรงกดดันมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ เพราะเบื้องหลังไม่ได้เป็นเพียงการเลื่อนกำหนดส่งดาวเทียม แต่หมายถึงการประคองระบบบริการลูกค้าหลายประเทศ พร้อมกับการรักษาสิทธิวงโคจรของประเทศไทยต่อ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ไอทียู ไปพร้อมกัน
ทั้งนี้ ไทยคมได้รับสิทธิบริหารวงโคจร 119.5 องศาตะวันออก จากการประมูลเมื่อเดือนมกราคม 2566 โดยมีเงื่อนไขสำคัญจาก กสทช. ให้ต้องนำดาวเทียมขึ้นใช้งานภายใน 3 ปี เพื่อทดแทน ไทยคม 4 หรือ ไอพีสตาร์ ที่หมดอายุทางวิศวกรรมแล้ว
แต่ระหว่างกระบวนการผลิตไทยคม 9 บริษัท Astranis ผู้ผลิตดาวเทียมจากสหรัฐอเมริกา กลับประสบปัญหาชิ้นส่วนสำคัญบางประเภท ส่งผลให้กำหนดส่งมอบดาวเทียมต้องเลื่อนออกไป โดย กสทช. พิจารณาว่าเป็น “เหตุสุดวิสัย” จึงอนุมัติให้ขยายเวลา พร้อมคงวงเงินค้ำประกันเดิมกว่า 109 ล้านบาทไว้จนถึงเดือนกันยายน 2570
ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ได้กระทบเฉพาะดาวเทียมใหม่เท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในจังหวะที่ “ไทยคม 4” สิ้นอายุขัยของภารกิจ หลังใช้งานต่อเนื่องมายาวนานกว่า 20 ปี ซึ่งดาวเทียมไทยคม 4 มีแนวโน้มจะพ้นวงโคจรในช่วงปลายเดือนก.ค.2569 นี้ แม้ว่าที่ผ่านมา ดาวเทียมดวงดังกล่าวจะได้รับการขยายอายุทางวิศวกรรมมาแล้วถึง 2 ครั้งก็ตาม
ไทยคม 4 มีกำหนดสิ้นสุดการใช้งานตั้งแต่ปี 2565 ก่อนจะทยอยยืดอายุออกมาเป็นปี 2567 และต่ออายุอีกครั้งในปี 2568 เพื่อรอการมาถึงของไทยคม 9 แต่สุดท้ายดาวเทียมยังถูกใช้งานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ในเชิงธุรกิจ ไทยคม 4 ถือเป็น “หัวใจสำคัญ” ของบริการบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียมของไทย โดยเฉพาะตลาดอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกล การเชื่อมต่อภาคทะเล และบริการองค์กรในหลายประเทศทั่วเอเชีย ทำให้การปล่อยให้เกิดช่องว่างของบริการแทบเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ บอร์ดกสทช. ต้องเร่งอนุมัติแผนสำรอง ด้วยการเปิดทางให้ใช้สัญญาณดาวเทียมต่างชาติ หรือ Landing Right จากดาวเทียม Korea-SAT ของเกาหลีใต้ เข้ามาให้บริการชั่วคราวในประเทศไทย
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1233744
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจTech

ที่อยู่

Chiang Mai

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ JobTelecom Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์