MikkiPastel ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก MikkiPastel, เว็บไซต์คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต, Bangkok

เพจของ Android Developer ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับ Software Development และเชื่อว่าทุกคนสามารถเก่งได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น hard skill หรือ soft skill จึงอยากให้ทุกคนเก่งขึ้น และ go to the moon ไปพร้อมกัน เพจ programming ของ Android Developer ที่สนใจด้านการเขียนโปรแกรม และเชื่อว่าทุกคนสามารถเก่งได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น hard skill หรือ soft skill จึงอยากให้ทุกคนเก่งขึ้น และ go to the moon ไปพร้อมกัน

Website: https://www.mikkipastel.com
other channel: https://bio.mikkipastel.com/

เคยไหม จัดงานฟรีทีไร คน drop-off เยอะตลอด ราว ๆ 50% เลยถึงตั๋วจะมีจำกัด พยายามบอกว่าถ้าไปไม่ได้ให้คืนตั๋ว เพื่อให้ waili...
05/10/2026

เคยไหม จัดงานฟรีทีไร คน drop-off เยอะตลอด ราว ๆ 50% เลย

ถึงตั๋วจะมีจำกัด พยายามบอกว่าถ้าไปไม่ได้ให้คืนตั๋ว เพื่อให้ wailing list ก็ตาม

แล้วมีวิธีใดได้บ้างนะ?
หลาย ๆ คนคงได้ละทะเบียนเข้างาน Solana x AI Builders: The Road to Mainnet #6 (Bangkok) ผ่านระบบ BeThere

แล้วเบื้องหลังของ BeThere คืออะไร? เราสรุปจาก session "Behind BeThere: Aiming for a 0% No-Show Engine on Solana” จากโอโซนกัน
🎫 แนะนำระบบ BeThere
เป็น event platform ที่มี event ให้เราลงทะเบียน โดยมีการมัดจำ ให้ attendee มา check-in เข้างาน แล้วรับเงินมัดจำคืนเมื่อจบงาน

แล้วเชื่อมกับ Solana ในการจ่ายเงินมัดจำ (ทางเรายังไม่ได้ลอง) และ mint NFT ได้ด้วย
🎫 ที่มาของ BeThere
มาจากการไปฟังการป้ายยา Rust จากช่อง Noob Learning แล้วช่วยจัด event solana dev ตั้งแต่เดือนเมษายน และมีการขอ sponsor จาก Solana Foundation ในการจัดงานนี้

การจัดงานฟรีมี pain point คือคน drop-off เยอะ ก็เลยทำระบบลงทะเบียนและมัดจำเลย ในช่วงแรกใช้ Google Sheet และตามรายคนได้ครึ่งนึง พอเก็บมัดจำแล้วทำให้ drop-off น้อยลง
🧑‍💻 Tech Stack
- ใช้ Cloudflare Workers โดยแปลงเว็บเป็น WASAM เพื่อเอาขึ้นไป
- ใช้ Rust แทบจะ full-stack แล้ว
- ตอนแรกใช้ Luma platform event ยอดฮิตของชาว web3 เลยเป็น Google Sheet และตอนนี้มี database เก็บไว้
- bethere-escrow: จากที่เราต้องมา update slip มา check เอง มาใช้ deposit ของ Solana ได้
- หลังจบงานจะมีการคืนเงินอัตโนมัติ
- มีที่ลองคิดต่อยอด ถ้า agent เป็นคนจองตั๋วล่ะ ในส่วนนี้กำลังพัฒนาต่อไป
- มี concept quiz ทดสอบว่าคนฟังเข้าใจไหม พอเราทำผ่านก็จะได้ NFT มา เป็น mainnet ได้ cross-mint (ถ้าใครมางานช่วงแรก ๆ จะได้เล่นเกมส์ ตอบ quiz ด้วยนะ เคยรีวิวในบล็อก)
ComfyUI: เป็นตัวกลางในการ generate AI view ทั้งใน local และบน cloud เอามา adapt กับ badge ให้แต่ละคนไม่ซํ้ากัน เข้า concept NFT

ปล. ตัว ComfyUI สามารถ generate video ได้ด้วยนะ
และช่วงนี้มีงาน hackathon ใหญ่ประจำปีของทาง Solana ด้วยนะ หลาย ๆ คนคงเห็นชื่องาน Crypto World's Fair จากทางอินฟูสาย web3 กันมาบ้าง งานนี้จัดโดย Colosseum นะ

ถ้าลงงานใหญ่แล้วไปลง track แยกของทาง Superteam Thailand ได้นะ ลุ้นโชคสองต่อ แถมคนไทยลงน้อยมากด้วย หมดเขต 12 ตุลาคมนี้ ทางนี้น่าจะไม่ได้เข้าร่วมนะ น่าจะไม่ทันแหละ แหะ ๆ

วันนี้มางาน Solana x AI Builders: The Road to Mainnet  #6 (Bangkok) ที่ FabCafe ซึ่งสถานที่ใหญ่กว่าเดิม และคนใหม่ ๆ มาเย...
04/10/2026

วันนี้มางาน Solana x AI Builders: The Road to Mainnet #6 (Bangkok) ที่ FabCafe ซึ่งสถานที่ใหญ่กว่าเดิม และคนใหม่ ๆ มาเยอะมาก แล้วก็สมองหลุดลอยกัน เพราะหลายคนเจอ EP.7 ของพี่ต๊อบ เลยต้องไปหาอ่านย้อนทุก EP กัน ซึ่งทางนี้ก็เลื่อนหาเหมือนกัน 55555555 เดี๋ยวแปะโพสต์ กับบล็อกไว้ใต้เม้นนะ
แล้วก็วันนี้ได้ปูมาเลี้ยงหนึ่งตัวจากพี่ต๊อบ ขอบคุณอีกครั้งค้าบบ
ส่วนใครอยากปริ้น 3D Printing สามารถไปดูในเว็บ printkub ได้น้า

ศัพท์ AI ใหม่ของชาวเดฟ มีเยอะมากหนูตามไม่ทันแล้ว ฮือออและคนธรรมดาที่ไม่ใช่เดฟเริ่มรู้กันแล้วด้วย ซึ่งทุกคนใช้กันอยู่ล่ะแ...
02/10/2026

ศัพท์ AI ใหม่ของชาวเดฟ มีเยอะมากหนูตามไม่ทันแล้ว ฮือออ

และคนธรรมดาที่ไม่ใช่เดฟเริ่มรู้กันแล้วด้วย ซึ่งทุกคนใช้กันอยู่ล่ะ

แต่ยังดีที่มี knowledge sharing ในทีม กับไปฟังนายอาร์มสอนเรื่อง AI มา

จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน
🧠 model: เปรียบเหมือนสมอง
ซึ่งเราใช้ LLM หรือ Large Language Model กันอยู่แล้วเนอะ มันสามารถคิดวิเคราะห์ได้ด้วยการเดา แต่ถ้าเราสั่งงานมัน หรือ prompt มันไม่ดี มันจะไปเรื่อยมาก ซึ่งทำให้เปลือง token ดังนั้นเราจะต้องสั่งงานให้ตรงประเด็นอ่ะเนอะ

ตัวอย่าง model:
- OpenAI: GPT-5.6 Luna, GPT-5.6 Sol, GPT-5.6 Terra, GPT-6 Astra
- Anthropic: Claude Fable 5, Claude 5.5 Sonnet, Claude 5.5 Opus, Claude Haiku 4.5
- Google: Gemini 3.8 Flash, Gemini 3.1 Pro
- xAI: Grok 4.7
🤖 harness: เปรียบเหมือนแขนขา
ในเมื่อ LLM มีความไปเรื่อย ดังนั้นจะต้องมีคนคุมการทำงาน ซึ่งก็คือ harness นั่นเอง

โดย harness ทำให้ตัว LLM นั้นทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจจะมี safe-guard คอยคุม หรือมี tool อื่น ๆ ให้ใช้ อย่าง terminal, การเข้าถึงไฟล์ต่าง ๆ ในโปรเจกต์, เชื่อมต่อภายนอกด้วย MCP

ตัวอย่าง harness: Cursor, Claude code, Github Copilot
📚 skill.md: เหมือนตำราที่เราต้องเรียนรู้เพิ่ม
ปกติเราอยากให้ทำงานอย่างนึง เช่น ช่วย review code นี้ให้หน่อย แล้วเราทำซํ้า ๆ โดยการสั่งแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะดีกว่าไหมถ้าเรายื่นคู่มือให้มัน แล้วบอกว่าทำตามนี้ให้หน่อย ให้เราไม่ต้องสั่งใหม่ทุกครั้ง ทำให้ทำงานได้รวดเร็ว และตรงประเด็นมากขึ้น

เราสามารถใช้ skill.md ตามใน Github ที่แนะนำกันมาก็ได้ หรือเราสามารถสร้างเองได้ โดยการถามเพื่อนคนดีของเรา อีกทั้งเราสามารถอัพเดตจากการเรียนรู้เพิ่มเติม ลงไปในนี้ได้ อีกทั้งเราสามารถแจกเจ้า skill.md ให้เพื่อนในทีมได้ด้วย

ซึ่งเท่าที่เราส่อง ๆ ลอง ๆ มา พบว่า format ของฝั่ง Claude กับ Github Copilot มีความต่างกันอยู่นะ เดี๋ยวมาเล่าเพิ่มในโพสถัด ๆ ไป

ปล. สามารถใช้ได้กี่ตัว? ใช้ตามความเหมาะสม เพราะสิ่งสำคัญคือเราต้องประหยัด token นะ ถ้าใช้เยอะ ทำให้ cost สูงตามไปด้วย เพราะ input เยอะ

ถ้าฝั่งคนทั่วไป ตอนนี้มีข่าวว่าบ้าน Google ตัว Gemini Gems จะกลายเป็น skill แล้วก็ตัว Google Opal เขาจะให้บริการถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน เขาจะให้ไปใช้ skill in Gemini ล่ะ ส่วนใน Claude ก็มีให้เลือกใช้เยอะเลย
⭐ สั่งงานยังไงให้มันไม่อ๋อง
มันจะมีสิ่งที่เรียกว่า Context Window เปรียบเหมือน memory ของตัว LLM

ถ้าเราคุยทุกเรื่องในแชทเดียวจะทำให้ context บวม ทำให้เจ้า LLM ตอบแบบเอ๋อ ๆ เหมือนเราเรียนอะไรสักอย่างนึงที่ยาก ๆ แล้วสมองเราจะหลุด

ดังนั้นเราควรแยกแชทในการคุยแต่ละเรื่องแยกกันไปเลย และไม่ควรเปลี่ยน model กลางทางด้วย พอเราคุยกับมันยาวมาก ๆ เราสามารถ fork เพื่อไปขึ้นแชทใหม่ได้ หรือใช้ skill handoff ในการสรุปสิ่งที่เราคุยกันเป็นก้อนเดียวได้

ตัว Context Window ควรใช้เท่าไหร่ดี? เขาบอกว่า 328K ใน Github Copilot ก็เพียงพอกับการทำงานแล้วนะ
📌 สรุป การทำงานของเดฟในยุค AI = model + harness + skill.md

แล้วเพื่อน ๆ ชาวเดฟมีทริคการใช้ AI ยังไงบ้าง? model อะไรที่เป็นลูกรักในตอนนี้? มี skill อะไรที่น่าสนใจ? มาบอกกันในเม้นได้เลย

ปล. ช่วงนี้อาจจะไม่ได้โพสบ่อย ไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมหลายเรื่องเลย

เพื่อน ๆ มีใคร(เคย)เปิดบัตรเดบิตออนไลน์บ้าง?ละตอนนี้เพื่อน ๆ ใช้วิธีไหนในการตัดเงิน?เราเปิดบัตรเดบิตออนไลน์เพราะเอาไว้ตั...
30/09/2026

เพื่อน ๆ มีใคร(เคย)เปิดบัตรเดบิตออนไลน์บ้าง?
ละตอนนี้เพื่อน ๆ ใช้วิธีไหนในการตัดเงิน?
เราเปิดบัตรเดบิตออนไลน์เพราะเอาไว้ตัดจ่ายพวก DigitalOcean, Google Cloud อะไรพวกนี้ เนื่องจากไม่ยอมรับบัตร Prepaid แบบ TrueMoney Mastercard ใด ๆ

มีอยู่วันนึงเจอ notification จาก LINE OA ของ LINE BK ว่ามีรายการตัดเงินผิดปกติ ในช่วงตีหนึ่ง ซึ่งเราตกใจมาก ว่ามันไปหลุดอะไรตอนไหน ที่ทำให้คนไม่หวังดีเอาบัตรนี้ไปตัด iTune รัว ๆ

แต่ยังดีที่เราตั้ง limit transaction รายวันไว้ 2,000 บาท ความเสียหายเลยหยุดลงแค่นั้น โดยมี transaction ในการเชื่อมบัตรก่อน จากนั้นตัดยอด 300 กว่าบาทสองยอด และ 1100 กว่า ๆ ยอดนึง ทั้งหมดรวม 1900 กว่าบาท ซึ่งไม่ได้มาจาก App Store ของเรา เพราะเราไม่ได้เชื่อมบัตรนี้ไว้ในนั้น

เราเลยปิดการใช้งานบัตร แล้วก็ cancel บัตรนี้เลย เพราะกลัวว่าวันรุ่งขึ้นมันจะเอาอีก เพื่อความปลอดภัยของเงินของเรา

จากนั้นเราต้องเอาเงินที่เราไม่ได้ใช้จ่ายนี้คืนมา พอไปติดต่อผ่าน LINE OA ของ LINE BK ก็มีแต่ chatbot ตอบ ถึงแม้จะยํ้า ๆๆๆๆๆๆ ว่าขอคุยกับคน ติดต่อแอดมิน เลยต้องโทรไปที่ call center ของเขา 02-055-5555 ซึ่งบริการ 24 ชั่วโมง ซึ่งเคสนี้กด 1 และกด 6 แล้วจะเจอคนที่เป็น cell center เพื่อติดต่อทักท้วงยอดเงิน

สุดท้ายได้เงินกลับมา ทราบผ่าน SMS และทางเขาจะ recheck ว่ายอดนี้เราไม่ได้ทำธุรกรรมจริง ๆ นะ ถ้าไม่จริงอาจจะดึงเงินคืนกลับไป 😭 แต่เงินเราหายจริงน่าจะจบลงแค่นี้
ตอนนี้ของ DigitalOcean เชื่อมกับตัว link ทำให้เราสามารถใช้ TrueMoney SME card ในการหักเงินค่าเช่า host ของเว็บเราได้ ของ canva ก็รับอันนี้ ซึ่งเราลบการเชื่อมต่อบัตรอันนั้นออกหมดล่ะ ของ Firebase ยังไม่มียอดตัดนานล่ะเลยอาจจะยังไม่ต้องอัพเดตล่ะมั้ง

แล้วเพื่อน ๆ ใช้บัตรไหนตัดพวกนี้อยู่ หรือเคยเจอประสบการณ์อะไรแบบนี้ มาเล่าให้ฟังในเม้นได้เลยยยยย

เราเชื่อว่าทุกคนคงจะลองทำ vibe coding ของตัวเองกันบ้างแล้ว ส่วนใหญ่เป็นเว็บไซต์อ่ะเนอะ ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่ต้องเขียนเว็บเองแ...
24/09/2026

เราเชื่อว่าทุกคนคงจะลองทำ vibe coding ของตัวเองกันบ้างแล้ว ส่วนใหญ่เป็นเว็บไซต์อ่ะเนอะ ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่ต้องเขียนเว็บเองแล้ว แค่เรารู้ว่าเราอยากทำอะไร หรืออยากแก้ปัญหาอะไร

เอ๊ะแล้วเราจำเป็นต้องรู้พื้นฐานการเขียนเว็บด้วยไหมนะ?

รู้เถอะ ทำให้เราเข้าใจ และแก้ปัญหาเองได้เมื่อติดปัญหา หรืออยากเพิ่มลดอะไรเองง่าย ๆ ได้
1️⃣ ภาษาโปรแกรมที่ใช้
การทำเว็บหลัก ๆ มี 3 ภาษา คือ
- HTML: เอาไว้ทำ layout เว็บ ว่าอะไรควรไปอยู่ตรงไหน
- CSS: จัด layout ให้สวยงาม
- JavaScript: ทำให้เว็บของเรามี interaction ต่าง ๆ รวมถึงเชื่อมต่อกับ API ด้วย
2️⃣ Static vs. Dynamic website
ระดับความซับซ้อนของเว็บที่ต่างกัน
- Static Website: หน้าที่คือเน้นการแสดงข้อมูล ไม่ได้เชื่อมต่ออะไรภายนอก เช่น biolink, portfolio, blog, company website
- Dynamic Website: เว็บที่มีการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลตลอดเวลา เริ่มมีการเชื่อมต่อกับ database ภายนอก มีการเชื่อมต่อ API เช่น e-commerce, social media, เทรดหุ้น

ปล. บางทีข้อมูลมักจะใช้ json กัน ถ้าเป็น static website เวลาแก้ข้อมูลก็แก้ในไฟล์ json จะได้ไม่ต้องไปแก้ที่หน้าเว็บ ส่วน dynamic website มาจากได้ response จาก API เอาไป map อะไรสักอย่างแล้วแสดงผลออกมาตาม business logic
3️⃣ Web framework
แน่นอนว่าคนที่ทำงานเป็น Web Developer จริงเนี่ย ในส่วนหน้าบ้านเขาก็มีการใช้ framework ต่าง ๆ ในการทำงาน เพื่อช่วยจัดการโค้ดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น

ที่เราลองจะเจอตัว React กับ Next.js

ในฝั่ง CSS หลาย ๆ คนคงจะเคยเห็นตัว Tailwind CSS เป็น framework ในการทำให้เว็บเราสวยงาม แล้วมันใช้งานได้ง่าย และ AI ชอบใช้ตัวนี้เป็นประจำ จนทีมงานบอกว่าคนไม่ค่อยได้เข้ามาดู doc เขาแล้ว ;_;
4️⃣ Tool
แล้วเครื่องมือไหนทำได้บ้าง แล้วออกมาเป็นรูปแบบไหน?

🙎‍♂️ คนทั่วไป: ได้หน้าเว็บที่เป็น 1 page HTML ที่ยัดทุกอย่างมาในหน้าเดียว
- Gemini: เลือกสร้างเป็น canvas
- Canva Pro: สร้างจาก Canva AI

👨‍🍳 Complex: ตัว project structure เริ่มซับซ้อนมากขึ้น เพราะมีการใช้ web framework
เช่น Lovable, Google AI Studio, Google Antigravity, Figma Make

โดยฝั่งบ้าน Google อย่าง Google AI Studio กับ Google Antigravity จะออกมาเป็น Next.js แล้วเอาโค้ดไปเก็บใน Github ได้ ส่วน Figma Make ออกมาเป็น React

🧑‍💻 Dev Tools: เราบอกมันได้ว่าอยากได้แบบไหน แล้วเดี๋ยวมันทำมาให้ เช่น อยากทำเว็บคำนวณ BMI เอาแค่ HTML, CSS และ js เท่านั้น หรืออยากทำเว็บ social network

ตัวอย่าง tool: Github Copilot, Cursor, Claude Code, Codex

ซึ่งพวกนี้เป็น harness หรือเป็น tool ที่ครอบตัว model ต่าง ๆ อีกทีนะ ที่ทำให้เจ้า AI ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
5️⃣ Deploy หรือเอาเว็บขึ้นยังไง?
การที่เราสั่งให้ AI ทำเว็บอะไรสักอย่างให้ มันจะแสดงใน tool ตัวนั้นให้เราดูอยู่ล่ะ

และถ้าเราอยากให้ทุกคนสามารถใช้ได้ จะต้องเอาเว็บนั้นไป deploy หรือให้เข้าใจง่าย ๆ คือการขึ้น website นี่แหละ

ถ้าอย่าง Google AI Studio สามารถ deploy ได้ผ่าน Google Cloud ที่เราต้องผูกบัตร หรือใช้ Vercel ก็ได้

บางตัวก็มี detail ต่างกัน อย่าง Github Pages จะต้องเป็น static website ถึงเอาขึ้นได้ หรือจะเป็น Firebase Hosting ที่มี structure ของเขาเอง ก็ได้เช่นกัน

ส่วน domain คนน่าจะซีเรียสน้อยสุดล่ะ เพราะหลังจากที่เรา deploy ก็ได้ public url มาตัวนึง เอาไปแชร์ให้เพื่อน ๆ เล่นเว็บของเราได้ หรืออยากจด domain เองเป็นเรื่องเป็นราวก็ได้เช่นกัน
ทั้งหมดคร่าว ๆ ก็จะเป็นประมาณนี้แหละเนอะ คิดว่าหลาย ๆ คนคงทำเป็นอยู่ล่ะ สบาย ๆ แต่เผื่อมือใหม่ยังไม่รู้เนอะ

เพราะการที่เรามี fundamental ทำให้เราเข้าใจได้มากขึ้นว่า AI มันทำอะไรออกมาให้เรา ทำให้การ Vibe Coding มีประสิทธิภาพ และเราสามารถแก้ปัญหาเองได้

แล้วช่วงนี้เพื่อน ๆ ใช้ตัวไหน Vibe Coding กันบ้างนะ เจอบัคอะไรจากที่ AI ทำให้ มาเล่าในคอมเมนต์ได้เลยยย

พอดีเห็นคนทำรูปจาก AI ประมาณนี้ เลยมีไอเดียว่าเรามาเล่าแบบของเราดีกว่า ว่าตั้งแต่เด็กเราได้ใช้โปรแกรมอะไรเขียนโปรแกรมบ้า...
21/09/2026

พอดีเห็นคนทำรูปจาก AI ประมาณนี้ เลยมีไอเดียว่าเรามาเล่าแบบของเราดีกว่า ว่าตั้งแต่เด็กเราได้ใช้โปรแกรมอะไรเขียนโปรแกรมบ้าง จนปัจจุบัน บางตัวก็ล้มหายตายจากไปตามกาลเวลาอ่ะเนอะ

อ่ะเริ่มเลอ
🎀 แน่นอนว่าตอนประถม มัธยมนั้น ทุกคนต้องผ่านการเขียนเว็บด้วย HTML เป็นหลัก แล้วก็ต้องเคยทำเว็บผ่านโปรแกรม DrameWaver กันเนอะ และอาจจะมีโปรแกรมอื่น ๆ อีก ซึ่ง จำไม่ได้แล้ว

ซึ่งตัว DreamWaver เดิมทีเป็นของ Macromedia แล้วทาง Adobe เขา acquired ไปตอนปี 2005

ส่วน Adobe Flash ไม่แน่ใจว่าเคยเล่นไหมอย่างไร แต่ขอแปะไปด้วยแล้วกัน ตัวอื่นจำไม่ได้
👕 ตอนมหาวิทยาลัย ก็ได้เรียนหลากหลายมาก ตั้งแต่ภาษา C, C++, C #, Java จำชื่อโปรแกรมที่ใช้เขียนภาษาเหล่านั้นไม่ได้ล่ะ อันนึงที่จำได้อันนึง คือ MATLAB

ที่จำได้มีวิชาเขียนโปรแกรม Arduino แล้วก็เริ่มเขียนแอพ Android ด้วย Eclipse และ Windows Phone ด้วย Visual Studio ในวิชา Mobile Application ได้ A เลยด้วย แต่อายุของเขาสั้นไปหน่อย ตอนนี้มีแค่ iOS กับ Android อ่ะเนอะ
🤖 และตอนนี้เราเป็น Android Developer ใช้ Android Studio ในการเขียนแอพ แล้วก็มีใช้ VS Code ด้วย มีเพื่อนเป็น Github Copilot ใช้โปรแกรม SourceTree ในการเอางานขึ้นไปบน Git และใช้ Proxyman ในการ mock API ต่าง ๆ ในการทำงานเนอะ แล้วพวก UI ก็ดูจากใน Figma นี่แแหละ
แล้วเพื่อน ๆ เริ่มเส้นทางการเขียนโปรแกรมยังไงกันนะ เป็นชาวที่เกิดมาก็รู้จัก ChatGPT, Gemini, Claude เลยไหมนะ 😅

ตอนนี้หลาย ๆ คนก็สามารถสร้างแอพเป็นของตัวเองได้ผ่านการ Vibe Coding จากเครื่องมือต่าง ๆ แล้วอัพขึ้น Play Store กันเป็นส่ว...
16/09/2026

ตอนนี้หลาย ๆ คนก็สามารถสร้างแอพเป็นของตัวเองได้ผ่านการ Vibe Coding จากเครื่องมือต่าง ๆ แล้วอัพขึ้น Play Store กันเป็นส่วนใหญ่ ที่ต้องใช้ tester 14 คนอ่ะ

แล้วก็มีบางคนสนใจที่จะทำแอพผ่านการ Vibe Coding เป็นของตัวเองด้วย แต่เราไม่ลงลึกการทำ Vibe Coding แต่เป็นเรื่องอะไรที่ควรรู้บ้างก่อนทำแอพบ้าง แล้วจะมีเรื่องอะไรบ้างนะ
1️⃣ ระบบปฎิบัติการบนมือถือ
ในยุคนี้มีหลัก ๆ iOS กับ Android สองตัวนี้เลย

🔵 iOS: เป็นระบบปฎิบัติการบนมือถือ iPhone ที่พัฒนาโดย Apple ซึ่งของบ้านนี้จะแตกเป็น iPadOS สำหรับ iPad, watchOS สำหรับ Apple Watch

ส่วน masOS เรานับเป็นระบบปฎิบัติการบน desktop น้า

🟢 Android: เป็นระบบปฎิบัติการ ที่พัฒนาโดยทีม Android จากทาง Google มีหลาย ๆ แบรนด์ด้วยกัน เช่น Google Pixel, Samsung

ซึ่งพวก ColorOS ของ Oppo, HarmonyOS ของ Huawei ทางนี้จะนับเป็นฝั่ง Android เพราะว่าทางแต่ละค่ายเอาไปปรับแต่พวก feature และ user interface เป็นของตัวเอง
2️⃣ ช่องทางการดาวน์โหลดแอพ

🔵 iOS: สามารถดาวน์โหลดแอพผ่าน App Store การเอาแอพขึ้นต้องจ่ายรายปี

🟢 Android: สามารถดาวน์โหลดแอพผ่าน Play Store และมือถือแต่ละเจ้ามี store ตัวเองด้วย คนเอาแอพขึ้นจ่ายทีเดียวตลอดชีพเลย สบาย

ใด ๆ ไม่ควรไปที่เว็บพวก 3rd-party แล้วโหลดแอพเองน้า มันอาจจะไม่ปลอดภัย อาจจะมีคนไม่หวังดีสอดไส้อะไรบางอย่างก็ได้
3️⃣ การพัฒนาแอพ
แบ่งหลัก ๆ เป็น 2 ก้อนใหญ่ ๆ คือ

แบบ native คือเราเขียนแอพสำหรับระบบปฎิบัติการนั้น ๆ เลย
- เราเป็น Android Developer ก็พัฒนาแอพบน Android ไปเลย โดยใช้ Android Studio เป็นเครื่องมือในการเขียนโค้ด ที่เขามีเครื่องมือในการพัฒนาแอพให้พร้อมเลย ด้วยภาษา Kotlin เป็นหลัก xml เอาไว้เขียน layout บ้าง ส่วนโค้ดเก่า ๆ ยังมี Java แต่ถ้าเขียนเองตอนนี้ แนะนำไป Jetpack Compose เขียนแต่ Kotlin เป็นหลักในการขึ้น UI และ logic การทำงานต่าง ๆ
- หรือ iOS Developer ก็พัฒนาแอพบน iOS ไปเลย โดยใช้ Xcode ซึ่งจะต้องมี macbook ในการพัฒนาเท่านั้น หลัก ๆ ใช้ภาษา Swift กัน จะมีพวก UIkit หรือ SwiftUI

แบบ cross-platform คือเขียนทีเดียว ได้ทั้งแอพบน iOS และ Android เลย และอื่น ๆ อีก
- Flutter: หลาย ๆ แอพใช้ตัวนี้กันเยอะ และมี community ที่ใหญ่ มีตำแหน่ง Flutter Developrt ด้วย วิธีการเขียนคล้าย ๆ กับตัว Jetpack Compose แต่เป็นภาษา Dart เครื่องมือสามารถใช้ Android Studio หรือ VS Code ก็ได้ แล้วลง plug-in อื่นเพิ่มเอา
- Kotlin Multiplatform: อันนี้เขียนด้วย kotlin แล้วจะต้องลง plug-in ของ KMP ด้วย และรองรับฝั่ง iOS ด้วย อีกทั้ง เขียนฝั่ง iOS แยกได้ด้วย ตัวนี้คนอาจจะใช้ไม่เยอะเท่ากับ Flutter แต่คนเป็น Android มาแล้วจะได้เปรียบนิดนึง ไม่ต้องไปเรียนเขียน iOS ล่ะ
4️⃣ โครงสร้างของโปรเจกต์ และการทำงาน

เป็นสิ่งที่ควรรู้พื้นฐานว่าเปิดโปรเจกต์ยังไง?

เครื่องมือทำอะไรได้บ้าง?

ติดปัญหาแล้วเราจะแก้ยังไง?

อ่าน log ยังไง?

ถึงเราจะให้มันเจนโค้ดมาให้ก็เถอะ แต่เราต้องบิ้วแอพมาเทสบนมือถือของเราให้ได้ก่อนเนอะ ก่อนจะบิ้วขึ้น store อะไรใด ๆ
แน่นอนว่าการให้ AI ช่วยทำไอเดียออกมาเป็นแอพได้จริง ในระยะเวลาอันสั้น ก็เป็นเครื่องที่ดี แต่การที่มี fundamental ทำให้เราเข้าใจในสิ่งที่ AI ทำให้เรา และเราสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ เองได้ เป็นเรื่องที่ดีที่สุดเลย

และจากที่เพิ่งลองเล่นให้ AI สร้างแอพไป ก็ติดบิ้วไม่ได้อยู่นะ แต่จะมารีวิวอีกทีนะ แต่ใด ๆ ตัว Claude มันเสียเงินอาจจะไม่ได้ลองน้า

ชาว Android ว่ายังไง? iPhone Duo เขามาแล้วว่ะหรือมันจะเป็นยุคที่เราต้องทำหน้าจอแบบอื่นบ้างนอกจากหน้าจอมือถือ?หลังจากที่ฝ...
10/09/2026

ชาว Android ว่ายังไง? iPhone Duo เขามาแล้วว่ะ
หรือมันจะเป็นยุคที่เราต้องทำหน้าจอแบบอื่นบ้างนอกจากหน้าจอมือถือ?

หลังจากที่ฝั่ง Android มีมือถือ Foldable กันไปแล้ว ฝั่ง iPhone ก็ได้ยินข่าวหลุดมาสักพักว่าจะออกมา แล้วก็ออกมาจริงตามข่าวนั้นด้วย

iPhone Duo เป็น Foldable รุ่นแรกจากทาง Apple มีหน้าจอที่กางแล้ว 7.6 นิ้ว และยังไม่ได้กาง 5.4 นิ้ว แล้วเขาบอกว่าจอใหญ่ขึ้นกว่า iPhone 18 Pro Max ที่มีขนาดหน้าจอ 6.3 นิ้ว หรือ 6.9 นิ้ว ถึง 50%

และเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดหน้าจอของ iPad แล้ว รุ่นที่ดูจะใกล้เคียงที่สุด คือ iPad mini (A17 Pro) ที่มีขนาดจอ 8.3 นิ้ว

สามารถสั่งซื้อล่วงหน้าได้ในวันที่ 16 ตุลาคม เวลาหนึ่งทุ่มตรง และเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 23 ตุลาคม เริ่มต้นประมาณแปดสิบใบเทาแหน่ะ
ก่อนจะขายก็ประมาณเดือนนึง แล้วคนทำแอพบน iOS เขาต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง?

เริ่มจากที่ designer ก่อนเลย แนะนำให้อ่านตัว “Designing for iPhone Duo” ก่อนเลย ให้เราได้เตรียมตัวเตรียมใจ ซึ่งฝั่ง Apple เขาจะอิงจาก Human Interface Guidelines บอกว่าเวลาหุบ เวลากาง หน้าจอแอพควรแสดงแบบไหน best practices เป็นยังไง ก็เหมือนกับฝั่ง Android เลย ซึ่งจริง ๆ มันคือ iPad เลยนั่นแหละ ที่ต่างจาก Android ก็น่าจะเรื่องกางสุดไม่สุด แล้วแบ่งพื้นที่การแสดงแต่ละฝั่งต่างกัน

สำหรับฝั่งเดฟ ถ้าจะพัฒนาแอพที่ใช้รองรับบน iPhone Duo จะใช้ได้บน Xcode 27.1 beta นะ แต่ก็ต้องรออีกสักหน่อย รวมถึง document ฝั่งเดฟด้วย

แล้วมีคลิป “Prepare your app for iPhone Duo” เขาบอกว่าตัว iOS 27 SDK ใส่ feature ที่ให้เดฟทำแอพรองรับหลายขนาดหน้าจอให้แล้วนะ แต่ถ้าเทสกับตัว iPhone Duo มันจะมีขอบดำ ๆ ไม่เต็มจออยู่ และจะเต็มจอใน Xcode 27.1 สามารถใช้สิ่งที่เรียกว่า Flexible Layout มาจัดการได้ และยังมีรายละเอียดอื่น ๆ อีกในคลิปนั้น เกียมกำยาดมกันไว้เลย

เดี๋ยวถ้าเจ้า Xcode 27.1 มาแล้ว และมีโอกาสได้เล่น จะมาเล่าอีกทีน้า

ส่วน QA แน่นอนก็ต้องเทสหน้าจอนี้ด้วย ว่าแอพยังอยู่ดีไหม จะเจอบัคอะไรไหม ต้องเปิด ticket อะไรเพิ่มให้เดฟบ้าง 🤣
ส่วนพิกัดอะไรใด ๆ ขอแปะใต้ลิ้ง
แล้วชาวทุกคนรู้สึกยังไง พิมพ์บอกความรู้สึกกันได้เลย

ปกติเราจะเก็บค่าอะไรบางอย่างไว้ใน SharedPreferences เช่น เรา flag ไว้ว่าเราผ่านหน้า onboarding ไปแล้วนะ ซึ่งส่วนใหญ่มักจ...
09/09/2026

ปกติเราจะเก็บค่าอะไรบางอย่างไว้ใน SharedPreferences เช่น เรา flag ไว้ว่าเราผ่านหน้า onboarding ไปแล้วนะ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะต้องลบแอพ แล้วบิ้วแอพใหม่ เพื่อเคลียร์ค่า SharedPreferences ในการเทส onboarding ใหม่ ใช้เวลาและพลังงานในการนั่งรออยู่
เราก็เลยพยายามหาวิธีที่ง่าย และรวดเร็ว ทุกคนทำตามได้แน่นอน ลดเวลารอลบแอพแล้วบิ้วใหม่ไปได้เยอะเลยล่ะ
ก่อนอื่นปิดแอพของเราไปก่อน เพราะเราจะเคลียรค่าในแอพเนอะ

ไปเปิด Device Explorer ใน Android Studio แล้วเปิดไปตาม folder นี้:
data → data → {package_name} → shared_perfs

แล้วหาไฟล์ของ key SharedPreferences ที่เราต้องการ จะเป็น format นี้ {key}.xml

พอเจอแล้วกดคลิกขวา แล้วเลือก Save As… ซึ่งตัว default path จะอยู่ใน folder ของ Android Studio version ปัจจุบันที่เราใช้ ตามมาด้วย device-explorer และเครื่องของเรา แล้วก็ path ที่เราเปิดตอนแรก ซึ่งมันยาวมาก ในการเปิดไฟล์ขึ้นมาแก้ เลยจะไว้ที่อื่นแทน

จากนั้นเปิดไฟล์ขึ้นมาแก้ค่าตามที่เราต้องการ แล้วกด save เพื่อ update file

กลับไปที่ Device Explorer แล้วกดคลิกขวาที่ตัว folder shared_perfs แล้วเลือก Upload… แล้วเลือกไฟล์ที่แก้มะกี้ได้เลย แล้วรอ upload ขึ้นสักแปป ก็ใช้งานได้ล่ะ
ถ้าเราจะ update ค่าใหม่ตอนเทสที่นี้ก็ง่ายล่ะ จิ้ม Upload ไฟล์ที่เรา copy ไปแก้ ไปได้เลย

เป็นไงง่ายใช่ไหมล่ะ? เพื่อน ๆ ลองทำตามกันดูได้นะ reference มาจาก StackOverflow ที่เพื่อน ๆ ไม่ค่อยได้ไปเปิดเว็บนี้แล้วอ่ะเดี๋ยวนี้

คำคมชาวเดฟวัยเจน Z ❌เจน senior 🤔จะมีอะไรบ้าง? ไปดูววววว
07/09/2026

คำคมชาวเดฟวัยเจน Z ❌
เจน senior 🤔
จะมีอะไรบ้าง? ไปดูววววว

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ MikkiPastel โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์